¦ ¦ ¦ ¦ ¦


ฉบับที่ 38 : ประจำวันที่ 1 กันยายน 2569


ผีเสื้อ
โดย Her



คุณยายเคยบอกผมไว้ตั้งแต่ผมยังเล็กว่า 

“หากวันหนึ่งยายจากโลกนี้ไป ยายจะไม่หายไปไหน ยายจะกลายเป็นผีเสื้อ บินว่อนอยู่ในบ้านหลังนี้” ให้ผมคอยมองหา 


ตอนนั้นผมหัวเราะลั่น คิดว่าเป็นเพียงคำพูดกล่อมเด็กก่อนนอน เหมือนเรื่องผีใต้ถุนบ้านหรือเรื่องนางไม้ในสวนหลังครัวที่ยายชอบเล่า เพราะทุกครั้งที่ยายบอกประโยคดังกล่าวจะเต็มไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะอยู่เสมอพร้อมมืออุ่นๆ ลูบศีรษะผมช้าๆ ราวกับกำลังบอกความจริงบางอย่างที่ไม่ต้องการคำยืนยัน

คุณยายเป็นหญิงชราร่างท้วม อ้วนกลม การเดินของยายช้า จังหวะชีวิตของยายค่อยเป็นค่อยไป แต่กอดแน่นเสมอ สิ่งที่ผมจำได้แม่นยำที่สุดคือไออุ่นของร่างกายยาย และกลิ่นดอกไม้ผสมแป้งที่ติดตัวคุณยายอยู่ตลอดเวลา กลิ่นนั้นไม่เคยฉุน ไม่เคยจาง มันแทรกซึมอยู่ในผ้าห่ม หมอน เสื้อผ้า และอากาศยามค่ำคืน เหมือนยายตั้งใจทิ้งกลิ่นตัวเองไว้ในทุกพื้นที่ของบ้าน เพื่อให้ผมไม่เคยอยู่ลำพังจริงๆ

ชีวิตของผมเริ่มต้นและดำเนินควบคู่ไปพร้อมกับยาย ตั้งแต่ผมยังไม่รู้จักคำว่าพ่อ แม่เอาผมมาฝากไว้ที่บ้านของยายที่ต่างจังหวัด แล้วกลับไปใช้ชีวิตของเธอเอง ผมจะได้พบแม่ปีละครั้งในช่วงหยุดยาวสงกรานต์ เธอจะมาพร้อมเสื้อผ้าใหม่ ดูหรูหรา กับของเล่นใหม่ที่ผมไม่เคยสนใจแม้แต่น้อย และรอยยิ้มที่พยายามไม่เศร้าเกินไป จากนั้นก็จากไปพร้อมคำสัญญาว่าจะกลับมาอีก คำสัญญาที่เบาบางราวกับกลิ่นดอกไม้ซึ่งจางหายไปเมื่อสายลมพัดผ่าน

พ่อของผมเป็นเพียงเรื่องเล่าที่ไม่มีภาพ ไม่มีเสียง เท่าที่ผมรู้พ่อเป็นชาวอเมริกันผมทองที่มาอาศัยอยู่แถวบ้านในช่วงสงคราม รูปร่างสูงโปร่ง หล่อเหลา ซึ่งผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเรื่องที่แม่เล่านั้นจริงหรือเท็จเพราะแม่ไม่เคยมีรูปถ่ายสักใบให้ผมดู ชื่อของเขาถูกกลืนหายไปพร้อมช่วงเวลานั้น เหลือไว้เพียงช่องว่างที่ไม่มีใครพูดถึง

คุณยายเกลียดพวกมะกันเข้าไส้ เพราะพวกนั้นทำให้แม่ต้องเจ็บปวดจนเกือบเสียสติ ในวันที่ชายคนนั้นถูกเรียกกลับต่างแดน ทิ้งผู้หญิงคนหนึ่งไว้กับท้องที่โตขึ้นทุกวัน และความเงียบที่ไม่มีคำอธิบายใดมารองรับ แต่กับผม ยายไม่เคยเผื่อความเกลียดชังไว้สักนิด ยายไม่เคยปล่อยให้ผมหิว ไม่เคยปล่อยให้ผมนอนคนเดียว และไม่เคยทำให้ผมรู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนเกินของชีวิตใคร

ทุกเช้ายายปลุกผมด้วยเสียงเรียกเบาๆ มืออุ่นลูบหลังให้ผมลุกจากที่นอน ทุกคืนผมนอนซุกอยู่ในอ้อมแขนของยาย อ้อมกอดนั้นนุ่ม อุ่น และหนักแน่น เหมือนโลกทั้งใบถูกห่อไว้ตรงนั้น เสียงหัวใจยายเต้นช้า สม่ำเสมอ เป็นจังหวะเดียวกับลมหายใจของผม ผมเคยคิดโดยไม่ตั้งคำถาม ว่าความอุ่นแบบนี้จะไม่มีวันหายไป

จนกระทั่งคืนหนึ่ง อ้อมกอดนั้นไม่อุ่นอีกแล้ว ผมไม่รู้ว่าความเย็นเริ่มต้นตั้งแต่เมื่อใด รู้ตัวอีกทีแขนของผมก็โอบรัดร่างที่แข็งทื่อเย็นเฉียบ กลิ่นแป้งจางหาย เหลือเพียงกลิ่นดอกไม้แห้งเจือจาง ผมเรียกยายเบาๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ความเงียบตอบกลับมาแทนทุกคำถาม ลมหายใจของผมดังชัดในความมืด เสียงดังตึกตัก…จนผมตกใจ แม้ใบหน้ายายยังเต็มไปด้วยรอยยิ้มเหมือนกำลังแกล้งหลานชายสุดรัก แต่การแกล้งครั้งนี้จะกินเวลานานเกินไปไหมนะ

กินเวลาเกินกว่า 10 นาทีที่ผมเขย่าพร้อมเรียกยายสุดเสียงพร้อมน้ำตาเอ่อล้นเต็มใบหน้า ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะทำอย่างไรให้ยายตื่น แม้ลึกๆ ในใจจะรู้อยู่แล้วว่าครั้งนี้ยายคงไม่ได้แกล้งหลอกผม แต่ยายได้จากโลกนี้ไปแล้ว เมื่อตั้งสติได้ผมเริ่มโทรบอกแม่ โทรหาตำรวจ และเดินออกไปบอกคนข้างบ้านให้รับรู้

แม้ร่างกายยายจะไม่อุ่นเหมือนเดิมแล้ว แต่รอยยิ้มแหละกลิ่นจางๆ ของยายยังคลุ้มอยู่เต็มห้องและความทรงจำ ก่อนที่เจ้าหน้าจะพลิกร่างยายผมแอบเข้าไปกอดยายเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่ผมจะดึงงออกจากอ้อมกอดที่เย็นเฉียบ ในตอนที่เขาห่อร่างยายด้วยผ้าขาว ผมยังแอบแตะหลังมือของยายอีกครั้ง มันเย็นเหมือนหินริมคลองในหน้าหนาว ความเย็นนั้นไม่หยุดอยู่แค่ปลายนิ้ว หากค่อยๆ แผ่ซ่านเข้าไปในร่างกายของผมอย่างช้าๆ

หลังงานศพ บ้านทั้งหลังเงียบลงอย่างผิดปกติ เสียงฝีเท้าของยายหายไปจากพื้นไม้ เสียงไอเบาๆ ก่อนนอนก็ไม่กลับมา ผมยังคงเลือกนอนที่เดิม ข้างหมอนยังมีรอยยุบเหมือนร่างกลมๆ ของยายยังไม่ลุกไปไหน ผมนอนฟังเสียงความเงียบทุกคืน จนเริ่มแยกไม่ออกว่ามันคือความเงียบของบ้าน หรือความเงียบในตัวผมเอง ผมยังคงรอคอยยายกลับมา อยู่ๆ ยายจะทิ้งผมไปดื้อๆ แบบนี้เลยหรอ

พอบ้านเงียบสงัด คำพูดที่ยายเคยบอกไว้ค่อยๆ หวนกลับมาในความคิดของผมซ้ำแล้วซ้ำเล่า มันไม่ใช่ประโยคแต่เป็นความรู้สึกบางอย่างที่ฝังอยู่ในอก 

“หากวันหนึ่งยายจากโลกนี้ไป ยายจะไม่หายไปไหน ยายจะกลายเป็นผีเสื้อ บินว่อนอยู่ในบ้านหลังนี้”

ผมเริ่มรอ ผมเปิดประตู หน้าต่าง ทุกบาน แม้แต่ช่องลมเล็กๆ ใต้หลังคา ผมนั่งนิ่ง กลัวว่าเสียงของตัวเองจะทำให้บางสิ่งตกใจและบินหนีไป ผมเฝ้ามองแสงแดดเคลื่อนผ่านพื้นไม้ทั้งวัน เหมือนกำลังนับเวลาให้ใครบางคนบินกลับมา

จนกระทั่งบ่ายวันหนึ่ง ผีเสื้อสีขาวอ้วนกลมตัวหนึ่งก็บินว่อนเข้ามาในบ้าน มันบินวนช้าๆ ราวกับยังไม่แน่ใจ ก่อนจะลดระดับลงตรงหัวเตียงที่ยายเคยนอน หัวใจผมเต้นแรงจนใจเจ็บ ผมได้กลิ่นกุหลายและแป้งจางๆ ออกมาจากผีเสื้อตัวนี้ และในวินาทีนั้น ผมเชื่ออย่างหมดใจ ว่ายายนั้นกลับมาแล้วจริงๆ

แต่ความสุขของผมอยู่ได้เพียงชั่วครู่ เสียงกรีดร้องของแม่ดังขึ้นเขย่าบ้านทั้งหลังให้ตื่น ก่อนที่แม่จะคว้าไบกอนฉีดออกมาโดยไม่ฟังเสียงร้องห้ามของผม กลิ่นเคมีฉุนเฉียวเข้ามาแทนที่กลิ่นดอกไม้ที่ผมคุ้นเคย ผีเสื้อกระพือปีกอย่างไร้ทิศทาง ก่อนจะร่วงลงบนพื้นไม้ เสียงนั้นเบาจนแทบไม่ได้ยิน แต่ดังพอจะทำให้บางสิ่งในตัวผมแตกออกโดยไม่อาจซ่อมแซม 

ผมรู้สึกเหมือนใจสลายเป็นครั้งที่สองในชีวิต ในช่วงระยะเวลาไม่ถึงอาทิตย์ด้วยซ้ำ ผมเก็บซากผีเสื้อใส่กล่องไม้ขีด ฝังมันไว้ใต้ต้นมะม่วงหลังบ้าน ตรงที่ยายเคยยืนรดน้ำทุกเช้ากับผม ดินตรงนั้นชื้น เย็น และมีกลิ่นหวานจางๆ ของดอกไม้ที่ร่วงหล่น ผมกลบดินอย่างแผ่วเบา ราวกับกลัวจะรบกวนการนอนของใครบางคน
ตั้งแต่นั้นมา ผมไม่ร้องไห้อีกเลย

ไม่สิ…ผมไม่พูดอีกเลย
เสียงคำพูดดูหนักเกินไปสำหรับปากของผม ผมรู้สึกว่าหากอ้าปากออก เสียงของมนุษย์จะทำให้บางสิ่งที่กำลังก่อตัวในตัวผมแตกสลาย ผมจึงเลือกเงียบ เลือกฟังเสียงลม เสียงใบไม้ เสียงปีกบางๆ ที่ไม่มีใครได้ยิน

ผมเริ่มหายไปจากโต๊ะอาหาร ข้าว แกง น้ำซุป กลิ่นเหล่านั้นทำให้ท้องผมปั่นป่วน ผมไม่อยากกินแม้แต่น้ำเปล่า มันจืดและหนักเกินไปสำหรับร่างกายที่เริ่มแปลกแยก ผมอยากกินแต่น้ำหวานจากเกสรดอกไม้ น้ำหวานที่เบา ใส และไม่ผูกมัดผมกับโลกใบเดิม 

ผมเริ่มปีนต้นไม้หลังบ้าน นิ้วมือเกาะกิ่งไม้แน่นอย่างที่ไม่เคยทำได้มาก่อน ผมเด็ดดอกไม้ ละเลียดเลียหยดน้ำหวานจากเกสรอย่างช้าๆ ลิ้นของผมเริ่มแสบ เริ่มชา แต่หัวใจกลับสงบ ผมรองน้ำหวานใส่ขวดเล็กๆ ติดตัวไว้ดื่มระหว่างวัน เริ่มจากต้นไม้ในบ้าน ข้างบ้าน ไปจนถึงสวนลำไยของคนในหมู่บ้าน ผมไม่รู้สึกอาย ไม่รู้สึกผิด เหมือนสัญชาตญาณบางอย่างกำลังนำทาง

เมื่อผมกินแต่น้ำหวานเพียงอย่างเดียว ผิวหนังของผมเริ่มคัน ผิวเริ่มแตกลายเป็นเส้นบางๆ ทั่วตัว ราวกับผิวกำลังถูกดึงรั้งจากข้างใน ผมเกา แต่ไม่รู้สึกเจ็บ เหมือนร่างกายกำลังซ้อมทิ้งผิวหนังเดิม แม้จะกินน้อยลง แต่ร่างกายกลับหนักขึ้น อ้วนขึ้น แขนขาเคลื่อนไหวช้าลง ทุกย่างก้าวต้องใช้แรงมากขึ้น เหมือนกำลังฝึกเป็นสิ่งมีชีวิตอีกชนิดหนึ่งที่ไม่ได้เกิดมาเพื่อเดิน

ผมเริ่มหลับในเวลากลางวัน และตื่นในยามเย็น ดวงตาไวต่อแสง ลมหายใจสั้นและถี่ขึ้น หัวใจเต้นช้าลงอย่างแปลกประหลาด ผมชอบนั่งนิ่งๆ ใต้ต้นมะม่วง มองแสงแดดร่วงผ่านใบไม้เป็นจุดๆ เหมือนกำลังเรียนรู้ภาษาใหม่ ภาษาที่ไม่ต้องใช้คำพูด

แม่คิดว่าผมป่วย เธอพยายามพาผมไปหาหมออยู่หลายครั้ง ผมถูกจับวัดไข้ ชั่งน้ำหนัก ตรวจเลือด เสียงเครื่องมือทางการแพทย์ทำให้ผมกระวนกระวาย เหมือนเสียงโลหะที่ไม่ควรอยู่ใกล้ปีก ผมส่ายหัวยืนกรานสุดเสียงว่าผมไม่เป็นอะไร
ผมแค่กำลังรอเวลาของตัวเอง

คืนหนึ่ง ผมม้วนตัวในผ้าห่มเก่า ผ้าที่มีกลิ่นยายหลงเหลืออยู่ กลิ่นนั้นเข้มข้นกว่าทุกคืน มันแน่น อึดอัด หายใจลำบาก แต่ปลอดภัย ผมกอดเข่าชิดอก ลดการขยับ ลดการหายใจ ร่างกายค่อยๆ หยุดต่อต้านความคับแคบ เหมือนเข้าใจหน้าที่ของตัวเองเป็นครั้งแรก ผมหลับไปพร้อมความคิดว่า หากร่างกายนี้ไม่เหมาะกับการอยู่บนพื้นดินอีกต่อไป บางทีปีกอาจเป็นคำตอบ

เช้าวันถัดมา แม่เคาะประตูเรียกผมไม่มีเสียงตอบ
ใต้แสงแดดอ่อนของบ้านหลังนั้น ดักแด้สีซีดเก่าลายดอกไม้จากผ้าห่ม นอนนิ่งอยู่บนเตียง ผิวภายนอกแข็ง แห้ง ไร้ลมหายใจของมนุษย์ ไม่มีแขน ไม่มีขา มีเพียงรูปทรงอ้วนกลมที่คุ้นตาเกินไป

เช้าวันที่ดักแด้แตกออก ไม่มีเสียง ไม่มีการเฉลิมฉลอง มีเพียงความเงียบเช่นเคยในบ้านหลังนั้น แสงแดดลอดผ่านช่องหน้าต่างตกกระทบพื้นไม้เป็นลำฝุ่นละเอียด ลอยนิ่งราวกับเวลาหยุดเดิน

แม่ยืนอยู่หน้าประตูห้อง ผิวหน้าซีดเผือด ดวงตาแดงช้ำจากการร้องไห้ทั้งคืน เธอไม่กล้าเปิดประตู ไม่กล้าเรียกชื่อผมอีก เพราะในใจลึกๆ เธอกลัวแมลงสุดหัวใจ
และคงกลัวยิ่งกว่าเดิม หากสิ่งที่อยู่หลังประตูบานนี้ ไม่ใช่ลูกชายของเธออีกต่อไป

เมื่อประตูถูกเปิดออก กลิ่นแป้งกับดอกไม้จางๆ ลอยออกมาปะทะจมูก เป็นกลิ่นที่เธอคุ้นเคยดี กลิ่นเดียวกับแม่ของเธอ กลิ่นเดียวกับวัยเด็กที่เธอพยายามหนีออกมา ให้ไกลแสนไกล แต่ไม่เคยหนีพ้น ผ้าห่มเก่าบนเตียงยุบตัวเป็นโพรงว่าง รอยม้วนแน่นยังอยู่เหมือนมีใครเพิ่งคลี่ออกไปไม่นาน บนคานไม้เหนือหัวเตียง เศษเปลือกดักแด้สีซีด กับเศษผ้าแตกออกครึ่งหนึ่ง ไม่มีร่าง ไม่มีปีก ไม่มีเลือด ไม่มีคำอธิบาย

แม่ทรุดตัวลงกับพื้น น้ำตาไหลเงียบๆ ไม่มีเสียงสะอื้น ไม่มีแรงแม้แต่จะโทษใคร เธอรู้ตัวดีว่าเป็นมือของเธอที่พลั้งพลาดไป มือเดียวกับที่ควรจะปกป้อง มือเดียวกับที่เคยปล่อยลูกไว้กับยายแล้วเดินจากมา มือเดียวกับที่ทำให้สิ่งสุดท้ายที่ผมเชื่อมั่นตายลงต่อหน้าต่อตา

ตั้งแต่นั้นมา บ้านหลังนี้ก็เริ่มมีผีเสื้อบินว่อนอยู่เสมอ ไม่ใช่แค่ตัวเดียว ไม่ใช่แค่สีขาว แต่มีทั้งสีเหลืองซีด สีครีม สีอ่อนราวกับถูกแดดเผาจนเกือบโปร่งใส หรือแม้แต่ผีเสื้อกลางคืนตัวยักษ์ พวกมันบินช้า ไม่ตื่นคน ไม่กลัวเสียง ไม่เคยบินออกนอกเขตรั้วบ้าน เหมือนถูกผูกไว้ด้วยความทรงจำบางอย่าง แม่พยายามไล่ พยายามปิดประตูหน้าต่าง แต่ไม่ว่าทำอย่างไร ผีเสื้อก็ยังปรากฏตัวอยู่ดี บินวนรอบต้นมะม่วง บินผ่านห้องนอนเก่า บินเกาะหมอนที่เคยมีรอยยุบ

บางคืน แม่ฝันเห็นผมกับยาย นั่งอยู่ใต้ต้นมะม่วง เลียหยดน้ำหวานจากดอกไม้ด้วยรอยยิ้มสงบ ไม่พูด ไม่มอง ไม่หันมา แค่ยิ้มเหมือนคนที่ไม่เจ็บปวดอีกแล้ว ทุกครั้งที่ตื่น แม่จะพบผีเสื้อสองตัวเกาะอยู่ที่ขอบหน้าต่าง ปีกมันกระพือเบาๆ เหมือนกำลังหายใจ

ชาวบ้านเริ่มซุบซิบ บางคนบอกว่าบ้านหลังนี้มีผี บางคนบอกว่าเป็นบ้านต้องคำสาป แม่ไม่โต้เถียง ไม่ย้ายออก เธออยู่ต่อ รดน้ำต้นไม้เหมือนที่ยายเคยทำ เก็บกวาดบ้านเหมือนกลัวว่าถ้าทิ้งไว้ ความทรงจำจะผุพังไปพร้อมฝุ่น เธอเริ่มวางจานน้ำหวานเล็กๆ ไว้ใต้ต้นมะม่วงทุกเช้า วางดอกไม้สดไว้ข้างหน้าต่างโดยไม่รู้ตัวว่าทำเพื่อใคร

วันหนึ่ง ขณะที่แม่กวาดใบไม้ในบ้าน เธอเห็นผีเสื้อสีขาวอ้วนกลมตัวหนึ่งบินลงมาเกาะที่มือเธอ ปีกมันอุ่น ไม่สั่น ไม่หนี กลิ่นดอกไม้กับแป้งจางๆ ลอยขึ้นมา น้ำตาแม่หยดลงบนหลังมือ เธอไม่ไล่ ไม่ร้อง ไม่กลัว เพียงกระซิบเสียงแผ่ว

“แม่ขอโทษ”
ผีเสื้อกระพือปีกหนึ่งครั้ง เหมือนรับรู้ แล้วบินขึ้นไปเกาะบนกิ่งมะม่วงกิ่งเดิม กิ่งที่คุณยายเคยยืนรดน้ำพร้อมหลานชาย เสียงใบไม้เสียดสีกันดังกรอบแกรบเบาๆ ราวกับเสียงหัวเราะที่คุ้นเคย

ฤดูฝนผ่านไป ฤดูหนาวมาเยือน บ้านหลังนั้นยังคงเงียบ แต่ไม่ว่างเปล่า ผีเสื้อยังคงอยู่ บินวนไปมาเหมือนลมหายใจของใครบางคนที่ไม่ยอมจางหาย แม่เริ่มพูดกับมันทุกวัน เล่าเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่เคยเล่าให้ใครฟัง เล่าเรื่องความผิดพลาด ความกลัว และความรักที่มาช้าเกินไป ผีเสื้อฟังเงียบๆ ไม่ตอบ ไม่หนี 

หลายปีผ่านไป แม่แก่ตัวลง บ้านไม้เริ่มผุ พื้นเริ่มส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดเหมือนกำลังบ่น ผีเสื้อยังคงมาและไป บางตัวเกิด บางตัวตาย บางตัวบินจากไป แต่จะมีผีเสื้อสีขาวอ้วนกลมหนึ่งตัวเสมอ ที่ไม่เคยหาย ไม่เคยแก่ ไม่เคยเปลี่ยน มันบินช้าที่เดิม เกาะที่เดิม รอในแบบของมัน

ในวันที่แม่หมดแรง ลมหายใจแผ่วเบาลง เธอไม่ได้กลัวความตาย แต่กลัวว่าจะจากไปโดยยังไม่เข้าใจลูก เธอนอนนิ่งอยู่บนเตียงไม้เก่า ดวงตามองเพดานที่เคยมีเสียงหัวเราะของยายและเสียงฝีเท้าเล็กๆ วิ่งผ่าน กลิ่นดอกไม้กับแป้งหอมอ่อนๆ คลุ้งไปทั่วห้อง เหมือนใครบางคนจงใจปล่อยให้มันลอยกลับมาอีกครั้ง

ผีเสื้อสีขาวตัวหนึ่งบินวนอยู่เหนือเตียง ปีกของมันกระทบแสงแดดจนดูโปร่งใส แม่ยื่นมือออกไปอย่างช้าๆ นิ้วสั่นเล็กน้อย แต่ไม่ใช่เพราะความกลัว หากเป็นเพราะความคิดหนึ่งที่ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ในใจ

“ถ้าแม่ทำแบบลูก…แม่จะได้เจอใช่ไหม”
ผีเสื้อไม่ตอบ มันเพียงบินลงมาเกาะที่ปลายนิ้ว ปีกอุ่นแนบผิวหนัง ความอุ่นนั้นไม่ต่างจากวันที่ลูกยังเล็ก นอนซุกอยู่ข้างยาย แม่หลับตาลง น้ำตาไหลเงียบๆ แต่ครั้งนี้ไม่ใช่น้ำตาเสียใจ หากเป็นน้ำตาของการตัดสินใจ

คืนนั้น แม่ลุกจากเตียงด้วยแรงที่แทบไม่เหลือ เดินไปหยิบผ้าห่มเก่าผืนเดิม ผืนที่ยังมีกลิ่นยาย ผืนที่ลูกเคยม้วนตัวอยู่ข้างใน เธอปูมันบนเตียงอย่างระมัดระวัง ราวกับกลัวว่าความทรงจำจะฉีกขาด

แม่เริ่มลดอาหารลงทีละน้อย ไม่ใช่เพราะเบื่อ แต่เพราะเชื่อว่าร่างกายต้องเบาลง ต้องไม่ผูกติดกับโลกใบนี้มากเกินไป เธอวางจานน้ำหวานไว้ข้างเตียงแทนข้าว ดื่มเพียงเล็กน้อย เหมือนเรียนรู้วิธีมีชีวิตแบบอื่นที่ไม่ใช่มนุษย์เต็มตัวอีกต่อไป

ทุกคืน แม่ม้วนตัวใต้ผ้าห่มแน่นขึ้นเรื่อยๆ อึดอัด หายใจลำบาก แต่ปลอดภัย ผ้าห่มโอบรัดร่างกายเหมือนกำลังบอกให้หยุดดิ้น แม่ไม่ขยับ ไม่ลุก ไม่ร้องเรียกใคร เธอเชื่อว่า หากรออย่างสงบ ร่างกายจะเข้าใจเองว่าควรเปลี่ยนไปเป็นอะไร

ผิวหนังเริ่มแห้ง แตก ลอกเป็นขุย ความรู้สึกเจ็บปวดค่อยๆ จางลง เหมือนประสาทสัมผัสกำลังถอยห่างจากโลกภายนอก เสียงฝน เสียงลม เสียงคนในหมู่บ้าน กลายเป็นเพียงแรงสั่นไหวไกลๆ เหมือนเสียงที่ลอดผ่านเปลือกบางๆ ของอะไรบางอย่าง

ผีเสื้อบินเข้ามาในห้องทุกคืน มากขึ้น มากขึ้น กว่าปกติ บางตัวเกาะบนผ้าห่ม บางตัวเกาะบนเสา บางตัวเกาะบนร่างที่นิ่งสนิทใต้ผืนผ้า ไม่มีใครรู้ว่ามันเฝ้าดู หรือกำลังรอ

เช้าวันหนึ่ง แม่ไม่ลุกขึ้นมาเปิดหน้าต่างเหมือนเคย บ้านเงียบผิดปกติ จนเพื่อนบ้านต้องมาแง้มประตูเข้ามา แต่พบเพียงผ้าห่มเก่าที่ม้วนแน่นอยู่บนเตียง แข็งทื่อ ราวกับร่างนั้นเลือกจะหยุดอยู่ในท่านั้นตลอดไป

ไม่มีใครกล้าแกะผ้าห่มออกทันที

ไม่มีใครแน่ใจว่า ข้างในควรถูกเรียกว่า “ศพ” หรือ “ดักแด้”
เช้าวันถัดมา ผีเสื้อจำนวนมากบินออกจากบ้านหลังนั้น บินขึ้นสูง เหนือยอดมะม่วง เหนือหลังคา เหนือความผิดพลาด ความเงียบ และความรักที่ไม่เคยถูกพูดออกมา ไม่มีใครรู้ว่ามันมาจากไหน ไม่มีใครรู้ว่ามันจะไปไหน

ตั้งแต่นั้นมา บ้านหลังนั้นไม่เคยเงียบ

บางสิ่งม้วนตัวในความทรงจำ

อดทนรอวัน เปลือกแตก โบยบิน

ในแบบที่หัวใจมนุษย์ไม่อาจเอื้อมถึง





ขอสงวนสิทธิ์ข้อความทั้งหมดภายในเว็บไซท์
Copyright by http://www.espressoandcigarette.com