เด็กแว้น
“จริง ๆ นะมึง วันนั้นกูเจอ ขนาดพอดแคสต์ชมรมหลอนขนลุก ยังมีคนมาเล่าเหมือนกับที่กูเจอเลย คนขับมอ’ไซต์ แต่แม่งไม่มีหัว เค้าบอกว่าเมื่อก่อนเส้นนั้นมีเด็กแว้นชอบมาแข่งรถ แต่มีคนรำคาญ เลยเอาลวดสลิงไปขึงไว้ ไอ้คันที่เร็วที่สุดนั่นแหละที่มันโดน หัวแม่งขาดตรงนั้นเลย พอเกิดเรื่อง ก็เลยไม่มีใครกล้ามาขับเส้นนี้อีก”
“มะ มึงเชื่อด้วยเหรอวะ รายการแม่งก็เรียกเรตติ้ง เรื่องแต่งทั้งนั้น กูขับผ่านทุกวัน ไม่เห็นแม่งมีห่าอะไรเลย แค่ถนนเส้นนั้นมันยาว ต้นไม้เยอะ มืดหน่อย แม่งก็แต่งเรื่องกัน ส่วนที่มึงเห็นน่ะ กูว่าจิตปรุงแต่งแหละสัด มึงไปฟังเรื่องพวกนี้เยอะ แล้วแม่งก็คิดเองจนตามึงเห็นเป็นผี” ผมพูดกับมะพร้อมใบหน้าเอือมระอาจากการที่ต้องนั่งฟังอยู่หลายนาที ความเบื่อหน่ายฉายชัดบนแววตาของผมขณะที่กวาดสายตามองเพื่อนที่กำลังทำหน้าจริงจังเกินเหตุ ผมเบือนหน้ากลับมายังหน้าจอคอมพิวเตอร์และทำงานต่อ โดยทิ้งบทสนทนาไร้สาระนั้นไว้เบื้องหลัง
มะเป็นเพื่อนผมมาตั้งแต่มัธยมฯ เราคบกันมานานจนรู้ใส้รู้พุง เรียนมหาวิทยาลัยมาด้วยกัน ทั้งยังได้ทำงานเป็นนิติกรที่สำนักงานอัยการแห่งหนึ่งในภาคอีสานเช่นเดียวกัน ชีวิตของเราวนเวียนอยู่กับตัวบทกฎหมาย แต่ความเชื่อของมะกลับตรงกันข้ามกับสายอาชีพอย่างสิ้นเชิง ไม่รู้กี่เรื่องที่มันสรรหามาเล่าให้ผมฟังตั้งแต่เป็นเพื่อนกันจนถึงวันนี้ ผีที่เข้าสิงเพื่อนที่โรงเรียนตอนเล่นผีถ้วยแก้วบ้างละ ผีคุณยายไฮสปีดที่ไล่ตามรถมอเตอร์ไซต์แถวถนนเลียบแปลงเกษตรในมหาวิทยาลัยบ้างละ มาทำงานยังบอกอีกว่าในวันที่เข้าเวรชันสูตรในห้องสอบสวนเด็กจะมีเสียงเด็กมาเรียก เป็นเด็กเคยถูกข่มขืน เคยมาสอบปากคำที่นี่แต่ระหว่างที่คดียังพิจารณาไม่แล้วเสร็จ เสียชีวิตไปเสียก่อน
พูดตามตรงผมยังไม่เคยเจออย่างที่มันว่าเลยสักครั้งเดียว สำหรับผมพยานหลักฐานต้องจับต้องได้ ไม่ชอบเรื่องไสยศาสตร์ คนในสำนักงานไม่มีใครกล้าไปนอนห้องสอบสวนเด็กที่ขึ้นชื่อว่าเฮี้ยนนักหนา แต่ผมก็ชอบไปนอนในวันที่มีเข้าเวร เพราะห้องนั้นแอร์เย็นที่สุดอีกทั้งไม่มีใครมารบกวนความเป็นส่วนตัวของผมได้ มันบอกว่าก็ผมเป็นคนไม่มีเซ้นส์ บางคนมี บางคนไม่มี แต่ผมว่านะไอ้คนที่ว่ามีเซ้นส์เนี่ย ล้วนเป็นพวกมโน คิดไปเองมากกว่า ยิ่งสมัยก่อน อดีตชาติ โบราณกาล ที่ว่าเจอผีกันบ่อยๆ ซึ่งผมว่านะเพราะมันมืดไง แสงไฟสมัยก่อนไม่ได้สว่างไสวเหมือนตอนนี้ สมองคนเราพอขาดข้อมูลที่ชัดเจนมันก็มักจะปรุงแต่งจินตนาการขึ้นมาเอง เกิดจากสมองล้วนๆ อย่างอะไรล่ะ เปรตวัดสุทัศน์เหรอ ที่มีคนวิเคราะห์ว่าน่าจะเป็นเสาชิงช้า พอมองในความมืดก็ทำให้มองเห็นเป็นผีเปรตไป ซึ่งผมเชื่อข้อมูลอะไรพวกนี้ที่มันดูเมกเซ้นส์มากกว่าน่ะนะ
“มึงไม่เห็น ไม่ใช่ว่าไม่มีนะเว้ย สาธุ กูขอให้มึงเจอ” มะพูดทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงกึ่งเล่นกึ่งจริงแต่แฝงไปด้วยความหมั่นไส้ “เออมาเลยมา กูจะถ่ายลงติ๊กต็อกเรียกยอดเอนเกจเม้นต์ ขอหวยด้วยอ่ะ”
...
ช่วงที่เจ้าหน้าที่ตำรวจมีนโยบายกวาดล้างยาเสพติด พร้อมกับการตั้งด่านเมาแล้วขับ จะเป็นช่วงเวลาวินาศสันตะโรของผมในฐานะนิติกร เอกสารสำนวนคดีนับพันมากองพะเนินอยู่ตรงหน้าจนแทบจะมิดหัว ผมต้องกรอกข้อมูลผู้ต้องหาทั้งหมดลงในระบบฐานข้อมูลอย่างละเอียด ไม่ว่าจะเป็นชื่อ ที่อยู่ อาชีพ ฐานความผิด และพฤติการณ์คดี ฯลฯ เยอะแยะไปหมด ซึ่งไม่อาจทำให้ทันได้ในเวลาราชการปกติ แต่ผมเป็นคนประเภทที่ไม่ชอบให้งานค้าง เพราะพรุ่งนี้ก็จะมีสำนวนใหม่จากตำรวจส่งเข้ามาเพิ่มอีกเป็นกอง ผมจึงมักจะจัดการให้มันจบไปในแต่ละวัน เพื่อให้งานในวันถัดไปไม่หนักมากนัก ในคืนนั้นมีเพียงผมคนเดียวในแผนกคดีศาลแขวงที่ทำงานอยู่จนดึก นั่งหลังขดหลังแข็งท่ามกลางกลิ่นกระดาษเก่าเก็บที่โชยคลุ้งผสมกับกลิ่นรา ผนังห้องทาด้วยสีครีมที่บัดนี้เหลืองซีดตามกาลเวลาและหลุดร่อนเป็นแผ่นๆ เห็นเนื้อปูนข้างใน คราบน้ำฝนที่รั่วซึมจากเพดานในหน้าฝนทิ้งรอยไหลย้อยลงมาเป็นทางยาว ตู้เหล็กเก็บเอกสารเรียงรายอยู่ด้านหลัง สนิมเกรอะกรังเกาะกินตามขอบ มุมมืดในห้องเริ่มขยายตัวขึ้นตามแสงไฟที่มอดลง กว่าผมจะเคลียร์ทั้งหมดเสร็จก็เป็นเวลาสี่ทุ่มแล้ว
แป๊ะ!
ผมเอื้อมมือไปปิดสวิตช์ไฟ ความมืดมิดเข้าปกคลุมห้องทำงานทันที เหลือเพียงแสงจันทร์สลัวที่ลอดผ่านมูลี่เข้ามา ทำไมวันนี้มันเงียบจนผมได้ยินเสียงลมหายใจของตัวเอง ผมเดินไปที่ประตู ออกแรงผลักบานประตูที่ฝืดสนิทเพราะขาดการดูแลมานาน
ครืด……
เสียงขอบอลูมิเนียมเสียดสีกัน เป็นเสียงกรีดแหลมสูงบาดแก้วหูที่ลากยาวเหยียดก้องสะท้อนไปทั่วโถงทางเดินที่มืดมิด เสียงนั้นฟังดูโหยหวนราวกับเสียงกรีดร้องของใครสักคนที่ถูกบีบอัดอยู่ตรงซอกประตู
ลมหนาวตีเข้าหน้า แต่เย็นวาบที่คอ ผมกลับหลังหัน หันหน้าเข้าประตูเพื่อล็อค
แกรก... กึก!!
บนกำแพง แสงจันทร์ฉายให้เห็นเงาตะคุ่มอีกร่างหนึ่ง มันเป็นร่างที่ดำมืดสนิท ร่างนั้นค่อยๆ เคลื่อนตัวเข้ามาอย่างเชื่องช้าและเงียบกริบ มันขยับเข้ามาซ้อนทับกับเงาของผมจากด้านหลังจนแทบจะเป็นเนื้อเดียวกัน เงานั้นดูสูงใหญ่ผิดปกติ
ผมยืนตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาบเป็นหิน ลมหายใจที่เคยสม่ำเสมอเริ่มติดขัดเป็นห้วงๆ เงาร่างนั้นค่อยๆ ยกมือที่ดูเก้งก้างและนิ้วมือที่ดูเรียวยาวผิดธรรมชาติขึ้นมา มันขยับขึ้นช้าๆ อย่างใจเย็น มือดำมืดนั่นกำลังจะเอื้อมมาวางบนบ่าซ้ายของผม ผมรู้สึกเหมือนเลือดในกายเริ่มจับตัวเป็นน้ำแข็ง ขนลุกเกรียวไปทั้งตัว
ผมค่อยๆ บังคับกล้ามเนื้อคอที่ฝืดเกร็งและสั่นเทาให้หันกลับไป... ทีละนิด... ทีละนิด...
“เชี่ย!”
เสียงอุทานหลุดออกมาพร้อมกับร่างที่สะดุ้งสุดตัวจนกุญแจในมือเกือบหล่นลงพื้น
“โอ๊ยพี่ศักดิ์! ผมตกใจหมด”
“ผมมาตรวจสอบความเรียบร้อยครับ นึกว่าไม่มีใครอยู่แล้ว คุณหนุ่มกลับดึกจังครับ” พี่ศักดิ์ผู้ซึ่งเป็นรปภ.ของที่นี่ตอบผมด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
“ครับพี่ ช่วงนี้เค้ากวาดล้างคดีเยอะ งานมันล้นมือจริงๆ...” ผมพยายามปรับเสียงให้เป็นปกติ แต่เสียงยังคงสั่นจนคุมไม่อยู่ “คราวหลังพี่เดินให้มีเสียงหน่อยนะพี่”
“ครับ...” พี่ศักดิ์ตอบรับพร้อมยิ้มแหยๆ
ช่วงหน้าหนาว ฝุ่นเกาะกระจกได้เร็ว ผมเช็ดกระจกมองข้างด้านซ้ายจนเงาวับ และย้ายมาเช็ดต่อที่กระจกมองข้างด้านขวา เปิดประตู ขึ้นรถ และขับออกไป
...
ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมทุกตารางนิ้วของถนนลาดยางสี่เลน ทั้งที่ตามเวลาแล้วมันควรจะขวักไขว่ด้วยรถรา แต่วันนี้กลับมีเพียงความว่างเปล่าที่ทอดยาวไปสุดลูกหูลูกตา ยางมะตอยสีดำสนิทดูเหมือนจะดูดกลืนแสงไฟหน้ารถให้สั้นลงเรื่อยๆ จนมองเห็นทางข้างหน้าได้เพียงไม่กี่เมตร สองข้างทางที่เป็นป่า มีพงหญ้ารกชัฏ
วันนี้ก็ไม่ใช่ช่วงวันหยุดยาว นี่เหรอ ถนนเส้นที่ไอ้มะพูดถึงเมื่อเช้า ไฟถนนทางหลวงติดๆ ดับๆ มันอันตรายมากนะ ยิ่งถนนใหญ่ ยิ่งโคตรอันตราย หน่วยงานไหนดูแลวะ อบต? เทศบาล? ไฟฟ้า? ทางหลวง? จะต้องร้องเรียนใคร ก็นี่แหละแค่บรรยากาศพาไป ก็คิดเป็นตุเป็นตะว่ามีผี ไร้สาระ เปิดเพลงฟังดีกว่า .. เอ้าลืมชาร์จมือถือ เงียบเลยทีนี้... เสียงรถมอ’ไซต์ .. เสียงท่อไอเสีย แม่งแสบหู เดี๋ยวนะ นั่นอะไรวะ เฮ้ย เชี่ย! เชี่ยละๆ
...
ผมยืนอยู่ใต้ฝักบัว ปล่อยให้น้ำไหลผ่านตัว แต่ผมไม่กล้าแม้แต่จะหลับตาตอนสระผม ต้องลืมตาโพลงสู้แรงน้ำ เพราะลึกๆ ในใจกลัวว่าถ้าหลับตาลงเพียงวินาทีเดียว จะมีมือที่ไม่ได้รับเชิญยื่นออกมาจากความว่างเปล่าข้างหลังเพื่อช่วยผมขยี้ฟองของยาสระผม
วินาทีที่ผมหันไปมองกระจกมองข้างด้านซ้ายตามเสียงแผดสนั่นของท่อไอเสีย หัวใจผมเต้นรัวจนแทบทะลุอก ผมมองสลับระหว่างถนนตรงหน้ากับกระจกบานนั้น เสียงเครื่องยนต์นั่นมันใกล้เข้ามา... ใกล้จนรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนในอากาศ แล้วเงารางๆ ก็ปรากฏขึ้น - รถมอเตอร์ไซค์ที่พุ่งทะยานมาด้วยท่าทางที่ผิดมนุษย์ เรียวขาของผู้ขับขี่เหยียดตึงไปด้านหลังราวกับร่างนั้นถูกตรึงไว้กับเหล็ก สองแขนที่ซีดเผือดจับแฮนด์รถแน่น ลำตัวแนบชิดไปกับเบาะรถ ใกล้เข้ามา ผมมองเห็นมันแล้ว เชี่ย! ไม่มีหัว
ผมกระทืบคันเร่งมิดไมล์ รถส่ายไปมา เสียงท่อนั่นแผดจ้าเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะค่อยๆ ห่างออกไป... ไกลออกไป... จนหายไปในความมืดที่ไล่หลังมา ผมรู้จักบทสวดบทเดียวคือ นะโม ตัสสะ นะโม ตัสสะ ท่องวนอยู่แบบนั้นหลายรอบ กระทั่งถึงบ้าน อาบน้ำ ผมค่อย ๆ จิตใจของผมก็ค่อย ๆ สงบลง สติเริ่มกลับมา แล้วจึงทบทวนเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น
ผมคิดว่าเรื่องเล่าของไอ้มะเมื่อเช้าทำให้สมองผมสร้างภาพหลอนขึ้นมาเองรวมทั้งบรรยากาศถนนเฮงซวยนั่นประกอบกัน ทำให้ความกลัวในใจปรากฏขึ้น
ผมรีบล้างน้ำออกจากเส้นผม ล้างตัว เช็ดตัว เช็ดผม ทำทุกอย่างให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ พยายามบังคับมือที่สั่นเทาให้เช็ดหัวจนแห้งพยายามทำทุกอย่างให้ดูปกติ
"แค่ตาฝาด... หนุ่ม มึงแค่ตาฝาด..."
...
“หน้าตาดูไม่สดใสนะมึง” มะทักทายผม
“กูดูบอลดึก”
“กูเห็นเป็ดกากแพ้ตลอด จะไปดูทำไม”
“กากบ้านมึงสิ”
ผมทำงานด้วยความล่องลอยเหมือนคนเมาค้าง
เมื่อคืน – ผมนอนในสภาวะกึ่งหลับกึ่งตื่นที่พร่าเลือนจนแยกไม่ออก แต่เรื่องที่จำได้น่าจะเป็นฝัน ในฝันนั้นผมกำลังวิ่งหนีตายสุดชีวิตจากผู้ชายคนหนึ่งที่ถือมีดเล่มไล่กวดมาติดๆ มันเมายาบ้า ตาขวางลึกโบ๋คลุ้มคลั่งเหมือนสัตว์ร้าย เสียงฝีเท้าของมันที่ย่ำบนทุ่งหญ้าดังก้องอยู่ในหู น่าแปลกที่คนเมายาคนนั้นวิ่งเร็วมาก ผมจะรู้สึกเหมือนวิ่งไม่ไหว แต่ระยะห่างระหว่างผมกับมันกลับเท่าเดิมเสมอ ผมเหนื่อยหอบจนปอดจะฉีก รสคาวเลือดคละคลุ้งในลำคอ อยากจะหยุดวิ่งใจจะขาด แต่ขามันไม่หยุดวิ่ง ราวกับมีบางอย่างบังคับให้ผมต้องก้าวต่อไปทุ่งกว้าง – เสียงท่อไอเสียก็ดังแว่วแทรกเข้ามาในโสตประสาท ผมมองเห็นมอเตอร์ไซค์คันนั้น มันจอดอยู่ ผมไม่วิ่งแล้ว หันกลับไปมองข้างหลัง คนเมายาบ้าหายไป พอผมหันกลับมา ก็พบร่างที่บังคับรถมอเตอร์ไซต์คันนั้น มันไม่มีหัว เลือดยังคงไหลรอบลำคอ มันบิดคันเร่ง พุ่งมาอย่างแรงมาทางผม ผมสะดุ้งตื่น ใจสั่น ผมแตะหน้าจอโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่ข้างหมอน สว่างวาบขึ้นมา แสดงเวลา 4.00 น.
นอนไม่หลับ ... ผมเปิดฟังคลิปรายการชมรมหลอนขนลุก อีพี 31 เด็กแว้น
...เสียงท่อมันดังมาก / อา.../ ผมมองกระจกข้างด้านซ้าย มันเร่งเครื่องมาใกล้ผม ผมมองที่กระจกข้างด้านซ้ายอีกครั้ง มองไม่เห็นมันในกระจกแล้ว มันอยู่เทียบรถของผมครับพี่เจฟ ชัดเลยพี่ ไอ้คนขับแม่งไม่มีหัวครับ / เฮ้ยยยย!!! / ใช่ครับพี่เจฟ รถมันคือรถที่แต่งแบบเด็กแว้น ขาชี้ไปข้างหลัง ตัวแนบไปกับเบาะ แต่ไม่มีหัวครับ / เฮ้ย!!! น่ากลัวว่ะ/ จริงพี่ เลือดตรงคอยัง..
ผมกดปิดคลิป เปลี่ยนไปฟังเพลง K-Pop จนกระทั่งฟ้าสว่าง
“มะมึงเจอจริงป่ะ”
“เจอไร”
“ผีเด็กแว้น หัวขาด”
“เออดิ”
“ตอนไหน”
“วันนั้นกูไปกินเหล้า กินเสร็จก็ไม่ดึกมากนะ น่าจะสี่ทุ่มกว่า ทำไมอยู่ๆ มึงมาถาม อย่าบอกว่ามึงเจอ”
“เจอห่าไร แค่ฟังพอดแคสทชมรมล่าท้าผีที่มึงว่าอ่ะ”
“ ตอนเด็กแว้นที่กูบอกอ่ะนะ”
“เออ”
“อีพีนี้แม่งน่ากลัวสุดละ กูบอกแล้วว่ามันมีจริงๆ”
“โคตรไร้สาระ กูฟังแล้ว เรื่องแต่ง คลิปปัญญาอ่อน ฟังสามนาทีกูก็ปิดละ”
“อย่าลบหลู่นะมึง ไม่เชื่อก็อย่าพูดไปเรื่อย ” มะเตือนด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
ผมหันกลับมาทำงานของผมต่อ เสียบชาร์จแบตโทรศัพท์มือถือไว้ พยายามจมตัวเองลงไปในกองเอกสาร งานที่กองสุมช่วยให้ใจผมไม่ฟุ้งซ่าน ทุกคนทยอยกลับแล้ว เชี่ยหนุ่มไม่กลับเหรอมึง / เออมึงกลับก่อนเลย มะทักทายและขอตัวกลับก่อน นิ้วของผมยังคงสัมผัสลงบนคีย์บอร์ดซ้ำๆ เสียงเคาะปุ่มดังสะท้อนในห้องทำงานที่ว่างเปล่า สี่ทุ่มแล้ว ภายหลังงานตรงหน้าหมดลง ภาพจำของร่างไร้หัวที่ฝังในส่วนลึกของสมอง มันก็ปรากฏออกมา ผมพยายามสลัดภาพนั้นออกไป
หนุ่ม มึงแค่คิดไปเอง เชื่อสิ ผมบอกตัวเอง
ความเงียบปกคลุมอีกครั้ง
ได้ยินเพียงเสียงเข็มนาฬิกาที่ผนังดังกังวานผิดปกติ แก๊ก... แก๊ก... แก๊ก...
...
ถนนเส้นเดิมรถยังคงโล่งผิดปกติเช่นเดียวกับเมื่อวาน ผมเชื่อมต่อบลูทูธเข้ากับเครื่องเสียงรถยนต์ เปิดฟังเพลง How you like that ของ Blackpink เพื่อให้ความสนุกของเพลงขับไล่ความกลัว ผมหันไปมองกระจกข้างซ้าย เห็นเพียงถนนที่ว่างเปล่า ลมแรงทำให้ต้นไม้ที่ไหวกระเพื่อม ไฟถนนยังคงติดๆ ดับๆ เพราะความมืดทำให้เรากลัว รวมถึงความเหนื่อยล้าในการทำงาน ทำให้สมองมันสร้างภาพหลอนขึ้นมา ผมพยายามบอกตัวเอง ผมเร่งเสียงในรถให้ดัง เบสเพลงดังกล่าวดังสนั่นออกมาชัดมากจนหน้าอกสั่นไปตามจังหวะ แต่ท่ามกลางความสนุกของเพลง เหมือนมีเสียงท่อมอเตอร์ไซต์คันเมื่อวานแว่วแทรกเข้ามา ผมกลัวผมจะคิดไปเอง ผมจึงลดเสียงลง ไม่ได้ยินเสียงใด ๆ ผมจึงเร่งเสียงกลับมาอีกครั้ง
ผมมองกระจกข้างด้านซ้ายถนนยังคงว่างเปล่า หันมองข้างหน้า อีกไม่ถึงเจ็ดกิโลเมตรก็ถึงปากทางเข้าบ้านแล้ว ผีแม่งไม่มีจริง ผมก็แค่คิดไปเอง แล้วเสียงท่อไอเสียมอเตอร์ไซต์คันนั้นก็แว่วมาอีกครั้งและดังขึ้นเรื่อยๆ จนเริ่มชัดกว่าเสียงเพลงที่ดังมาก ผมตัดสินใจปิดเพลง หันไปมองกระจกข้างซ้ายอีกครั้ง เห็นดวงไฟไกลลิบๆ มันใกล้เข้ามาด้วยความเร็วสูง มอเตอร์ไซต์คันเมื่อวาน
ผมสลับไปมองข้างหน้า และหันกลับมามองกระจกข้างด้านซ้ายอีกครั้ง ใจก็อยากจะเหยียบคันเร่งเพื่อหนีเข้าบ้าน แต่ผมรู้ดีว่าหนีไปก็ไร้ประโยชน์ ผมจะไม่หนีอีกแล้ว ผมอยากเผชิญหน้ากับมัน จะได้รู้กันไปเลย มันมาแล้ว... มันเคลื่อนที่มาเทียบรถของผมในระยะประชิด
ผมรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มี หันไปมองที่กระจกซ้าย ผมมองเห็นมันแล้ว ร่างนั้นหมอบแนบไปกับเบาะรถมอเตอร์ไซต์ที่ปาดเบาะชนิดที่ลมไม่อาจแทรกเข้าไปได้ ขาเหยียดตึงไปด้านหลัง แขนสองข้างที่ผอมแห้งเกาะกุมแฮนด์รถที่สั่นระริก และเหนือปกเสื้อที่สะบัดตีไปตามแรงลมนั้น
...เสียงท่อมันดังมาก / อา.../ ผมมองกระจกข้างด้านซ้าย มันเร่งเครื่องมาใกล้ผม ผมมองที่กระจกข้างด้านซ้ายอีกครั้ง มองไม่เห็นมันในกระจกแล้ว มันอยู่เทียบรถของผมครับพี่เจฟ ชัดเลยพี่ ….
แม่งเอ๊ยยยยย!
คนขับมอเตอร์ไซต์คันนั้น ก้มต่ำจนหัวมุดลงไปอยู่ใต้แฮนด์ คอแทบจะขนานกับหน้าอก ท่าทางแบบนั้นเป็นสูตรสำเร็จของเด็กแว้นเพื่อที่จะลดแรงต้านอากาศได้ให้มากที่สุด เพราะความมืดและการมองผ่านกระจกมองข้างที่สั่นเบลอ ลำตัวที่พับลงไปบวกกับเสื้อที่พองลม เรื่องเล่า บรรยากาศ จิตปรุงแต่ง ทั้งหมดทั้งมวล ดวงตามอง แล้วสมองก็สั่งการว่า มึงเห็นผีหัวขาด
ผมลดความเร็วรถลงเหลือ 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
เด็กแว้นบิดคันเร่งดัง เสียงท่อไอเสียสีรุ้งที่เป็นเอกลักษณ์นั้น แสบแก้วหู แล้วมอเตอร์ไซต์ก็ทิ้งห่าง
แล้วเสียงนั้นก็ค่อย ๆ หายลิบไป
..
วันรุ่งขึ้น ผมไปทำงานด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม
“มะกูมีเรื่องจะเล่าให้ฟัง”
“เรื่องเชี่ยไร”
“ผีเด็กแว้น”