ซากอนาคต
โดย Chanikarn O. Lee
“รบกวนปิดไฟฉายกันสักครู่นะคะ”
ฉันกล่าวขึ้นเสียงเบาพอให้ได้ยินกันเองในกลุ่มหลังจากนำทางลูกทัวร์ทั้งหมดมาถึงบริเวณสระว่ายน้ำของหมู่บ้าน แสงไฟบนหน้าผากของทุกคนค่อยๆดับลงตามคำขอโดยไม่ต้องให้ฉันเหนื่อยพูดซ้ำเป็นครั้งที่สอง
..นี่แหละคือหนึ่งในเหตุผลที่มนุษย์อินโทรเวิร์ตอย่างฉันยังสามารถรับงานที่ต้องคลุกคลีกับผู้คนเช่นนี้ได้อยู่..
ฉันเริ่มออกเดินอีกครั้ง เป็นสัญญาณที่รับรู้โดยทั่วกันว่าเหล่าลูกเป็ดหลากหลายสัญชาติที่ยืนตื่นตาตื่นใจกันอยู่ทางด้านหลังต้องเริ่มก้าวตามแม่เป็ดตัวนี้มาแต่โดยดี พื้นยางที่ทั้งหนาและเหนียวของรองเท้าเดินป่าคู่ใจประทับลงบนพื้นดินแห้งกรัง ก้าวแล้วก้าวเล่า สายตาของฉันสอดส่องเพื่อช่วยระวังความปลอดภัยให้คนทั้งทีมไปทั่วบริเวณ
พวกขี้ยาบ้าเซ็กซ์ทั้งหลายมันมักจะมาจับจองพื้นที่ตรงนี้ไว้ประหนึ่งจ่ายเงินเช่ารายเดือน หากไฟฉายบนหัวของพวกฉันบังเอิญสาดไปเจอกิจกรรมที่พวกมันทำอยู่เข้า คงไม่พ้นมีเรื่องมีราวเหมือนที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วครั้งหนึ่ง ประสบการณ์เกือบปีที่อยู่ตรงนี้มาทำให้ฉันรู้ว่าหนทางที่สบายที่สุดคือต่างฝ่ายทำเป็นไม่เห็นกันและกันถึงจะดี เพราะไม่ว่าจะเป็นพวกมันหรือพวกฉัน สิ่งที่พวกเราทำก็ล้วนเป็นปฏิปักษ์กับขื่อแปบ้านเมืองทั้งสิ้น
‘บีเคเคไนต์ชิฟต์เออร์เบ็กซ์’ คือชื่อทัวร์ที่ฉันจัดขึ้น สี่ห้าพยางค์แรกคงไม่ยากนักที่จะเข้าใจ แต่สำหรับสองพยางค์สุดท้าย หากไม่ใช่เพื่อนร่วมทางที่มีรสนิยมตรงกันอาจคิดว่าเป็นชื่อยี่ห้อเคมีภัณฑ์อย่างที่ฉันเคยเข้าใจก็เป็นได้
Urban Exploration (Urbex) คือกิจกรรมการสำรวจพื้นที่ที่ถูกสร้างขึ้นโดยมนุษย์ซึ่งมักจะเป็นสถานที่ร้าง ลับเฉพาะ หรือพื้นที่ส่วนเกินของเมือง ผู้ปฏิบัติกิจกรรมนี้เรียกตัวเองว่า Urbexers มักยึดถือหลักการ "Take nothing but pictures, leave nothing but footprints" เพื่อรักษาสภาพเดิมของสถานที่ไว้ กิจกรรมนี้คาบเกี่ยวระหว่างการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น การถ่ายภาพสถาปัตยกรรม และความเสี่ยงทางกฎหมายด้านการบุกรุกพื้นที่ส่วนบุคคล
“อาคารทางด้านซ้ายมือของพวกเราตอนนี้คืออาคารส่วนกลางของหมู่บ้าน” ฉันเริ่มเปล่งเสียงกระซิบกระซาบเป็นภาษาอังกฤษขึ้นมาอีกครั้ง “ลองจินตนาการภาพวันหยุดเสาร์อาทิตย์ที่พ่อแม่พาลูกๆมาวิ่งเล่นหรือว่ายน้ำกันดูสิคะ สำหรับครอบครัวที่อยู่ในหมู่บ้านจัดสรรแบบนี้ พื้นที่ส่วนกลางคือโซนที่คึกคักที่สุดแล้ว”
ฉันนำทางคณะเดินไปตามเส้นทางลัดเพื่อหลบเลี่ยงเหล่าวัยรุ่นเหลือขอเข้าไปดูในตัวอาคาร ระหว่างทางพวกเราทุกคนได้ยินทั้งเสียงจ๊วบจ๊าบ เสียงเนื้อกระทบเนื้อ และเสียงหายใจกระเส่าจากบรรดาคู่รักไร้ห้องหับในความมืด ลูกทัวร์ทุกคนรู้ดีว่าในจังหวะนี้ควรต้องเคลื่อนไหวอย่างเงียบเชียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ตามที่ฉันได้บรีฟไปตั้งแต่ก่อนเริ่มทริป
กระทั่งในที่สุดฉันก็นำคนทั้งหมดมาถึงโถงนั่งเล่นรวมของหมู่บ้านที่อยู่ลึกเข้าไป ทั้งบริเวณอบอวลไปด้วยกลิ่นอับชื้นเนื่องจากอากาศไม่ถ่ายเท คงเป็นเพราะเหตุนี้ พวกวัยรุ่นมันจึงไม่เลือกเอาที่นี่เป็นสถานที่ปฏิบัติกิจกรรม
ฉันเริ่มเปิดไฟฉายบนศีรษะอีกครั้ง คนอื่นๆจึงเริ่มทำตาม แสงไฟส่องให้เห็นสภาพโอ่อ่าของห้องโถง เฟอร์นิเจอร์หลุยส์เพ้นท์ขอบทองอร่ามหลายตัวยังถูกวางเย้ยฝุ่นไว้ในตำแหน่งเดิมที่มันเคยถูกใช้งานเมื่อราวสามสิบปีก่อน ทางด้านบนเพดาน แชนเดอร์เลียหรูหราตามสมัยนิยมก็ยังคงห้อยประกาศศักดาความมั่งคั่งอยู่เช่นนั้นไม่เปลี่ยนแปลง
แน่นอนว่าฉันไม่เคยมาที่นี่เมื่อตอนที่มันยังไม่แห้งตายหรอก เนื่องจากตัวฉันเองนั้นก็มีอายุไม่ต่างจากมันสักเท่าไหร่ แต่ฉันพอนึกออกว่าสภาพดั้งเดิมนั้นเป็นอย่างไรเพราะตัวฉันเองก็เติบโตมาในหมู่บ้านจัดสรรทำนองเดียวกันนี้
ราวปี 2539 ซึ่งเป็นปีเกิดของฉัน พ่อกู้ธนาคารซื้อบ้านโดยไม่รู้เลยว่าอีกเพียงหนึ่งปีถัดมา สภาพเศรษฐกิจทั่วเอเชียจะถึงคราวฉิบหาย ซึ่งแน่นอนว่าไทยเองก็ไม่รอด ได้ยินว่าวิกฤตครั้งนั้นสร้างความเดือดร้อนและเจ็บช้ำให้ผู้คนในหลายครัวเรือน คงนับได้ว่าเป็นความโชคดีเหลือเกินที่พ่อและแม่สามารถประคองสถานะทางการเงินของครอบครัวเราให้ผ่านพ้นความลำบากช่วงนั้นมาได้ จนฉันมีโอกาสได้เติบโตมาอย่างดี
ฉันยืนกอดอกมองลูกทัวร์เดินกระจายตัวสำรวจสถานที่กันด้วยท่าทางสนอกสนใจ ค่ำคืนนี้ไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่ ฉันแค่ปล่อยให้เหล่าเออร์เบ็กเซอร์กลุ่มนี้ได้ใช้เวลาสำรวจร่องรอยของอดีตอย่างที่พวกเขาชื่นชอบกันในความเงียบ เงินทุกบาททุกสตางค์ที่พวกเขาจ่ายมาก็เพื่อที่จะให้ฉันได้พาพวกเขาเข้ามาทำอะไรแบบนี้นี่แหละ
ที่จริงแล้วฉันเป็นช่างภาพ รับถ่ายทุกสิ่งตั้งแต่ภาพสินค้า อาคาร แฟชั่น หรือแม้กระทั่งอีเว้นต์ต่างๆมาตั้งแต่สมัยเรียนจบใหม่ๆ แต่อาจเป็นเพราะฝีมือไม่โดดเด่นนัก หรือไม่อย่างนั้นก็คงเริ่มถูกแทนที่ด้วยเอไอได้เกือบเต็มตัวแล้ว ช่วงนี้ฉันจึงประสบปัญหาชักหน้าไม่ถึงหลังอยู่บ่อยๆ อาชีพไกด์เถื่อนยามวิกาลจึงกลายเป็นอาชีพเสริมที่ดันสร้างรายได้ให้ฉันได้ดีกว่างานหลักเสียอีก
หลังจากปล่อยให้ลูกทัวร์ได้ดื่มด่ำกับอดีตอันหรูหรากันไปหอมปากหอมคอ เมื่อตัวเลขบนหน้าจอโทรศัพท์แจ้งให้ทราบว่าเวลาเริ่มล่วงเข้าสู่ช่วงตีสองแล้ว จึงได้เวลาที่ฉันต้องพาพวกเขาออกเดินต่อ
..ออกเดินไปยังบ้านหลังที่ฉันไม่ชอบที่สุด..
ชื่อของสมาชิกครอบครัวเหมวิริยะกุล อันประกอบไปด้วย นายวิชัย นางสุรีย์ เด็กหญิงพลอยไพลิน และเด็กชายต้นตระการ เคยปรากฏอยู่บนหนังสือพิมพ์ทุกฉบับในปี 2542 ภายใต้พาดหัวข่าว “ฆ่ายกครัว” ต่อเนื่องยาวนานเป็นสัปดาห์
..ซึ่งคนลงมือก็ไม่ใช่ใครที่ไหน..
..แต่เป็นนายวิชัยผู้เป็นหัวหน้าครอบครัวนั่นเอง..
ตามที่ปรากฏในเนื้อหาข่าว ร่างทั้งสี่ถูกพบในห้องหับที่แตกต่างกันไป คนพ่อถูกพบที่ห้องทำงาน คนแม่ถูกพบที่โถงบันไดชั้นสอง ลูกสาวคนโตถูกพบในห้องนอน ลูกชายคนเล็กถูกพบที่หน้าบันไดชั้นหนึ่ง
ศพของเด็กหญิงพลอยไพลินวัย 9 ขวบ นอนทิ้งน้ำหนักอยู่บนเตียงสีชมพูลายคิตตี้ รอบข้างตัวเธอรายล้อมไปด้วยตุ๊กตาน่ารักน่ากอดนับสิบที่เธอมักจัดเรียงไว้ให้อยู่เป็นเพื่อน เพราะแม้จะดื้อดึงอยากรีบมีห้องส่วนตัว แต่ความกลัวผีก็ยังมีอยู่มาก สภาพศพของเด็กหญิงดูไม่สวยงามนัก แต่เมื่อเทียบกับสมาชิกคนอื่นๆในครอบครัวก็ไม่ได้แย่เท่า เธอนอนขดตัว กล้ามเนื้อหลายมัดหดเกร็ง ขากรรไกรเปิดค้าง เปลือกตาอ้าเผยอ ผิวหนังบางส่วนมีรอยตกกระเป็นสีม่วงคล้ำน่าสังเวช คราบน้ำลายเลอะเทอะไปทั่วผ้าปูที่นอน
ศพของเด็กชายต้นตระการวัย 4 ขวบ มีสภาพคล้ายคลึงกับศพพี่สาวของเขา ต่างกันที่รอยกระสีม่วงคล้ำบนผิวหนังปรากฏให้เห็นเป็นจำนวนหลายตำแหน่งมากกว่า นอกจากนี้ยังมีรอยเลือดจากท้ายทอยไหลเปื้อนตามขั้นบันไดและบนพื้นปาร์เกต์อันเป็นดั่งเตียงหลังสุดท้ายในชีวิต
ศพของนางสุรีย์วัย 34 ปี ถูกพบในสภาพสุดสะเทือนใจ บนคอของเธอมีรอยปาดเป็นทางยาว เลือดที่เคยมีสีแดงฉานไหลนองไปทั่วพื้นบนโถงบันไดชั้นสอง บางส่วนหยดย้อยลงมาถึงบันไดขั้นบนๆเสียด้วยซ้ำ รอยแผลเรียบเนียนไร้ขอบขรุขระเนื่องจากใบมีดที่ใช้ปลิดชีพเธอนั้นเป็นใบมีดของคัตเตอร์ยี่ห้อดังจากญี่ปุ่นที่ตกอยู่ไม่ไกลจากร่างของเธอนัก ไม่เพียงแต่ขอบเนื้อเรียบ ทว่าความลึกของแผลกลับมากถึง 4 เซนติเมตร
ศพของนายวิชัยวัย 40 ปี ถูกพบในสภาพขาไม่แตะพื้นที่ห้องทำงานของเขาเอง ร่างห้อยต่องแต่งอยู่กับพัดลมไม้สักแขวนเพดาน เชือกไนลอนเหนียวหนาคือสิ่งที่ยึดโยงร่างของเขากับพัดลมไว้ด้วยกัน และแม้เวลาพบศพจากห่างจากเวลาตายออกไปกว่าแปดชั่วโมง แต่พุกเหล็กที่ฝังแน่นอยู่กับสแล็บคอนกรีตก็ทำหน้าที่รับทั้งน้ำหนักของพัดลมไม้สักและร่างเขาได้อย่างดีเยี่ยม ถือว่าสมศักดิ์ศรีการคำนวณคร่าวๆครั้งสุดท้ายของผู้ตายที่เป็นสถาปนิกปริญญาจากมหาวิทยาลัยชื่อดังของประเทศ
..สภาพแต่ละคนน่าหดหู่เกินกว่าใครจะต้านทาน..
ในที่สุดฉันก็พาคณะเดินมาถึงหน้าบ้านของวิชัย ได้ยินเสียงหอบหายใจดังมาจากลูกทัวร์ทุกคน รวมถึงตัวฉันเองด้วย ระยะทางจากอาคารส่วนกลางมาถึงบ้านหลังนี้ หากวัดกันในแผนที่จริงๆก็ยาวกว่าเจ็ดร้อยเมตรเลยทีเดียว
บ้านของวิชัยอยู่ในตำแหน่งลึกที่สุดในหมู่บ้าน ฝั่งหนึ่งติดกับเพื่อนบ้าน ส่วนอีกฝั่งติดกับกำแพงสูงที่โครงการสร้างล้อมที่ดินไว้ ถัดจากกำแพงไปเป็นคลองระบายน้ำที่ปัจจุบันส่งกลิ่นเหม็นเน่าน่าสะอิดสะเอียน
..บ้านหลังนี้คงราคาถูกกว่าใครเขา..
แม้จะอยู่ในหมู่บ้านเกรดสูง แต่บ้านของวิชัยก็คงจัดอยู่ในราคาแรงก์ล่างๆ ฉันจินตนาการว่าเขาคงเป็นพ่อที่ยอมแลกความสะดวกสบายในการเดินทางและความไม่พึงประสงค์ของการอยู่อาศัยกับการได้พาครอบครัวมาอยู่ในสังคมคุณภาพ
..‘เป็นหางเสือย่อมดีกว่าหัวหมา’ เดาว่าประโยคพวกนี้คงเป็นอะไรที่คนอย่างวิชัยยึดถือ..
“เดี๋ยวพวกเราเข้าไปดูข้างในกันค่ะ” ฉันหันไปพูดกับเหล่าลูกทัวร์ เตรียมตัวจะเปิดประตูเพื่อก้าวเข้าบ้านไป ทว่าในจังหวะนั้นเอง แรงสั่นเบาๆในกระเป๋ากางเกงก็ทำให้ฉันต้องชะงักลง การที่ถูกใครสักคนติดต่อมาในเวลาแบบนี้ไม่ใช่เรื่องปกตินัก ตั้งแต่พ่อแม่เริ่มแก่ตัวและเจ็บป่วยออดๆแอดๆตามวัย ฉันก็เริ่มซีเรียสกับการรับโทรศัพท์ทุกสายไม่ว่าจะเป็นเบอร์คุ้นเคยหรือเบอร์แปลก เพราะไม่รู้ว่าจะมีเหตุฉุกเฉินเกิดขึ้นกับใครเมื่อไหร่ โหมดพระจันทร์ที่คนเขาใช้กัน ฉันก็ไม่เคยได้แตะอีกเลยนับตั้งแต่เคยต้องเรียกรถพยาบาลกลางดึก
“สักครู่นะคะ” ฉันหันไปบอกทุกคนอีกครั้ง ก่อนจะหยิบมือถือขึ้นมาดู ปรากฏว่าเป็นแจ้งเตือนอีเมล์เข้า แม้จะรู้ดีว่ายังอยู่ระหว่างเวลาทำงาน แต่ความอยากรู้ก็ชนะความเป็นมืออาชีพ ฉันรีบกดเข้าไปดูว่าใครกันนะที่ส่งอีเมล์มาในเวลาแบบนี้ แต่สิ่งที่ได้เห็นหลังจากนั้นเพียงวินาทีเดียวก็ทำให้ฉันเผลอยิ้มกว้างออกมาในสถานที่ที่ไม่เหมาะกับรอยยิ้มที่สุด ลืมไปชั่วขณะว่าหลังบานประตูที่ฉันกำลังจะเปิดเข้าไปนั้นเป็นจุดจบที่พังทลายของใครบางคน
อีเมล์ถูกส่งจากสำนักงานนิตยสารท่องเที่ยวออนไลน์ในนิวยอร์ก เนื้อความในอีเมล์คือฉันได้รับการตอบรับเข้าร่วมงานในตำแหน่งช่างภาพประจำบริษัท มีทั้งเงินเดือนและอุปกรณ์คุณภาพดีให้ใช้
..รู้ตัวอีกที ฉันก็เผลอกระโดดตัวลอยต่อหน้าทุกคนไปแล้ว..
----------
“คุณผู้หญิงพาน้องมาด้วยไหมคะ”
ฉันชะงักไปเมื่อได้รับคำถามมาเช่นนั้น “เอ่อ..ไม่ได้พามาค่ะ”
“แต่ว่าพอทราบไซส์ของน้องใช่ไหมคะ”
ฉันนิ่งงันไปอีกครั้ง นึกไม่ออกว่าควรตอบอย่างไร
จำได้ว่าการซื้อเฟิร์สบราครั้งแรกของตัวฉันเองเกิดขึ้นช่วงที่ฉันอยู่ราวๆประถมห้า แม่ของฉันนี่แหละที่เป็นคนพาไปซื้อที่ห้างแถวบ้าน เขินแทบตายตอนพี่พนักงานเข้ามาวัดรอบอก แถมพอถูกสั่งให้เข้าไปลอง ความรัดของผลิตภัณฑ์ก็ทำให้ฉันรู้สึกว่าไม่อยากใส่เอาเสียเลย แต่เพราะแม่เคยแอบเรียกมาคุยกันสองคนว่าหน้าอกฉันเริ่มตั้งเต้า ฉันเลยรู้ว่าอย่างไรฉันก็จำเป็นจะต้องใส่มัน ไม่อย่างนั้นมันจะกลายเป็นที่ ‘อุจาดตา’ ของชาวบ้านแบบที่แม่บอกไว้
“ปกติถ้าตัวประมาณนี้ควรใส่ไซส์อะไรคะ” ฉันทำมือให้พนักงานขายดูว่าคนใส่ตัวขนาดประมาณไหน “มันยังไม่ได้วัดเป็นคัพเหมือนผู้ใหญ่ใช่ไหม”
พนักงานชะงักไปเล็กน้อยเช่นกัน สายตาเธอจับจ้องมายังมือทั้งสองข้างของฉันที่ยังค้างไว้ในท่าเดิมด้วยความงุนงง “เอ่อ..ยังวัดเป็นคัพไม่ได้ค่ะ ของแบรนด์เราก็จะแบ่งเป็นไซส์ S M L ตามขนาดรอบตัวของน้อง..ถ้าให้ดูจากขนาดที่คุณลูกค้ากะประมาณอาจจะบอกยากนิดนึงว่าน้องควรใส่ไซส์อะไร แนะนำให้พาน้องมาลองด้วยตัวเองดีกว่านะคะ”
ฉันไม่เสียเวลาลังเลนานนัก รีบหันซ้ายหันขวาแล้วแอบชี้ไปทางเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่ตามแม่มาซื้อยกทรงอยู่ที่ร้านของแบรนด์ข้างๆ
“น้องตัวประมาณเด็กคนนั้นน่ะค่ะ”
พนักงานมองตามทิศที่นิ้วของฉันชี้ไป แม้สีหน้าของเธอจะยังงุนงง แต่เมื่อเห็นท่าทีที่ดูจริงจังของฉัน เธอก็ยอมเดินนำฉันไปดูสินค้า เฟิร์สบราลายการ์ตูนกุ๊กกิ๊กน่ารักหลายแบบถูกแขวนไว้บนชั้น คุณพนักงานสาวหยิบเอาบราไซส์ M ออกมาให้ฉันดู
“ถ้ากะจากสายตาก็คิดว่าน่าจะประมาณไซส์ M นะคะ”
ฉันพยักหน้า ยิ้มพอใจ แล้วเริ่มเลือกดูลายที่คิดว่าสวยที่สุด
“ซื้อให้ลูกสาวหรือคะ”
ท่าทางเธอยังคาใจกับวิธีการเลือกไซส์ของฉัน แต่ฉันไม่แคร์ เพียงแต่ส่ายหัวเบาๆ แล้วยื่นสินค้าตัวที่ต้องการจะซื้อให้เจ้าหล่อนนำไปคิดเงิน
----------
คืนนี้ฉันกลับมาที่นี่อีกแล้ว ไฟฉายบนหัวอันเดิม รองเท้าเดินป่าคู่เดิม ต่างกันแค่กลุ่มคนที่ตามฉันมานั้นเป็นลูกทัวร์กลุ่มใหม่ ฉันผลักประตูให้เปิดกว้าง แล้วเดินนำเข้าไปในบ้าน ความรู้สึกหงอยเศร้าเริ่มกัดกินใจเช่นทุกทีที่ย่างเข้าใต้ชายคา
“อย่างที่ฉันได้แจ้งพวกคุณไปก่อนหน้านี้ บ้านหลังนี้นี่แหละค่ะที่เคยเกิดเหตุโศกนาฏกรรมขึ้น ดังนั้นขอให้ทุกท่านสำรวจสถานที่ด้วยความเคารพ”
ลูกทัวร์ของฉันต่างพยักหน้ากันอย่างรู้ธรรมเนียมปฏิบัติ ฉันค่อยๆพาพวกเขาเดินดูจุดที่เคยพบร่างไร้วิญญาณจนครบทั้งสี่ ก่อนจะปล่อยให้พวกเขาได้เดินสำรวจเครื่องเรือนตามมุมต่างๆตามอัธยาศัย บางคนเดินดูเพื่อซึมซับเรื่องราว บางคนหยิบแอคชั่นแคมขึ้นมาถ่ายคอนเท้นต์ ซึ่งก็เป็นภาพที่ฉันเห็นจนชินตา
ฉันใช้โอกาสนี้ปลีกตัวออกมาเดินดูตามแต่ละห้องภายในบ้าน โดยเริ่มจากห้องนอนของเจ้าตัวเล็ก เตียงนอนในห้องนี้ต่างจากห้องโทนสีชมพูของพี่สาว ผ้าปูที่นอนของเด็กชายต้นตระการเป็นลายวู้ดดี้กับบัซไลท์เยียร์ยืนกอดคอกันยิ้มแฉ่ง หากเข้าใจไม่ผิด สมัยนั้นทอยสตอรี่เพิ่งจะออกมาเพียงภาคเดียวเท่านั้น และตัวฉันเองก็เคยเป็นแฟนตัวยงเช่นเดียวกัน
ฉันค่อยๆทาบฝ่ามือลงไปบนใบหน้าของวู้ดดี้ ความอุ่นบนที่นอนคือสิ่งที่มือของฉันสัมผัสได้ มันอุ่นกว่าส่วนอื่นๆของผ้าปู และคิดว่าอุ่นสัก 36 องศาเห็นจะได้ แต่แน่นอนว่าอันนี้ฉันเดาเอาเอง ไม่ได้พกอะไรมาวัดทั้งสิ้น
..เด็กชายต้นตระการไม่เคยตื่นกลางดึก..
..คงเป็นเพราะอยู่ในวัยกำลังโต..
ฉันหยิบเอาสมุดบางๆเล่มหนึ่งที่พกมาในกระเป๋าวางลงบนโต๊ะเขียนหนังสือของต้นตระการ ก่อนจะเดินออกจากห้องมา
ต่อจากห้องของเด็กชายต้นตระการ ฉันก็เดินเข้ามาที่ห้องของเด็กหญิงพลอยไพลิน เมื่อลองเข้าไปแตะดูที่เตียง ฉันสัมผัสไม่ได้ถึงไออุ่นอย่างที่เดาไว้ตั้งแต่แรก ฉันไม่แน่ใจว่าฉันเผลอยิ้มออกมาหรือเปล่าตอนที่เดินตรงไปที่หน้าทีวีเครื่องเล็กๆ ฉันสัมผัสได้ถึงไออุ่นของพลอยไพลินอยู่ที่พื้นตรงหน้าทีวี
..นิสัยเหมือนฉันไม่มีผิด..
แม้ว่าเมื่อก่อนพ่อแม่จะไม่อนุญาตให้ฉันมีทีวีอยู่ในห้อง แต่อย่างน้อยที่สุดฉันก็สามารถแอบหยิบเกมบอยมาซ่อนไว้ใต้หมอนได้ ทุกวันหลังแม่ส่งเข้านอน ฉันจะหยิบเอาเกมออกมาเล่นในความมืด แล้วจดจ่อมันอยู่อย่างนั้นไม่รู้กี่ชั่วโมงต่อกี่ชั่วโมง แต่ฉันคงไม่ใช่เด็กประหลาดอะไร เด็กส่วนมากในวัยนี้ก็เป็นอย่างนี้กันแทบทุกคน ดูอย่างพลอยไพลินเป็นต้น แอบลุกขึ้นมาเปิดทีวีดูตอนกลางดึกออกบ่อยไป
ของที่เตรียมมาถูกฉันเอาไปวางทิ้งไว้ในตู้เสื้อผ้า
หลังเสร็จธุระ ฉันเดินออกมายืนรอลูกทัวร์อยู่ที่ห้องนั่งเล่น สายตาฉันเผลอมองไปที่ห้องครัวอย่างช่วยไม่ได้ แม้ว่าฉันจะรู้ว่าในเวลานี้สุรีย์คงไม่ได้ลุกขึ้นมาทำครัว แต่ก็เชื่อได้ว่าเธอคงใช้เวลาในช่วงเช้าก่อนไปทำงาน และช่วงเย็นหลังเลิกงานอยู่ในครัวเสียมากกว่าห้องนั่งเล่น
คนรุ่นพ่อแม่ฉันน่ะ แบ่งหน้าที่ตามเพศชัดเจน ถ้าของพังให้วิ่งไปหาพ่อ แต่ถ้าท้องหิวก็ให้วิ่งไปหาแม่ จนถึงทุกวันนี้มันก็ยังเป็นอย่างนั้น เมื่อสัปดาห์ก่อนฉันเพิ่งทะเลาะกับพ่อเพราะรู้จากแม่มาว่าพ่อแอบปีนขึ้นไปซ่อมไฟด้วยตัวเองตอนที่ฉันไม่อยู่ น่ากลัวเหลือเกินว่าสักวันแกจะตกลงมากระดูกกระเดี้ยวหัก
สมัยก่อน ทุกวันจันทร์ถึงศุกร์ ฉันจะถูกแม่แซะขึ้นจากเตียงตั้งแต่เช้าตรู่ และถูกบังคับให้รีบอาบน้ำแต่งตัวทั้งที่โรงเรียนเข้าตั้งแปดโมง ฉันไม่เคยได้กินข้าวที่บ้าน เพราะเมื่อถึงเวลาหกโมงพ่อจะจับฉันยัดใส่รถแล้วขับออกไปส่งที่โรงเรียน สภาพการจราจรสมัยนั้นติดขัดยิ่งกว่าทุกวันนี้ จำได้ว่าต้องทนปวดฉี่อยู่บนรถเกือบสองชั่วโมงกว่าจะถึงโรงเรียน ส่วนข้าวเช้าน่ะหรือ? ก็กินข้าวกล่องที่แม่แพ็คมาให้มันบนรถนั่นแหละ
พ่อบอกว่าเพราะบ้านเราอยู่ชานเมือง ถ้าออกสายกว่านี้ นอกจากฉันจะไปเรียนไม่ทันแล้ว พ่อเองก็จะพลอยสายไปด้วย แม้ว่าพ่อจะไม่ต้องตอกบัตรเหมือนพนักงานส่วนมากเพราะเป็นระดับหัวหน้า แต่พ่อก็ไม่อยากเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีให้ลูกน้องเห็น ส่วนตอนเย็น แม่จะเป็นคนมารับเพราะเลิกงานเร็วกว่าพ่อ พอกลับถึงบ้านก็ต้องรีบทำอาหารเย็นให้ทุกคนให้บ้านได้อิ่มท้อง
ชีวิตของฉันดำเนินไปแบบนี้อยู่สิบสองปีเต็ม ตั้งแต่เข้าประถมหนึ่งยันจบมัธยมหก เมื่อก่อนฉันเกลียดวิถีชีวิตของฉันมาก ทันทีที่ได้ย้ายไปอยู่หอพักตอนเรียนมหาวิทยาลัย ฉันถึงได้รู้สึกเหมือนนกน้อยที่ได้บินออกจากกรงทอง
..โดยไม่เคยได้คิดเลยว่าคนที่เหนื่อยล้ายิ่งกว่าฉันก็คือพ่อกับแม่..
คนรุ่นฉันชอบบอกว่าพวกเบบี้บูมเมอร์เป็นเจเนอเรชั่นล้าสมัย ก็อาจจะจริงที่พวกเขาตามโลกของพวกเราไม่ค่อยทัน แต่นั่นก็เป็นเพราะโลกสมัยนี้มันหมุนเร็วเกินกว่าที่คนไม่ถนัดเทคโนโลยีจะตามทันไม่ใช่หรืออย่างไรกัน หากไม่ใช่เพราะพ่อแม่รักษาวินัยในการใช้ชีวิตมาได้นับยี่สิบสามสิบปี ตัวฉันในวันนี้คงไม่มีโอกาสได้มาประกอบอาชีพในฝันที่แทบจะหาความมั่นคงไม่ได้แบบนี้หรอก
..ยิ่งได้รู้จักบ้านเหมวิริยะกุล ฉันก็ยิ่งรู้สึกขอบคุณพ่อกับแม่..
ไม่ใช่ว่าฉันเห็นด้วยกับสิ่งที่วิชัยทำ แต่ฉันแค่พอเข้าใจความรู้สึก
หากครั้งหนึ่งเขาไม่เคยเป็นหัวหน้าครอบครัวที่ดี เขาคงไม่ยอมแลกความสะดวกสบายของตัวเองเพื่อพาครอบครัวมาอยู่ในหมู่บ้านแพงๆแต่ไกลแสนไกลจากที่ทำงานของตัวเองเช่นนี้ หากครั้งหนึ่งเขาไม่เคยเป็นสามีที่น่ารัก ผู้ชายอย่างเขาคงไม่ยอมให้ภรรยาเลือกเฟอร์นิเจอร์บุนวมลายดอกไม้สีหวานอย่างที่ฉันเห็นอยู่ และหากครั้งหนึ่งเขาไม่เคยเป็นพ่อที่รักลูกสุดหัวใจ เขาคงไม่ประดิษฐ์ประดอยอุปกรณ์กันตกกันกระแทกและติดตั้งมันอยู่ทั่วทุกมุมบ้านอย่างแน่นอน
สำหรับฉันแล้ว เขาไม่ใช่คนเลวร้าย
----------
วันที่ฉันจะต้องบินไปจัดการเรื่องเข้าทำงานที่นิวยอร์กใกล้เข้ามาทุกที หลังจากวันนี้ฉันยังเหลือลูกทัวร์ที่รับไว้ล่วงหน้าอยู่อีกกรุ๊ป
ฉันนั่งหรี่ตาเพ่งมองภาพในหน้าจอคอม พลางนึกชื่นชมความสามารถของเอไออยู่ในใจ หากเป็นช่วงก่อนหน้านี้สักสามสี่ปี ฉันคงต้องนั่งแต่งรูปนี้เองเป็นวันๆ
เอาล่ะ..แค่นี้คงดีพอแล้ว
ฉันคลิ๊กสั่งพิมพ์ ได้ยินเสียงเครื่องปริ๊นท์เริ่มทำงาน
----------
ภายในห้องทำงานของวิชัย ฉันกลับมาอีกครั้ง
“วันนี้เป็นวันสุดท้ายแล้วนะลุงที่หนูจะมารบกวน” ฉันพูดออกไปเบาๆกับลมกับอากาศ ไม่รู้หรอกว่าสิ่งที่พูดจะไปถึงหูใครหรือไม่ ฉันเดินเข้าไปวางมือสัมผัสลงที่เก้าอี้หน้าโต๊ะเขียนแบบ ความอุ่นซ่านเป็นสัญญาณบอกฉันว่าแม้จะเป็นเวลาตีสองแล้วแต่เขาก็ยังทำงานอยู่ไม่ไปไหน
ดวงตาของฉันเหลือบไปมองขึ้นไปยังพัดลมไม้สัก อดจินตนาการถึงภาพวันที่วิชัยเลือกจบชีวิตไม่ได้ แม้จะเคยหาข่าวเก่าๆอ่านมามากมาย แต่ทุกภาพที่ปรากฏบนหน้าหนังสือพิมพ์ก็ถูกเซ็นเซอร์จนมองไม่เห็นอะไร
วันนั้นวิชัยตั้งใจลงมือทำตามแผนที่วางมาอย่างเรียบง่าย จุดมุ่งหมายก็เพื่อพาครอบครัวหนีจากภาวะหนี้สินด้วยความตายที่ไร้ซึ่งความเจ็บปวด เขาไม่บอกใครแม้แต่คนเดียวว่าคิดจะทำอะไร แอบเตรียมไว้เพียงสารหนูและไซริงค์
ก่อนเริ่มทานมื้อเย็น หลังจากที่ภรรยาเตรียมอาหารเสร็จ วิชัยแอบผสมยานอนหลับลงไปในกับข้าว ผลลัพธ์ที่ได้คือเด็กๆง่วงนอนกันอย่างรวดเร็ว เมื่อเห็นทั้งลูกสาวลูกชายเข้านอนเรียบร้อยและภรรยาหลับสนิทอยู่ที่โซฟา เขาจึงเริ่มลงมือทำสิ่งที่ตั้งใจไว้
วิชัยนำสารหนูผสมกับน้ำแล้วใช้ไซริงค์ป้อนให้พลอยไพลินถึงเตียง โดยเชื่อว่าวิธีนี้จะทำให้ลูกทรมานน้อยที่สุด หลังจบจากห้องลูกสาว เขาก็ขยับไปทำสิ่งเดียวกันที่ห้องลูกชาย แต่ปรากฏว่าสิ่งที่อยู่นอกแผนดันเกิดขึ้น
สุรีย์ที่ควรจะหลับสนิทดันตื่นขึ้นมา เธอขึ้นมาเห็นสิ่งที่สามีทำจึงพยายามขัดขวาง หญิงสาวอุ้มต้นตระการเตรียมจะพาไปหาหมอ แต่เกิดการยื้อยุดกันที่โถงบันไดชั้นสอง เป็นเหตุให้ร่างของเด็กชายตกบันไดและเสียชีวิตจากฤทธิ์ยาในเวลาต่อมา ส่วนตัวสุรีย์นั้น เมื่อทุกอย่างผิดแผน วิชัยนึกออกแต่เพียงว่าต้องทำให้เธอสิ้นใจเร็วที่สุด เขาจึงใช้คัตเตอร์ที่คว้าได้จากห้องทำงานปาดลงไปที่คอของเธอด้วยแรงทั้งหมดที่มี และแน่นอนว่าหลังจากนั้นเขาก็แขวนคอตัวเองตามความตั้งใจเดิม
..หากดูแล้วว่าสร้างอนาคตที่ดีให้ครอบครัวไม่ได้..
..คนอย่างวิชัยก็คงไม่อยากให้ใครมาร่วมหัวจมท้ายลำบากไปด้วยกัน..
ฉันสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วเริ่มลงมือทำสิ่งที่ขัดกับกฏเหล็กของชาวเออร์เบ็กซ์ที่ว่า ‘Take nothing but pictures, leave nothing but footprints’ อย่างจริงจังเป็นครั้งแรก
เก้าอี้ตัวหนึ่งในห้องถูกลากมาเป็นฐานรองเพื่อให้ฉันเหยียบที่บริเวณข้างฝาด้านหนึ่ง ภาพเจนเอไอที่ถูกอัดใส่กรอบวิทยาศาสตร์อย่างดีถูกฉันติดตั้งไว้บนผนังโล่งๆ ใช้เวลาอยู่สักพักทุกอย่างก็เรียบร้อย
ฉันเดินกลับมาที่หน้าโต๊ะเขียนแบบ แล้วเหน็บการ์ดใบหนึ่งเข้ากับทีสไลด์ก่อนจะเงยหน้ามองภาพในกรอบวิทยาศาสตร์ที่ฉันเพิ่งติดตั้งสำเร็จเมื่อสักครู่ ชื่อมหาวิทยาลัยอันดับต้นของประเทศถูกฉันแอบอ้างเขียนด้วยฟ้อนต์ไทยๆลงไปใต้ภาพ หวังว่าคงไม่มีใครถือสาที่ฉันปลอมแปลงภาพรับปริญญาของต้นตระการที่เสียชีวิตไปแล้วขึ้นมาหรอกนะ
“สำเร็จแล้วนะลุง”
ฉันกระซิบเบาๆกับเก้าอี้หน้าโต๊ะเขียนแบบ แล้วดึงสายตากลับมามองข้อความในการ์ดบนโต๊ะเป็นครั้งสุดท้าย
..ขอเรียนเชิญท่านเพื่อเป็นเกียรติเนื่องในพิธีมงคลสมรสระหว่าง นางสาวพลอยไพลิน เหมวิริยะกุล และ นายโทนี่ สตาร์ก..
----------
แสงแดดอุ่นๆยามเช้าลอดผ่านผ้าม่านเข้ามาแยงตาเด็กหญิงที่ยังคงนอนหลับตาพริ้มอยู่บนเตียงแม้จะเป็นเวลาสิบโมงกว่าแล้ว เธอค่อยๆลืมตาตื่นขึ้นมา แล้วยื่นมือไปคว้าตุ๊กตาตัวโปรดข้างเตียงเข้ามากอด
“พลอย! ตื่นได้แล้ว!”
เสียงของผู้เป็นแม่ดังขึ้นมาจากชั้นล่าง เด็กหญิงขมวดคิ้วจนแทบผูกเป็นโบว์ เธอนอนเลื้อยอยู่บนผ้าปูลายคิตตี้ด้วยความขี้เกียจอยู่ครู่ แต่สุดท้ายก็ยอมยันตัวลุกขึ้นมาจากเตียง
เด็กหญิงเดินไปที่ตู้เสื้อผ้า เตรียมหยิบชุดอยู่บ้านออกมาเปลี่ยน ทว่าทันทีที่ประตูตู้ถูกเปิดออก เธอก็ต้องเบิกตากว้าง เมื่อเห็นเฟิร์สบราลายกระต่ายน้อยสีสันสดใสวางอยู่ในนั้น เด็กหญิงหยิบมันขึ้นมาดูด้วยความสนอกสนใจ
พลอยไพลินที่เปลี่ยนมาอยู่ในชุดอยู่บ้านเรียบร้อยแล้วค่อยๆเดินลงมาจากชั้นสอง เห็นพ่อ แม่ และน้องชายกำลังนั่งเล่นกันอยู่ที่โซฟากลางบ้าน บนโต๊ะมีสมุดเล่มบางๆกางไว้ที่หน้าหนึ่ง
“เก่งจังเลยต้น! บวกเลขได้เต็มสิบคะแนนเลย!” สุรีย์พูดไปพลาง กอดหอมลูกชายไปพลาง
ไม่เพียงแค่สุรีย์เท่านั้น วิชัยเองก็หน้าบานไม่แพ้กัน เขายื่นมือออกมาขยี้ผมลูกชายด้วยความภูมิใจ แต่ยังไม่ทันจะได้พูดอะไรออกไป จังหวะนั้น สุรีย์ก็หันไปเห็นลูกสาวที่เพิ่งเดินลงมาถึงชั้นล่างพอดี เธอกำลังจะอ้าปากเรียก แต่สายตาดันเหลือบไปเห็นลายกระตายจากเฟิร์สบราที่เด่นทะลุเสื้อยืดสีขาวออกมาเสียก่อน
“ตายแล้ว! กลับขึ้นไปใส่เสื้อทับก่อน!” สุรีย์รีบลุกมาดันตัวลูกสาวกลับขึ้นไปชั้นบน พลางเอ่ยสอนเสียงเบา “ถึงจะเปลี่ยนมาใส่ชุดชั้นในแล้วแต่ก็ยังต้องใส่เสื้อทับนะลูก”
วิชัยมองตามสองแม่ลูกแล้วหัวเราะเบาๆ ก่อนจะกันกลับมาหาลูกชายอีกครั้ง
“สมแล้วที่เป็นลูกป๊า”
----------