|
หมู่บ้านหลังเที่ยงคืน
โดย Saera
หมู่บ้านสันพระเจ้าแดง ตั้งอยู่ในพื้นที่ชนบทห่างไกลจากตัวอำเภอเมือง จังหวัดลำพูน บนถนนทางหลวงชนบทหมายเลข 1147 มันปรากฏอยู่ในแผนที่และดาวเทียม สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเนื้อ สัมผัสและจับต้องได้ หมู่บ้านแห่งนี้สงบสุข ผู้คนเป็นมิตรไมตรี และใช้ชีวิตกันอย่างเรียบง่าย ในตอนกลางวัน มันเหมือนจะเป็นอย่างนั้น แต่ทว่าในตอนกลางคืน หลังจากที่ดวงอาทิตย์ลาลับขอบฟ้า ความมืดค่อยคืบคลานเข้ามากลืนกินทุกสรรพสิ่ง หมู่บ้านแห่งนี้ก็ได้เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือในทันที
แสงไฟในบ้านเรือนถูกหรี่ลงจนดับสนิท หรือแม้แต่ไฟทางริมถนนก็กระพริบติดๆ ดับๆ ชาวบ้านเหมือนจะหายตัวไปทีละคน มันเงียบสงัด ไม่มีแม้แต่สุ้มเสียงหรือเงื้อมเงาของสิ่งมีชีวิต ราวกับว่าทุกสิ่งทุกอย่างถูกลบหายไปอย่างไร้ร่องรอย และในฉับพลัน ม่านหมอกสีขาวหนาตาก็เคลื่อนเข้ามาปกคลุมทั่วอาณาบริเวณ ทำให้อากาศเย็นลงจนหนาวยะเยือกเข้าไปถึงในแกนกระดูก หมู่บ้านแห่งนี้เหมือนถูกแช่แข็งไว้ ไม่ต่างจากเมื่อ 60 ปีก่อน ซึ่งในสื่อสิ่งพิมพ์และสื่อโทรทัศน์ พวกเราสามารถมองเห็นเป็นเพียงภาพสีขาวดำเท่านั้น และสิ่งเดียวที่คอยให้แสงสว่างในยามค่ำคืนก็มีเพียงแค่เปลวไฟจากตะเกียงเจ้าพายุ
โลกหลังความตาย มิติทับซ้อน โลกคู่ขนาน แล้วแต่ว่าใครจะเรียกหรือให้คำนิยาม พวกมันกำลังดำเนินไปในวังวน...
ฉันเป็นคนส่งจดหมายของหมู่บ้าน ตอนหลังเที่ยงคืนในทุกๆ วัน ฉันจะปั่นจักรยานสีฟ้าคันโปรดตระเวนไปตามตรอกซอกซอย มองหาที่อยู่ของบ้านแต่ละหลัง ตามที่ระบุไว้บนหน้าซองจดหมายสีขาว บ้างก็เป็นสีน้ำตาล ในบางค่ำคืนก็อาจจะมีหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ซึ่งถูกส่งมาอย่างล่าช้า แต่โปสการ์ดจากทางไกลฉันแทบไม่เคยได้เห็นมันเลย
ถนนทางหลวงชนบทซึ่งลากผ่านกลางหมู่บ้าน ได้แบ่งแยกชุมชนออกเป็นสองฟากฝั่งอย่างชัดเจน นั่นคือฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออก ฝั่งตะวันตกเป็นซอยหมายเลขคี่ และฝั่งตะวันออกเป็นซอยหมายเลขคู่ เรียงกันไปตั้งแต่หมายเลข ๑ ถึง ๖ เป็นตัวเลขไทย
และเรื่องราวอันน่าขนหัวลุกทั้งหมดก็ได้เริ่มต้นขึ้นที่ซอย ๑ นี้เอง เมื่อเด็กชายวัยรุ่นคนหนึ่งบังเอิญมาพบเจอกับคู่อริของเขาที่ร้านเหล้า จากนั้นทั้งคู่ก็ได้ทะเลาะมีปากเสียงกัน ชกต่อยและทำลายข้าวของในร้านจนพังเสียหาย ฉันได้ยินเสียงแก้วแตก โต๊ะและเก้าอี้ถูกเตะจนล้มระเนระนาด ก่อนที่จะมีเสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัด ตามมาด้วยเสียงกรีดร้องของหญิงสาวผู้เป็นเจ้าของร้าน
ร่างของเด็กวัยรุ่นคนหนึ่งนอนแน่นิ่งจมกองเลือดอยู่บนพื้น ใบหน้าของเขาเละไปครึ่งซีก มันสมองสีขาวเทาและเลือดสีแดงข้นคลั่กไหลออกมากองรวมกันอยู่ที่ข้างลำตัว
ฉันเบือนหน้าหนีภาพอันน่ากลัวนั้น พร้อมกับโยนจดหมายฉบับหนึ่งทิ้งลงตรงหน้าประตูร้าน ก่อนจะปั่นจักรยานหายเข้าไปในซอย ๒
บ้านไม้หลังเล็กชั้นเดียวที่ตรงกลางซอย ถูกสร้างไว้อย่างโดดเดี่ยว ไม่มีเพื่อนบ้านตั้งอยู่ขนาบข้าง บ้านหลังนั้นผุพังและทรุดโทรมตามกาลเวลา ที่บ่อน้ำหลังบ้านถูกปิดด้วยแผ่นไม้กระดาน ซึ่งเหมือนไม่เคยถูกใช้งานมาเป็นแรมปี อีกทั้งในตัวบ้านก็มืดสนิท ไม่มีตะเกียงให้ใช้ไฟ
ยายอนงค์อาศัยอยู่เพียงลำพังตัวคนเดียว เธอล้มป่วยติดเตียง และรอคอยการกลับมาของลูกชายหัวแก้วหัวแหวน ซึ่งเขาไปทำงานที่ต่างจังหวัดและแต่งงานมีครอบครัวอยู่ที่นั่น และหลังจากนั้นก็ไม่เคยกลับมาเยี่ยมแม่ที่บ้านเกิดอีกเลย หญิงชราอดทนอยู่อย่างตรอมใจ ทั้งชีวิตของเธอจมอยู่แต่ในความเศร้าหมอง ไม่รู้ว่าตอนนี้ลูกชายของเธอจะเป็นตายร้ายดีอย่างไรบ้าง เขาจะมีความสุขไหม สุขภาพแข็งแรงดีหรือเปล่า
“มีจดหมายมาส่งค่ะ” ฉันตะโกนเรียกเธอ
หญิงชรายันตัวลุกขึ้นจากฟูกนอนเก่า ซึ่งมีแต่รอยคราบสีน้ำตาลแห้งเกรอะกรัง ไถตัวเองไปตามพื้นเพื่อมารับซองจดหมายที่ฉันส่งยื่นให้ที่หน้าประตูบ้าน
“เมื่อไหร่ตาพินิจจะกลับมาหาแม่เหรอ” เธอถามฉันด้วยเสียงอันแหบพร่า ดวงตาไร้แววและใบหน้าที่ขาวโพลนของเธอนั้น บ่งบอกได้ชัดเจนว่าเธอไร้ชีวิต
ฉันไม่สามารถให้คำตอบแก่หญิงชราได้ แต่ก็รู้สึกสงสารเธอขึ้นมาจับใจ เธอค่อยๆ เอื้อมมืออันแห้งกรังและสั่นเทามารับซองจดหมายไปจากมือของฉัน จากนั้นก็ปล่อยให้มันตกลงพื้นอย่างหมดเรี่ยวแรง
ฉันปั่นจักรยานเข้ามาในซอย ๓ ด้วยความเคยชิน เพราะซอยนี้ฉันเคยมาส่งจดหมายอยู่เป็นประจำ และดูเหมือนว่าจะมาบ่อยกว่าซอยอื่นๆ ด้วย แต่ในค่ำคืนนี้กลับมีบางสิ่งบางอย่างผิดแปลกไป เมื่อฉันค้นดูในกระเป๋าใส่จดหมายแล้วก็พบว่า มันไม่มีของบ้านหลังไหนในซอยนี้เลย
“ฮือๆ” เสียงร้องไห้โหยหวนของหญิงสาวคนหนึ่งดังแว่วมาจากบ้านหลังที่อยู่ทางด้านในสุดตรงท้ายซอย ฉันจอดรถจักรยานไว้ที่ใต้ต้นมะขาม ก่อนจะสาวเท้าเดินไปหาต้นเสียงนั้นอย่างช้าๆ เผื่อว่าอาจมีใครต้องการความช่วยเหลือ เสียงร้องไห้ยังคงดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง มันฟังดูเจ็บปวดรวดร้าวและเคียดแค้นไปในคราวเดียวกัน
ฉันเห็นหญิงสาวคนหนึ่งยืนจังก้าอยู่กลางถนน เธอสวมชุดกระโปรงยาวสีขาว ปล่อยผมยาวกระเซอะกระเซิง กำลังจ้องเขม็งมาที่ฉันด้วยดวงตาแดงก่ำ ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน เธอเค้นเสียงพูด “ลูกกูอยู่ไหน!” หญิงสาวแผดเสียงดังคำรามคล้ายกับสัตว์ป่า ทำเอาฉันตกอกตกใจจนต้องผงะถอยหลังไป
แล้วอยู่ๆ ก็เกิดลมกรรโชกแรง มันกวาดเอาเศษใบไม้แห้งซึ่งร่วงกราวอยู่บนพื้นปลิวว่อนขึ้นในอากาศอย่างไร้ทิศทาง เศษฝุ่นผงปลิวเข้าในดวงตาของฉันจนรู้สึกระคายเคือง
“ลูกกูอยู่ที่ไหน!” เธอตะโกนถามฉันอีกครั้ง
“ฉันไม่รู้” ฉันตอบ
หญิงสาวอ้าปากกว้างจนมุมปากฉีกขึ้นถึงใบหู มองเห็นฟันของเธอครบทุกซี่ เธอกรีดร้องออกมาเสียงดังราวกับคนกำลังจะขาดใจ “กรี๊ดดดดดดดดดด!”
และทันใดนั้นเอง หน้าท้องของเธอก็ค่อยๆ โป่งนูนขึ้นจนชุดคลุมท้องของเธอปริแตก ขดไส้ของเธอไหลทะลักออกมากองอยู่บนพื้นพร้อมกับหยดเลือดอีกมากมาย มันส่งกลิ่นคาวคลุ้งจนฉันแทบจะอาเจียน
ฉันสังเกตเห็นว่า มีก้อนเนื้อขนาดพอดีสองมือถือร่วงตกลงมาจากหว่างขาของเธอด้วย ก่อนจะได้ยินเสียงแหลมเล็กของเด็กทารกร้องไห้ด้วยความเจ็บปวด ฉันจำได้แล้ว เธอเป็นหญิงท้องแก่ที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังสุดท้ายในซอย ๓ เธอตายทั้งกลม และสัปเหร่อก็ผ่าท้องขโมยลูกของเธอนำเอาไปให้หมอผีทำเป็นลูกกรอก นั่นจึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมดวงวิญญาณของเธอจึงเต็มไปด้วยความอาฆาตแค้น แล้วยังคอยตามหลอกหลอนคนที่ทำกับเธอและลูกได้อย่างเลือดเย็น
ฉันยกมือขึ้นปิดปาก รู้สึกพะอืดพะอมจนแทบจะทนไม่ไหว จึงหันหลังเดินหนีแล้วคว้ารถจักรยานปั่นออกไปจากที่ตรงนี้ทันที
เพิ่งจะผ่านพ้นซอย ๓ มาได้ไม่ทันไร กับตัวฉันซึ่งยังคงอกสั่นขวัญผวาไม่หาย แต่ในซอย ๔ ก็มีเรื่องเล่าซึ่งเป็นที่โจษจันไม่ต่างกัน ที่บ้านของกำนันฉ่ำ หลานชายของเขาผูกคอตายเพราะความเครียดจากการถูกดำเนินคดีทางกฎหมาย ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับยาเสพติด และเมียของเขาก็เก็บข้าวของหนีหายไปอย่างไร้ร่องรอย ดวงวิญญาณซึ่งยังไม่หมดอายุขัยต้องผูกคอตายซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในที่เก่าเวลาเดิม จนไม่มีญาติพี่น้องคนไหนกล้าอาศัยอยู่ในบ้านหลังนั้นอีก
มีเรื่องเล่าว่า กลางดึกของค่ำคืนหนึ่ง ป้าสะใภ้ของเขา ภรรยาของกำนันฉ่ำ เดินลงบันไดมาจากห้องนอนบนชั้นสองเพื่อจะมาดื่มน้ำในห้องครัว เธอรินน้ำใส่แก้ว แต่เมื่อเดินกลับออกมาก็พบร่างของหลานชายตัวเองกำลังแขวนคออยู่ตรงราวบันได ร่างนั้นกำลังดีดดิ้น กระตุกถี่ๆ มือและเท้าจิกเกร็ง ในขณะที่ใบหน้าก็เปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำและมีลิ้นสีม่วงแลบออกมาจุกปาก เธอจำได้ว่าหลานชายของเธอเสียไปนานหลายปีแล้ว และแน่นอน สิ่งที่เธอเห็นอยู่ตรงหน้านี้คือผี!
เมื่อคิดได้อย่างนั้น แก้วน้ำในมือของเธอก็ร่วงหล่น เศษแก้วแตกกระจายเกลื่อนพื้น เธอร้องเสียงหลงก่อนจะเป็นลมล้มพับไปในทันที
ฉันสั่นระฆังที่แขวนอยู่เหนือประตูรั้ว พร้อมกับตะโกนเรียกคนในบ้าน “มาส่งหนังสือพิมพ์ค่ะ”
สักพักก็มีชายหนุ่มคนหนึ่งเดินออกมารับหนังสือพิมพ์ฉบับเก่าไปจากมือของฉัน บ้านของกำนันฉ่ำเป็นหนึ่งในบ้านเพียงไม่กี่หลังที่ลูกหลานของพวกเขามีโอกาสได้ร่ำเรียนหนังสือจนถึงระดับมหาวิทยาลัย พวกเขามีความสามารถในการอ่านเขียน และสามารถสื่อสารเป็นภาษาอังกฤษได้ในระดับดี ทำให้หลายคนมีโอกาสเข้าทำงานกับบริษัทต่างชาติ
ชายหนุ่งนั่งลงบนเก้าอี้รับแขกในท่าสบาย กางหนังสือพิมพ์ออกเพื่ออ่านดูความเป็นไปของข่าวสารบ้านเมือง ฉันเหลือบมองดูนาฬิกาที่แขวนอยู่บนผนังตรงเหนือศีรษะของเขา มันบอกเวลาเกือบจะตีสามแล้ว ฉันไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่า แค่ปั่นจักรยานส่งจดหมาย แต่ยังไปไม่ทั่วทั้งหมู่บ้าน ก็ใช้เวลาไปเกือบสามชั่วโมงเชียวเหรอ
ยังไม่ทันที่ฉันจะได้ขึ้นคร่อมรถจักรยาน ชายหนุ่มก็ขยับตัวลุกขึ้นจากเก้าอี้ เขาวางกระดาษหนังสือพิมพ์ลงบนโต๊ะ เดินเข้าไปในตัวบ้านแล้วขึ้นไปยืนอยู่ตรงกลางบันได ในมือของเขามีเชือกอยู่เส้นหนึ่ง ซึ่งปลายด้านหนึ่งเขาผูกมันไว้กับราวไม้ แล้วใช้ปลายอีกด้านหนึ่งผูกเป็นบ่วงคล้องเข้ากับลำคอของตัวเอง
ฉันรู้ได้ในทันทีว่า เขากำลังจะทำอะไร ตีสามคือเวลาตายของเขา ฉันคว้ารถจักรยาน จูงมัน กึ่งเดินกึ่งวิ่งหนีออกมาโดยที่ไม่คิดจะห้ามปรามหรือเข้าไปแทรกแซงอยู่ในวังวนของใคร มันช่วยไม่ได้จริงๆ
ผู้ชายคนนั้นคือหลานชายคนเดียวของกำนันฉ่ำ บ้านหลังนั้นไม่มีใครอาศัยอยู่แล้ว มันถูกปล่อยทิ้งร้าง เหลือเพียงดวงวิญญาณของเขาเท่านั้นที่ยังคงต้องอยู่ชดใช้กรรม ทำแต่สิ่งซ้ำๆ เดิมๆ
ที่บ้านหลังสุดท้ายในซอย ๕ เรื่องราวของมันค่อนข้างจะน่าหดหู่ เมื่อครูสาวท่านหนึ่งได้สอบบรรจุเข้ารับราชการและอยู่ในระหว่างรอคอยจดหมายเรียกเข้ารับรายงานตัว ความฝันของเธอซึ่งเปรียบเสมือนแสงทองในยามรุ่งอรุณของครอบครัวกลับต้องดับมืดลงดั่งอนธการในชั่วพริบตา เมื่อกลางดึกของค่ำคืนหนึ่ง มีโจรบุกขึ้นมาปล้นบ้านของพวกเขาในขณะที่ทุกคนกำลังหลับใหล พวกเขาถูกฆ่าตายยกครัว และในตอนรุ่งสาง มีชาวบ้านเข้ามาพบศพของสองสามีภรรยานอนตายจมกองเลือดอยู่ในบ้านของตัวเอง แต่ศพของครูสาวกลับถูกยัดอำพรางไว้ในโอ่งรองน้ำฝนที่สวนหลังบ้าน แต่ที่น่าสยดสยองไปว่านั้นก็คือ ศพของเธอถูกหั่นคอ ไม่มีใครรู้ว่าโจรเถื่อนพวกนั้นเอาศีรษะของเธอไปซ่อนไว้ที่ตรงไหน แต่หลังจากนั้น ในทุกค่ำคืนของวันโกนและวันพระ ผีสาวหัวขาดผู้น่าสงสารมักจะออกมาเดินตามหาศีรษะของตัวเองตั้งแต่ท้ายซอยยันต้นซอย
และในทุกวันนี้ก็ยังไม่มีใครได้เห็นหัวของเธอ
“เห็นหัวของฉันไหมจ๊ะ” เธอถามฉัน ด้วยน้ำเสียงสั่นเครืออย่างน่าโศกเศร้า และในขณะเดียวกันมันก็ช้าเนิบและเย็นยะเยือก จนคนฟังรู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งตัว
ฉันเพ่งมองที่ลำคอของเธอ ซึ่งเนื้อหนังและกระดูกถูกฟันจนขาดกระเด็นออกจากร่างด้วยอาวุธมีคม เสื้อผ้าของเธอเปื้อนเลือดอีกทั้งยังเปียกโชกไปด้วยน้ำ ฉันถือซองจดหมายเรียกรายงานตัวเข้ารับราชการไว้ในมือ ตั้งใจจะส่งมันให้กับเธอ แต่ถ้าดูจากปี พ.ศ. ที่ถูกเขียนระบุไว้ตรงหน้าซอง มันก็ล่วงเลยมาเกินกว่าหลายสิบปีแล้ว และเอกสารนี้ก็คงไม่มีประโยชน์อะไรอีกแล้วสำหรับเธอ
เธอไม่สนใจ ก่อนจะเดินผ่านตัวฉันไปพร้อมกับเสียงร้องไห้คร่ำครวญ
ถนนท้ายซอย ๕ สามารถใช้เป็นทางลัดเลาะไปยังท้ายซอย ๖ ได้ ฉันจูงรถจักรยานเดินย่ำเท้าไปตามทางอย่างเชื่องช้า ให้เงียบที่สุดเท่าที่จะเงียบได้ ฉันเดินผ่านริมกำแพงวัด ได้ยินเสียงสวดมนต์ซึ่งดังแว่วมาตามลมอย่างไม่รู้ทิศทาง เป็นเสียงของคนหลายคนกำลังท่องบทสวดพร้อมๆ กัน แต่เป็นคนละบท มันจึงฟังไม่ได้ศัพท์ พร้อมกับมีกลิ่นธูปและเทียนลอยตลบอบอวลอยู่ในอากาศ มันไม่ต่างจากกลิ่นหอมของดอกไม้ในป่าช้า
ชาวบ้านมักจะชอบเล่าขานกันไปต่างๆ นานาว่า ถ้าใครเดินผ่านกำแพงวัดในตอนกลางคืน จะสามารถพบเห็นดวงวิญญาณของคนตายนั่งแกว่งขาอยู่บนขอบกำแพง บ้างก็บนกิ่งไม้ มีทั้งผู้ชาย ผู้หญิง เด็กและคนแก่ บ้างก็บอกว่ามีผีกุมาร มัดผมจุด ไม่สวมเสื้อผ้า นุ่งแค่โจงกระเบน ออกมาวิ่งเล่นบนถนน บ้างก็เป็นผีพระธุดงค์
ฉันรีบเร่งฝีเท้าเดินไปให้ถึงปากซอยให้เร็วที่สุด แต่แล้วก็ต้องหยุดชะงักเมื่อได้ยินเสียงหวีดร้องอันแหลมสูงดังขึ้นอยู่เหนือศีรษะของตัวเอง ฉันค่อยๆ แหงนหน้าขึ้นมองผ่านกำแพงอิฐมอญเข้าไปข้างในวัด ก่อนจะพบว่าที่ข้างต้นโพธิ์สูงใหญ่ ปรากฏมีเงาร่างสีดำ ผอมแห้ง ลำตัวสูงชะลูด ยืนโอนเอนอย่างไม่มั่นคงอยู่ที่ตรงนั้น มันคือเปรต!
จากนั้นก็มีเสียงสวดมนต์แผ่เมตตาดังสะท้านไปทั่วทั้งบริเวณ มันดังก้องอยู่ในหูของฉันด้วย ราวกับเป็นเสียงกระซิบที่ผสมปนเปกับเสียงร้องตะโกนโหยหวน สิ่งเหล่านั้นกำลังจะทำให้ฉันเป็นบ้า
ฉันออกตัววิ่ง วิ่ง และวิ่ง จนกระทั่งมาถึงหน้าบ้านของตัวเอง ฉันโยนรถจักรยานคู่ใจทิ้งไว้ที่ใต้ต้นมะยมริมรั้ว เนิ่นนานเท่าไหร่ไม่รู้ก่อนที่เสียงเหล่านั้นจะหยุดลง มันมักจะเป็นอย่างนี้อยู่เสมอในทุกค่ำคืน ทุกคนยังคงติดอยู่ในวังวน ไม่ปล่อยวางและไม่ยอมจากไปไหน จนกระทั่งแสงแรกของวันใหม่มาเยือน เมื่อดวงอาทิตย์โผล่พ้นขึ้นจากขอบฟ้า ทุกอย่างก็กลับคืนสู่สภาวะปกติ
บ้านของฉันตั้งอยู่ตรงกลางระหว่างซอย ๒ และซอย ๔ รถจักรยานสีฟ้าคันเก่าสนิมเขรอะ โซ่ขาด ยางแบนทั้งสองล้อ จอดพิงอยู่ที่ใต้ต้นมะยมต้นนั้นมานานแรมปี ถุงใส่ซองจดหมายสีเหลืองใบเก่านั้นว่างเปล่า สีของมันซีดจาง มีรอยฉีกขาดและมีราขึ้นทั่วทั้งใบ เพราะเคยผ่านแดดผ่านฝนมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง
ฉันมีหน้าที่เป็นคนส่งจดหมายของหมู่บ้านแห่งนี้ ในทุกๆ เช้า ฉันมักจะปั่นรถจักรยานสีฟ้าคู่ใจคันโปรดตระเวนส่งจดหมายไปให้กับบ้านแต่ละหลังจนครบทุกหลังคาเรือน แต่ในเช้ามืดของวันหนึ่ง ฉันเกิดมีอาการหัวใจวายเฉียบพลัน แล้วก็ล้มลงเสียชีวิตอยู่ตรงหน้าประตูห้องน้ำในบ้านของตัวเอง แต่จิตสุดท้ายของฉันก็ยังคงผูกพันอยู่กับที่นี่ ในหมู่บ้านแห่งนี้และหน้าที่ที่ต้องทำอยู่เป็นประจำทุกวัน ฉันย้ำคิดอยู่กับตัวเองเสมอว่า ฉันต้องออกไปทำงาน ต้องส่งจดหมาย
จดหมายทุกฉบับในวันนั้นยังไม่เคยถูกส่งให้ใคร และพวกเขาทุกคนก็ยังคงรอคอยที่จะรับมันอย่างใจจดใจจ่อ ฉันจึงต้องกลับมาทำหน้าที่นี้อีกครั้ง ตอนหลังเที่ยงคืนในทุกๆ วัน เมื่อโลกของคนเป็นกำลังหลับใหล โลกของคนตายจึงตื่นขึ้นและมีชีวิต
ยายอนงค์ผู้ซึ่งเคยอาศัยอยู่ที่บ้านไม้หลังเก่าในซอย ๒ ตอนนี้เธอไม่อยู่แล้ว ลูกชายของเดินทางกลับมาจากต่างจังหวัด เขาสั่งรื้อบ้านหลังนั้นทิ้งพร้อมกับติดป้ายประกาศขายที่ดิน ตามคำแนะนำกึ่งยั่วยุของภรรยา ดวงวิญญาณของเธอเมื่อได้พบเห็นหน้าของลูกชายผู้เป็นที่รัก จึงเหมือนสิ้นสุดการรอคอย
หลานชายของกำนันฉ่ำหมดอายุขัยลงแล้วเมื่อวานนี้ เขาจึงเป็นอีกหนึ่งดวงวิญญาณที่ได้หลุดพ้นจากบ่วงกรรมที่ตัวเองเคยก่อไว้ ฉันไม่ต้องทนเห็นภาพฉายซ้ำของเขาทิ้งตัวลงจากราวบันไดแล้วดิ้นทุรนทุรายอีกต่อไป และจดหมายในกระเป๋าสีเหลืองใบเก่าของฉันก็ลดจำนวนลงด้วยเช่นกัน หน้าที่ส่งจดหมายของฉันอีกไม่นานมันก็คงจะต้องสิ้นสุดลง
ปัง!
เสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัด ตามมาด้วยเสียงกรีดร้องของหญิงสาวผู้เป็นเจ้าของร้าน มันเริ่มมาจากเด็กชายวัยรุ่นคนหนึ่งได้พบเจอกับคู่อริของเขาโดยบังเอิญ ทั้งคู่มีเรื่องชกต่อยแล้วยิงกันตายอยู่ในร้านเหล้าแห่งนั้น
อีกแล้ว...
|