|
ห้องเช่าห้องที่ ๔
โดย พัชรวลัย ขอรวมเดช
“วิญญ์เหรอ อืม...กูหาห้องเช่าได้แล้วนะ” ภวินทร์ตอบวิญญ์...เพื่อนสนิทสมัยประถมด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “ก็จังหวัดบ้านลินเขาแหละ เผื่อเดิน ๆ เจอกันน่ะ”
เสียงปลายสายเอ็ดดังจนภวินทร์ต้องเอามือถือออกมาห่างหู
พอเสียงเบาลง ภวินทร์กรอกเสียงลงไป
“กูได้งานแล้วน่ะ ไม่ได้มาแบบไม่มีแผนหรอก งานเหรอ...ก็ได้แถวบ้านน้องเขาแหละ กูเคยไป ๆ กลับ ๆ แค่ที่นั่นอ่ะ ไม่อยากไปที่อื่น กูไม่คุ้น”
“งั้นกูไปด้วย” วิญญ์โพล่งด้วยน้ำเสียงดื้อดึง “เดี๋ยวกูไปหาห้องเช่าเองต่างหาก”
“อะไรของมึง ไหนว่าจะหางานในเมืองไปจีบน้องธารไง” ภวินทร์ประท้วง ใจไม่อยากให้เพื่อนต้องมาลำบากไปกับเขาด้วย
“เขาชื่อธาราเฟ้ย” วิญญ์โวย “แล้วเขาก็เพิ่งประกาศว่ามีแฟนเมื่อ...” วิญญ์กดดูโพสต์อีกรอบในอินสตาแกรม “...ยี่สิบหกนาทีที่แล้ว ฉะนั้น กูก็โสดแล้ว”
“โสดอีกรอบแล้ว” ภวินทร์แซว “แล้วแต่มึง งั้นกูจะไปก่อนนะ กูเริ่มงานจันทร์หน้าเลยน่ะ”
หลังจากทั้งคู่ตกลงนัดพบกันดิบดีในจังหวัดที่จะย้ายไปทำงาน ภวินทร์ก็วางสาย ล้มตัวลงบนเตียงนอนและเอื้อมไปปิดไฟ
ในนาทีที่ภวินทร์รับรู้ว่าเขากลับมาอยู่ลำพัง เขาก็ดำดิ่งสู่ห้วงความทรงจำ มือเขาเลื่อนไปจับบ่าตัวเอง ครั้งหนึ่ง...มันเคยมีแขนที่บอบบางมาโอบเขาไว้จากด้านหลัง กลิ่นน้ำหอมดอกกระดังงาและเสียงเจื้อยแจ้วที่คอยปลอบโยนเขาจากความเหนื่อยล้าใดที่ประสบมาทั้งวัน ภวินทร์หันไปยังฝั่งที่เคยมีอีกร่างเคียงคู่...ร่างที่สวมกอดเขายามนอนเพื่อสร้างความอุ่นใจและทำให้เขารู้ว่าความมานะของเขามีไว้เพื่อใคร เขาฝังจมูกลงกับหมอน สูดเอากลิ่นแชมพูที่เหลืออยู่เพียงเบาบาง
“ลิน...”
“พี่วินทร์...”
ใบหน้าที่พร่ามัวของหญิงสาวผมยาวเป็นลอนเรียกชื่อเขา
ภวินทร์พยายามเพ่งมองไปที่หน้า แต่เห็นเป็นเพียงจุดดำ ๆ ในตำแหน่งที่ควรเป็นรูจมูกกับปากเท่านั้น
เขาพยายามขยับเข้าไปให้ใกล้ขึ้น เขามั่นใจว่าผู้หญิงตรงหน้าคือลิน...แฟนสาวที่หายตัวไปของเขา
แต่ทันใดนั้น
จุดดำที่เคยเป็นปากกลับกว้างขึ้นอย่างน่ากลัว พร้อมเสียงกรีดร้องก้องหู
“อย่า—”
“ลิน!” ภวินทร์สะดุ้งตื่น ทันเห็นพนักงานเดินรถสะดุ้งโหยง มือยังค้างอยู่ในท่าที่จะสะกิดภวินทร์
“ตกใจหมดเพ่...ผมจะมาเรียกว่ารถถึงท่าแล้วเพ่” พนักงานเอามือกุมอกเสื้อ หายใจแรง “เพ่ฝันร้ายหรา”
ภวินทร์ผงกศีรษะซ้ำ ๆ พลางขอโทษขอโพยก่อนเดินลงมาเพื่อเรียกมอเตอร์ไซค์ต่อไปยังห้องเช่านั้นที่ติดต่อไว้
“สวัสดีครับ คุณภวินทร์ใช่ไหมครับ”
คนที่เปิดรั้วต้อนรับภวินทร์เรียกชื่อเขาก่อนจะแนะนำตัวเอง “ผมชื่อกาลันต์นะครับ”
กาลันต์เป็นชายชราผมสีดอกเลา ใส่ชุดขาว กางเกงขาม้าสีน้ำตาล แม้รอยเหี่ยวย่นจะบ่งบอกถึงความสูงวัย แต่ท่าทางกลับดูกระฉับกระเฉง เขาถอยให้ภวินทร์เข้ามาในตัวบ้านและปิดประตูลงกลอนในทันที
“ตัวการันต์เหรอฮะ” ภวินทร์หลุดถามเพราะเขาแพ้เสียงในหัว “ขอโทษครับที่เสียมารยาท”
“ไม่เป็นไร ๆ ถามกันแทบทุกคนนั่นล่ะ” กาลันต์เอามือเกาหัวด้านหลังและผายมือให้เดินลึกเข้าไปในพื้นที่บ้าน “ตอนแรกท่านจะตั้งชื่อผมว่าอนันตกาล แต่ดูจะอลังการไปหน่อย เลยเหลือแค่กาลันต์เป็นการประสมคำว่ากาลกับอนันต์แทนน่ะ” กาลันต์อธิบาย
ภวินทร์พยักหน้าหงึก ๆ รับคำ ระหว่างที่สายตากวาดมองโดยรอบ เขาสังเกตบ้านทรงไทยยกใต้ถุนดูเด่นเป็นสง่าอยู่ที่ด้านหลังสุดของบริเวณบ้าน และมีสิ่งก่อสร้างคล้ายบ้านพักสำเร็จรูปที่ดัดแปลงมาจากตู้คอนเทนเนอร์ต่อยาวกันไปอยู่ไม่ห่างจากประตูหน้าบ้าน ทั้งสองมาหยุดอยู่ที่หน้าห้อง ๆ หนึ่ง
“ผมขออธิบายก่อน คุณพักห้องที่สี่ ที่นี่มีกันสิบห้อง มีห้องน้ำให้ใช้อยู่สามห้อง แต่อาบน้ำได้แค่สองห้อง” กาลันต์ชี้ไปข้าง ๆ รั้ว มีอาคารชั้นเดียวที่แบ่งกั้นเป็นสามห้องอยู่ “ส่วนตัวผมอยู่ที่เรือนไทยหลังนั้นแหละ ใต้ถุนมีที่นั่งเล่นนอนเล่นกว้างขวาง จะไปใช้เวลาพักผ่อนที่ใต้ถุนก็ได้ แค่อย่าเสียงดังมากก็พอ ก่อนเที่ยงคืนก็กลับห้องตัวเองเสียด้วยจะได้ไม่มีปัญหา อ้อ...ที่สำคัญ อย่าอยู่ที่นี่ในคืนวันพระ”
ประโยคสุดท้ายได้ความสนใจภวินทร์ไปเต็ม ๆ “เดี๋ยวนะครับ ทำไมเป็นแบบนั้นล่ะ”
กาลันต์โบกมือไปมา “ไม่รู้หรอก ตอนได้บ้านนี้เป็นมรดก ก็ได้รับคำเตือนแบบนี้มาเหมือนกัน”
“อ้าว แล้วผมย้ายมาจากกรุงเทพ ไม่รู้จักใครเลย ให้ผมทำยังไงครับ” ภวินทร์พะวง
กาลันต์เองก็ดูลำบากใจ “คุณภวินทร์ไม่รู้จักคนอื่นที่นี่เลยหรือ”
ลินเป็นคนแรกที่ภวินทร์คิดถึง แต่แล้วภวินทร์ก็นึกขึ้นได้ “จะว่ามีก็มีครับ อีกไม่นานเพื่อนผมจะย้ายตามมา พักไม่ห่างจากที่นี่ล่ะครับ”
“โล่งอก งั้นก็ยินดีต้อนรับเข้ามาเป็นสมาชิกใหม่ในบ้านนะครับ” กาลันต์หันกลับเข้าไปที่สวนซึ่งเต็มไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่และไม้พุ่ม มุ่งไปยังเรือนไม้ท้ายบ้าน
ภวินทร์มองตามกาลันต์ไป ในใจเต็มไปด้วยความลังเลว่าตนเองกำลังทำสิ่งที่ถูกอยู่หรือไม่ แต่ก็ยักไหล่ แล้วเปิดประตูไปสำรวจห้องใหม่
เมื่อเข้ามาในห้อง เขาพบว่ามีเครื่องเรือนในห้อง มีเพียงเตียงที่วางอยู่ชิดผนังด้านขวา กับ ตู้เสื้อผ้าที่มุมขวาสุดของห้องเท่านั้น ภวินทร์คิดว่ามันประหลาดที่เอาเตียงมาอยู่ฝั่งเดียวกับประตู แต่เขาไม่ได้คิดจะย้ายอะไรเพราะเป็นเพียงห้องที่เช่าอยู่
ภวินทร์จัดเสื้อผ้าเข้าตู้ จัดแจงสิ่งของอื่น ๆ ให้เข้าที่เข้าทางก่อนจะมาเอกเขนกอยู่บนเตียง และนับรอวันที่วิญญ์จะมาเจอเขาตามนัด
ไม่กี่วันถัดมา ภวินทร์ถ่ายทอดเรื่องราวให้วิญญ์ฟัง ขณะที่ทั้งคู่กำลังทานข้าวที่ร้านข้างทาง
“อย่างหลอนนนนนนนน” วิญญ์ลากเสียงยาว ก่อนจะหันไปเติมน้ำแข็งใส่แก้วตัวเอง
“อืม นึกว่าต้องได้โทรเล่าในรายการผีสักรายการแล้ว แต่ก็ไม่ได้เจออะไรนะ หลับสบายดี” ภวินทร์สำทับพลางมองไปมาระหว่างคอหมูย่างสลับกับลาบทอด ก่อนจะตัดสินใจจิ้มลาบทอดเข้าปาก “เออ พี่เอเข้าบอกว่ายังรับคนเพิ่มได้ พรุ่งนี้มึงก็เข้าไปให้เขาเห็นหน้าได้ แต่คนละแผนกกับกูนะ มึงได้คุมไลน์ผลิต ส่วนกูจะไปดีลเรื่องบัญชี”
“เฉียบ น่าจะได้เงินทันจ่ายค่าบ้านที่เช่าล่ะ” วิญญ์ถูมืออย่างถูกอกถูกใจ
“เออ แล้วบ้านเช่าที่มึงอยู่ไกลไหมอ่ะ กูอาจจะต้องไปขออยู่ด้วยทุกวันพระอะไรงี้” ภวินทร์โยนหินถามทาง พยายามทำเสียงให้ไม่ดูเป็นการขอแกมบังคับ
“ไม่ไกลจากนี้นะ ไปที่โรงงานก็อยู่ในระยะเดินเท้าแหละ” วิญญ์ตอบ “วันพระมันอีกสามวันนี่ป่ะ”
ภวินทร์หันขวับ “ทำไมมึงแม่นจังวะ”
“มึงก็รู้ แม่กูนี่ดำเนินชีวิตด้วยทางธรรม กูนี่ถึงกับโหลดปฏิทินวันพระติดมือถือไว้เลย” วิญญ์หยิบมือถือมาโบกหยอย ๆ พลางเหลือบไปมอง “อ้าว หน้าจอเป็นรอยอะไรขนาดนี้วะเนี่ย” วิญญ์ลูบหน้าจอที่ร้าวอยู่สักพักก่อนจะหันกลับมาทางภวินทร์ “แล้วสรุปจะมาวันพระหน้านี่ใช่ไหม”
“อาจจะนะ” ภวินทร์จิ้มลาบทอดพลางซี้ดปาก “เออ แล้วบ้านเช่ามึงหลอนไหม”
วิญญ์ทำท่านึกพลางดูดขี้ฟัน “ก็...ไม่หลอนนะ แค่แปลก ๆ”
“ยังไงวะ” ภวินทร์จี้ขณะจิ้มลาบทอดชิ้นสุดท้ายเข้าปากเคี้ยวตุ้ย ๆ
“ของกูเจ้าของบ้านเป็นคุณยายชื่อกาลิกา ชื่อแปลกพอ ๆ กับคุณตาเจ้าของบ้านมึงอ่ะ ความแปลกมาตั้งแต่ทรงบ้านเลย มึงนึกสภาพว่าเป็นห้องเช่าแบบของมึงแต่อยู่ที่หัวโค้ง ติดถนนใหญ่เลย” วิญญ์ทำท่าคิด “เรียกว่าไงดี คือมีต้นไม้ใหญ่ล้อมพอให้รู้ว่านี่เป็นที่เขาอ่ะ ที่พักมีฝั่งซ้ายสิบห้อง ฝั่งขวาสิบห้อง ส่วนกู...” วิญญ์ชี้ตัวเอง “...ได้ห้องที่สิบสาม”
ภวินทร์หัวเราะ “เลขมงคลสุด ๆ”
“ขำไปเหอะ เดี๋ยวมึงก็ได้มาค้างกับกูอยู่ดี” วิญญ์เยาะกลับ สักพักสีหน้าก็ดูจริงจังขึ้น “กูไม่ได้อยากถามเรื่องนี้นะ แต่กูก็อยากได้ยินจากปากมึงอ่ะ เรื่อง...ลิน”
รอยยิ้มค่อย ๆ หายไปจากสีหน้าภวินทร์
วิญญ์เห็นสีหน้าเพื่อนเลยรีบบอก “แต่ถ้ามึงไม่ได้อยากเล่าก็ไม่เป็นไรนะ”
ภวินทร์เท้าแขนขวากับโต๊ะ พลางลูบขมับไปมา “ที่กูจำได้คือ...” ภวินทร์นั่งเงียบอยู่สักพัก เสียงน้ำแข็งในแก้วละลายไปกระทบกันเป็นเสียงกิ๊งเบา ๆ
“กูทะเลาะกับลินเรื่องจะไปงานวันเกิดมึงเมื่อปลายเดือนที่แล้ว เขาไม่อยากให้กูไป งอแงแบบไม่เคยเป็นมาก่อน แต่คือเป็นมึงวันเกิดมึงไง กูก็ดื้อจะไป พอไปเสร็จ กลับมาก็หาเขาไม่เจอ โทรไปบ้านเพื่อนเขาก็ไม่มีใครรับ ไปถึงหน้าบ้านก็ไม่มีคนอยู่ กูถึงขั้นโทรเบอร์พ่อแม่เขา ก็ไม่มีใครรับอีก คือเรื่องมัน...” ภวินทร์จุกในอก จากที่ไม่ได้อยากเล่าให้วิญญ์ฟังเพราะกลัวเพื่อนรู้สึกผิด คำพูดกลับพรั่งพรูออกมามากมาย “...เรื่องมันเล็กน้อยมาก กูกะเขาทะเลาะเรื่องอื่นหนักกว่านี้ เขาก็ยัง...ไม่ไปไหนเลย แล้ว...แล้ว...”
“อ้าว กูกับเขาก็เคยเจอกัน เขาเกลียดกูเรื่องอะไรวะ” วิญญ์งงเป็นไก่ตาแตก จู่ ๆ กลายเป็นตัวเองเป็นคนทำให้ความสัมพันธ์ของแฟนกับเพื่อนแตกกัน
“ครั้งอื่น ๆ เขาก็ไม่ว่าอะไรนะ ไม่รู้ทำไมครั้งนี้ถึงต่างออกไป”
ท่ามกลางการครุ่นคิด วิญญ์ก็ทำลายเงียบ “กูไม่รู้กูผิดไหมหรือมึงโกรธกูไหม แต่กูเสียใจจริง ๆ ที่เรื่องเป็นแบบนี้”
“ไม่ผิดที่มึงหรอกวิญญ์” ภวินทร์ตอบพลางคว้าแก้วจะกระดกย้อมใจ แต่วิญญ์จับมือไว้
“พอก่อน คืนนี้ยังไม่ใช่วันศุกร์นะเพื่อน นี่อีกห้านาทีก็เที่ยงคืนแล้ว เดี๋ยวพรุ่งนี้ถ้ามึงไปทำงานไม่ได้ กูคงเหงาอ่ะ”
ภวินทร์พยักหน้ารับ จากนั้นทั้งสองก็แยกย้ายกันกลับ ห้องเช่าใคร ห้องเช่ามัน
ภวินทร์เปิดประตูรั้ว ตอนแรกว่าจะเข้าห้องตัวเอง แต่เปลี่ยนใจเดินไปที่เรือนไทยท้ายบ้าน ตอนนี้ภวินทร์ไม่ได้อยากอยู่คนเดียว เขาหวังว่ากาลันต์หรือใครสักคนจะอยู่ที่นั่น
เมื่อไปถึง บนเรือนไทยมืดสนิท รอบ ๆ ใต้ถุนเงียบสงัด ไม่มีแม้แต่เสียงจิ้งหรีดเรไร ทั้ง ๆ ที่ต้นไม้ใบหญ้าออกจะอุดมสมบูรณ์ ภวินทร์ยักไหล่ แล้วกลับหลังหันกำลังจะกลับ สายตาพลันเหลือบไปเห็นต้นไม้ต้นหนึ่งที่อยู่ไม่ไกล
“ต้นบ้าอะไร มีขนที่ลำต้นด้วย” เขาส่ายหัวไป คิดอะไรเพลิน ๆ ก็เจอเข้ากับอีกต้นที่มีขนเหมือนกัน
“ตอนเดินมา มีต้นนี้เหรอวะ” ภวินทร์ถามตัวเองออกมาดัง ๆ ลำต้นมันดูประหลาด คอด ๆ โค้ง ๆ ลำต้นออกแนวบานออกเล็กน้อยก็จะตรงลู่ขึ้นไป แล้วก็บีบเข้าหากัน
ภวินทร์มองไล่สูงไปเรื่อย ๆ แล้วก็ชะงัก ไม่แน่ใจว่ายังไม่สร่างเมาดีหรือสร่างแล้วแต่ควรกลับไปเมาอีกรอบ ต้นนี้มองเท่าไรก็ไม่มีกิ่งก้าน ไม่มีใบเสียด้วย ภวินทร์เพิ่งมาตระหนักได้ว่าสิ่งที่เขากำลังมองอยู่มีลักษณะเหมือนขาคนมาก เพียงแต่ไม่มีขาใครจะสูงชะลูดได้แบบนั้น ภวินทร์เอาฝ่ามือมาวางตรงคิ้วกันไม่ให้ตัวเองมองแล้วจ้ำกลับห้อง เมื่อถึงห้องก็ทิ้งตัวลงบนเตียง คลุมผ้าห่มถึงหัวแล้วข่มตาหลับ
“กูไปค้างคืนนี้เลยได้ไหม” ภวินทร์เอ่ยถามวิญญ์ทันทีที่เจอกัน
“อะไรของมึงวะ ไหนว่าจะมาวันพระไม่ใช่รึไง” วิญญ์หรี่ตา ยกมุมปากขวาขึ้นฉีกยิ้มช้า ๆ “มึงจะคิดถึงกูขนาดนั้นเลยเหรอเพื่อน” แต่ครั้นวิญญ์สังเกตว่าสีหน้าภวินทร์ดูซีดเซียว “เฮ้ย เอาจริง มึง...ไหวป่ะเนี่ย”
“ไม่รู้ว่ะ อาจจะเพราะช่วงนี้ฝันถึงแต่ลิน แถมเมื่อคืนก็เจออะไรแปลก ๆ” ภวินทร์ระบาย
“อ่า...ขอเวลากูเก็บห้องสักคืน ก็ซักวันศุกร์ก็เก็บของมานอนบ้านกูแล้วกัน” วิญญ์นัดแนะ
ทั้งคู่แยกย้ายไปทำงาน หลังเลิกงาน วิญญ์ตัดสินใจทำโอที ทำให้ภวินทร์ต้องกลับมากินข้าวคนเดียว
ภวินทร์เปิดรั้วอย่างระวังปนระแวง
“ภวินทร์...” เสียงหนึ่งเรียกเขา น้ำเสียงเย็นเยียบ
ภวินทร์สะดุ้งสุดตัว ขนที่คอลุกจนต้องเอามือไปลูบเบา ๆ
เป็นกาลันต์ที่เรียกเขาจากข้างหลัง “โทษที ไม่นึกว่าคุณจะเป็นคนขวัญอ่อน” เขาส่งยิ้มบาง ๆ ให้ภวินทร์ที่ยังดูพรั่นพรึง “เป็นยังไงบ้าง หลับสบายไหม”
“ไม่ค่อยนะครับ” ภวินทร์ตอบตรง ๆ “ลุงกาลันต์ครับ ผมขอถามอะไรได้ไหมครับ”
“ว่าบ้านนี้มีผีไหมน่ะเหรอ” กาลันต์ยิ้มพลางดันหลังให้ภวินทร์เข้าบ้าน “คุณอยู่นอกห้องหลังเที่ยงคืนเหรอ”
ภวินทร์พยายามนึกย้อน กว่าเขากับวิญญ์จะแยกเมื่อคืนก็เกือบเที่ยงคืน “ช...ใช่ครับ คิดว่าใช่”
“งั้นเจอก็ไม่แปลก” กาลันต์ตบหลังเขาเบา ๆ เป็นการปลอบใจ “ก็ผมบอกแล้วว่าพอเที่ยงคืนให้อยู่แต่ในห้องตัวเอง”
“คุณลุงเคยเจอ...ไอ้ขายาว ๆ ตัวนั้นแล้วเหรอครับ”
“เปรต?”
“คิดว่า...นะครับ คือผมไม่สันทัดเรื่องพวกนี้สักเท่าไร” ภวินทร์นึกออกแต่ภาพต้นไม้มีขน
“ไม่เคยเจอหรอก ผมเจออีกตัว” กาลันต์ยิ้ม ๆ จนภวินทร์ไม่แน่ใจว่าเขาพูดจริงหรือกำลังอำอยู่ “คุณภวินทร์ ถ้าเราอยู่ในที่ ๆ ควรอยู่ เราจะไม่เจออะไรแบบนี้หรอกนะครับ”
“ผมย้ายออกไปอยู่กับเพื่อนถาวรเลยได้ไหมครับ” ภวินทร์รู้ว่ามันคงเป็นการเสียมารยาทแต่เขาไม่เสี่ยงจะรอเจออีกตัวที่ว่า
“อย่าเลย ไม่ใช่ทุกตัวจะน่ากลัวขนาดนั้น และก็ไม่ได้แปลว่าคุณไปที่ใหม่จะไม่เจอ”
“ทะ...ทุกตัว?” ภวินทร์รู้สึกตระหนกกับประโยคที่ฟังแล้วเหมือนข่มขวัญไปในที
กาลันต์ส่งยิ้มให้อีกรอบโดยไม่ขยายความก่อนเดินหายเข้าไปในสวนที่ภวินทร์ไม่คิดจะเข้าไปเหยียบอีกเป็นครั้งที่สอง
ภวินทร์ลืมตาขึ้นมาในห้องนอนเก่าของตนเองที่กรุงเทพ ซึ่งครั้งหนึ่ง...เขากับลินเคยได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกัน เขาลุกมานั่งที่ขอบเตียงและเห็นตัวเขาเองกำลังเดินออกจากห้อง
หญิงสาวผมยาวเป็นลอนกึ่งเดินกึ่งวิ่งเอื้อมมาฉวยมือตัวเขาคนนั้นไว้ พร้อมขอร้อง “พี่อย่าไปเลยนะ ลินขอ” เธอจับมือเขาไว้แน่น “อย่า...อย่าไปงานไอ้พี่วิญญ์เลย”
“ทำไมวันนี้งอแงจังล่ะลิน ไม่สมเป็นเธอเลย” ตัวเขาจับมือหญิงสาวเพื่อดึงออก จากนั้นก็ขยี้หัวเบา ๆ “เดี๋ยวพี่ก็กลับครับ”
“ไม่” ลินบอกพลางกอดตัวของภวินทร์ไว้แน่น “ถ้ารักลิน อย่าไปเลยนะ”
ภวินทร์เบือนหน้าจากภาพที่มองอยู่เพราะเขารู้ว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้น เขาไม่อยากเห็นฉากสุดท้าย ฉากที่ตัวเขาจะหงุดหงิดจนพลั้งปากพูดไม่ดีกับผู้หญิงที่ทำได้เพียงแต่เช็ดน้ำตาป้อย ๆ ภวินทร์หลับตาแน่น เอามือปิดหู
บางอย่างเคลื่อนมาชิดหน้าของเขา กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของดอกไม้ไทยที่คุ้นเคย เขาเผยอเปลือกตาเล็กน้อย เห็นเพียงใบหน้าเบลอ ๆ เพราะอยู่ใกล้เกินระยะสายตาจะปรับ มืออ่อนนุ่มคู่หนึ่งจับแก้มเขาอย่างอ่อนโยน ภวินทร์เลื่อนมือจากหูมาจับมือทั้งสองข้างนั้น แต่ก่อนที่จะรู้ตัว เจ้าของมือคู่นั้นตะโกนสุดเสียง “อย่าไป!”
ภวินทร์ผุดลุกนั่งอยู่ที่เตียงของตนเอง ไฟเหลือง ๆ ส่องผ่านผ้าม่านเข้ามาทำให้รู้ว่ายังไม่เช้า เพราะไฟอัตโนมัตินี่จะดับเองตอนตีห้า ภวินทร์เกือบจะลงไปนอนต่อถ้าเขาไม่เหลือบไปเห็นบางอย่าง
ร่างคนร่างหนึ่งปรากฏอยู่นอกหน้าต่าง ตัวสูงประมาณเขา ร่างนั้นเคลื่อนตัวช้า ๆ มาหยุดตรงกลางหน้าต่างพอดิบพอดี จากนั้นคอเขาก็เงยขึ้นไปมองด้านบน ตัวเขาสั่น ๆ มีเสียงค่อก ๆ แค่ก ๆ ลอดเข้ามาประกอบฉากที่น่าเหลือเชื่อนี้ จากนั้นส่วนที่น่าจะเป็นกรามด้านล่างของคน ๆ นั้นก็ร่วงไปที่พื้นดังตุบ ร่างนั้นค่อย ๆ ก้มตัวหยิบชิ้นส่วนที่หลุดร่วงมาต่อใหม่
“หลุดอีกแล้ว” ร่างนั้นส่งเสียงแหบพร่า
ดูมาถึงตอนนี้ ภวินทร์ก็ค่อย ๆ ขดตัวกลับไปในผ้าห่มเพื่อข่มตาให้หลับ
ภวินทร์ตัดสินใจไม่เล่าเรื่องนี้ให้วิญญ์ฟัง แต่หอบเสื้อผ้า หมอน และผ้าห่มไปทำงานด้วย วิญญ์เดินมาเจอภวินทร์ตรงทางเข้าเช่นเคย “มึงดูพร้อมนะเนี่ย เดี๋ยวตอนเลิกงานมาเจอกันตรงนี้ กลับหอเพื่อไปเก็บของก่อน แล้วค่อยออกมาปาร์ตี้กัน”
ภวินทร์ได้แต่พยักหน้า วิญญ์แปลกใจแต่ก็ยอมไม่เอ่ยปากถามในตอนนี้
วันทั้งวันเชื่องช้ากว่าที่มันควรจะเป็น ภวินทร์ทำงานได้ไม่เต็มกำลัง ใจเขาเพียงแค่อยากหาสักที่ที่ทำให้เขานอนหลับได้เต็มอิ่ม ตอนนี้เขานึกถึงสิ่งที่ทำให้เขาปลอดภัยไม่ออก บ้านที่เคยอยู่กับลิน ห้องเช่าใหม่ที่มีเรื่องให้ขนลุกแทบจะรายวัน หรือแม้แต่การฝันถึงลิน ลินในรูปร่างของผีติดตรึงในใจจนเขาแทบจะจำภาพตอนที่ลินยังอยู่ในสภาพมนุษย์ไม่ออก เขาอยากเห็นหน้าเธออีกทีเหลือเกิน
ภวินทร์มองทางเข้าห้องเช่าของวิญญ์พลางอ้าปากค้าง มันไม่ผิดจากที่วิญญ์เคยเอ่ยไว้เลย ไม่มีรั้ว มีแค่ต้นไม้ที่ล้อมรอบบริเวณ
“สวัสดีจ้ะ ภวินทร์” เสียงผู้หญิงมีอายุเรียกชื่อเขาจากด้านหลัง น้ำเสียงเย็นยะเยือกจนขนคอลุก ภวินทร์ชักสงสัยว่าทำไมคนท้องที่นี้ถึงได้ชอบมากันเงียบ ๆ
ภวินทร์สำรวจเจ้าของห้องเช่า กาลิกาเป็นผู้หญิงร่างสูง ดูสง่าในชุดผ้าไทยสีดำสนิท มือสองข้างประสานไว้บริเวณท้อง ผมสีดอกเลาถูกมัดเป็นมวย ทัดด้วยปิ่นไม้ที่ตรงปลายเป็นติ้งเงิน
“สวัสดีครับ คุณกาลิกา” ภวินทร์ยกมือไหว้
กาลิกาเลิกคิ้ว “มีคนจำชื่อได้นี่รู้สึกดีแบบนี้เอง” หญิงชรายิ้มให้ “มารยาทงาม แถม...น่ากินเสียด้วย”
ภวินทร์แทบไม่เชื่อหูว่าผู้หญิงที่อายุแก่คราวยายจะพูดอะไรแบบนี้ได้
“ตามสบายนะจ๊ะหนุ่ม ๆ” กาลิกาทิ้งท้ายและเดินไปที่บ้านหลังใหญ่ท้ายบริเวณ
พอเจ้าบ้านพ้นสายตากลับ ภวินทร์ก็หันมาถาม “เขาเป็นแบบนี้บ่อยเหรอ”
วิญญ์สั่นหน้าอย่างเร็ว
“แล้วมึงบอกชื่อกูกับเขาเหรอ”
“ก็จำไม่แม่นนะ จำได้ว่าบอกว่าเพื่อนจะมา แต่ไม่แน่ใจว่าบอกชื่อไปหรือเปล่า” วิญญ์ตอบพลางสูดลมผ่านไรฟัน “แต่เขาจำชื่อคนแม่นนะ คนอื่น ๆ ที่พักที่นี่ แกจำชื่อได้หมด บางคนพอกูถามชื่อยังอึกอัก ต้องให้คุณยายเขาตอบแทน”
ภวินทร์มองไปรอบ ๆ มีผู้คนอยู่บางตาตามบริเวณบ้าน แต่ถือว่าเยอะเมื่อเทียบกับห้องเช่าของกาลันต์
แม้กาลันต์จะเคยเตือนเรื่องความไม่เป็นส่วนตัวของห้องเช่า ทว่าเขาก็ไม่เคยเดินสวนใคร ไม่เคยได้ยินเสียงจากห้องข้าง ๆ หรือต้องรอคิวใช้ห้องน้ำเลย คิดไปคิดมาภวินทร์ก็เริ่มผวา สรุปแล้วห้องเช่าของกาลันต์มันเป็นที่แบบไหนกัน
หลังจากเก็บของเข้าห้องเช่าของวิญญ์เรียบร้อย ทั้งคู่ก็ออกไปเรียกรถ
“วันนี้ไปผับกัน กูอยากส่องสาว” วิญญ์พูดด้วยท่าทีคึกคัก
“ส่องไปแล้วยังไง กูนอนห้องมึงนะคืนนี้ กูไม่ไปไหนด้วย กูจะนอน” ภวินทร์ทักท้วง
วิญญ์หันมาชกแขนภวินทร์เบา ๆ “เห็นกูเป็นอะไร กูก็แค่จะได้ลองคุย ๆ ไปตามประสาหนุ่มโสด มึงไม่สนบ้างเหรอ”
“กูยังมีลิน” ภวินทร์พูดเบา ๆ
วิญญ์ได้ยินก็กอดคอเพื่อน “ลินโชคดี...ที่มีมึงเป็นแฟน”
ที่ผับมีคนมากมายกว่าที่คิด แต่ยังพอมีโต๊ะเหลือให้ทั้งสองคนได้ปักหลัก ทั้งคู่สั่งเครื่องดื่มมากันคนละแก้วสองแก้ว พร้อมกับแกล้มเป็นเฟรนช์ฟรายด์กับเอ็นข้อไก่ทอด
“อย่าเพิ่งรีบขนาดนั้น” วิญญ์ยั้งภวินทร์ที่รินแล้วกระดกอยู่หลายรอบ “ดื่มตอนท้องว่างเดี๋ยวก็เมาปลิ้นอยู่แถวนี้หรอก”
ภวินทร์กำลังจะหันไปปะทะฝีปากแต่ก็ต้องยั้ง เพราะตอนนี้มีอนงค์นางหนึ่งมายืนอยู่ข้างโต๊ะ เป็นสาวตัดผมสั้นดูเฉี่ยว ใส่เสื้อกระโปรงสีแดงแนบเนื้อ ปากทาสีแดงแจ๊ด หญิงสาวเอามือแตะไหล่วิญญ์ “พี่หล่อจังเลยค่ะ ชื่ออะไรคะ”
ภวินทร์เสไปมองทางอื่นเพื่อให้ให้วิญญ์ไม่ขัดเขินที่จะต่อคารม แต่วิญญ์กลับไม่ตอบ ภวินทร์หันไปมองหน้าวิญญ์ที่นั่งเงียบ ส่วนสาวน้อยคนนั้นก็ดูประหลาดใจกับท่าทีของวิญญ์
“เพื่อนพี่ชื่อวิญญ์ครับ” ภวินทร์ตอบ “สงสัยน้องสวยจนเพื่อนพี่ตะลึง น้องมาคนเดียวรึเปล่าครับ”
“มากับเพื่อนค่ะ นั่งกันตรงนู้น ไปนั่งกับพวกหนูได้นะคะ” หญิงสาวขยิบตาแล้วเดินจากไป
เมื่อสาวสวยคนนั้นคล้อยหลังไป ภวินทร์ตบหลังวิญญ์พลางแค่นเสียง “มึงเป็นไรเนี่ย”
วิญญ์ส่ายหัวเหมือนคนเพิ่งหลุดจากภวังค์ “มึง” สีหน้าวิญญ์ดูวิตกอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน “กูลืมชื่อตัวเองอ่ะ”
ภวินทร์มองหน้าเพื่อน ไม่แน่ใจว่าวิญญ์อยู่ในอารมณ์ไหน “มึงทำงานหนักหรือเปล่าเนี่ยอาทิตย์นี้”
“ไม่นะมึง แต่กูลืมชื่อตัวเองไปเลย” วิญญ์ตอบเสียงสั่น
“อ้าว แล้วชื่อกูอ่ะ” ภวินทร์ชี้ตัวเอง
“กูจำชื่อมึงได้ จำชื่อพี่เอได้ กูแค่...จำชื่อตัวเองไม่ได้” วิญญ์กล่าว มือไม้สั่นจากความตระหนกจากการไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัว
“กูว่าวันนี้เรากลับที่พักกันเหอะ นั่งนี่ก็ไม่สนุกแล้ว" ภวินทร์เอ่ยและเรียกพนักงานมาคิดเงิน
การเรียกรถใช้เวลานานกว่าที่คิด ทำให้กว่าทั้งสองจะมาถึงห้องเช่าก็เลยเที่ยงคืนไปเรียบร้อย
เมื่อทั้งสองมาถึงบริเวณที่พัก ก็พบว่ายังมีผู้เช่าคนอื่นอยู่รอบ ๆ พอให้ใจชื้น ภวินทร์มองไปรอบ ๆ ก่อนจะหน้าถอดสี “มึง พวกเขาเป็นอะไรกันอ่ะ”
ผู้เช่าในบริเวณนั้นล้วนยืนแหงนหน้ามองฟ้า ท่าทางเหม่อลอย มือสองมือยื่นออกมาข้างหน้าเหมือนรอรับอะไรบางอย่าง
“ไม่รู้อ่ะ แต่เขาก็ยืนท่านี้กันบ่อย ๆ นะ” วิญญ์ตอบเหมือนเป็นเรื่องปกติ
“ห๊ะ...ยังไงนะ” ภวินทร์ถามย้ำกับวิญญ์ที่ดูไม่ใส่ใจกับเรื่องพิศวงตรงหน้า สติวิญญ์ดูเลื่อนลอยทั้ง ๆ ที่ก็ไม่ได้ดื่มอะไรกันไปขนาดนั้น
สักพัก ภวินทร์เห็นบางสิ่งหล่นลงพื้นข้างหน้าผู้ชายที่อยู่ใกล้พวกเขาที่สุด ผู้ชายคนนั้นก้มมองสิ่งที่อยู่ตรงหน้าแล้วใช้มือเปล่าจ้วงเข้าปาก พึมพำซ้ำ ๆ “ขอบคุณครับแม่ ขอบคุณครับแม่...”
ทันใดนั้นก็มีใครบางคนมาฉวยแขนภวินทร์ไว้ แรงกำยำดึงเขาออกมาจากเพื่อน ภวินทร์เหลือบมาทางเจ้าของมือก่อนจะพบว่าไม่ใช่ใครที่ไหน เป็นกาลันต์นี่เอง
“คุณ...”
“ชู่วววว” กาลันต์เอานิ้วชี้มาแตะปากพร้อมส่งสัญญาณเบา ๆ “คุณต้องกลับไปกับผม”
ความคิดภวินทร์กระจัดกระจาย ลืมทักษะการสื่อสารไปจนสิ้น เขาค่อย ๆ ปล่อยมือจากเพื่อนเขาและเดินตามกาลันต์ไป แต่ก่อนที่จะพ้นเขต มีเสียงตุ้บดังขึ้น เสียงเหมือนที่เขาเคยได้ยินเมื่อคืนก่อน ภวินทร์ทำใจสู้หันกลับไปมองที่ต้นตอของเสียง เห็นวิญญ์กำลังก้มลงเก็บบางอย่าง และพยายามต่อมันกลับที่อย่างทุลักทุเล พร้อมกับส่งเสียงกระท่อนกระแท่น “หลุดอีกแล้ว”
ภวินทร์เตรียมจะออกวิ่งแต่กาลันต์ยังเหนี่ยวตัวไว้ “อย่า...เดินช้า ๆ ไว้”
“อ้าว ตาแก่ มาทำไมถึงที่นี่” เสียงเย็นเยียบของกาลิกาดังขึ้นมาข้างหลัง ภวินทร์ฝืนไม่หันไปมอง สมองเขารับเรื่องที่น่ากลัวมากไปกว่าตอนนี้ไม่ได้แล้ว
“ไง ยายแก่...โทษทีที่มาบุกรุกเขต ข้าแค่จะมาเอาพ่อหนุ่มนี่ไปส่งที่ที่เขาควรอยู่เท่านั้น ไม่ได้จะมาเอาวิญญาณที่เจ้ากินอยู่ไปหรอก”
เสียงเลียปากแผล่บดังขึ้น ภวินทร์รู้สึกว่ามือเท้าตัวเองเย็น จนถึงขั้นหนาวสั่น
“พ่อหนุ่มนั่น ข้าก็อยากได้นะ ข้าได้ชื่อเขามาแล้ว จะให้เขากับข้าไม่ได้หรือไงตาเฒ่า” เสียงกาลิกาพูดเยาะ ๆ
“เจ้าจำชื่อของเจ้าได้หรือไม่” กาลันต์ถามภวินทร์เบา ๆ
ภวินทร์ขบคิด จู่ ๆ หัวก็โล่งไปหมด สรรพนามที่กาลันต์ใช้กับเขาก็เปลี่ยนไป ภวินทร์มีแต่คำถามในใจว่านี่มันเกิดอะไรขึ้นกับตัวเขากันแน่
“ถ้าเจ้าจำไม่ได้ ข้าก็พาเจ้าไปไม่ได้นะ นึกให้ออกเดี๋ยวนี้” กาลันต์เอ็ด
ภวินทร์พยายามนึกไปถึงเรื่องต่าง ๆ ในหัวมีแต่ภาพของเขากับวิญญ์ตลอดเวลาที่ย้ายมาอยู่ที่นี่ทำให้เขาขบคิดอย่างหนักว่าเพื่อนรักเขากลายเป็นผีตั้งแต่ตอนไหน สรุปว่าวิญญ์คือผีที่เขาเห็นคืนก่อน หรือคือคนละตัว
“ชื่อ!” กาลันต์ตะคอกใส่
ภวินทร์ไม่อาจรวบรวมสมาธิได้
ในช่วงเวลาที่น่าสับสนนั้น มีความอบอุ่นอาบมือข้างขวาของเขา เสียงอ่อนโยนของลินลอยมาตามลม เป็นเสียงเบา ๆ จนเขาแทบไม่ได้ยิน ภวินทร์หลับตาตั้งสมาธิกับเสียงของลิน พยายามปิดสัมผัสตนเองจากเสียงอื่น ๆ แล้วจดจ่อแค่เสียงของลิน
ในที่สุด เขาก็ได้ยินสิ่งที่ลินพูด “ผม...ผมชื่อภวินทร์”
ภวินทร์ลืมตาตื่นขึ้นมองเพดานขาวที่ไม่คุ้นเคย เตียงแข็ง ๆ ที่เขาทับอยู่ทำให้เขาปวดหลัง แต่ความอบอุ่นที่มือขวายังอยู่ เขาหันไปมอง ผู้หญิงที่หน้าตาพร่าเลือน ผมเป็นลอนสยายอยู่บนไหล่เล็ก ๆ ที่เขาคิดถึง เสียงบางอย่างค่อย ๆ ดังขึ้น “ไปตามหมอให้หน่อย เรียกหมอหน่อยค่า”
“ลิน”
“อย่าไปกับไอ้พี่วิญญ์นะ กลับมาหาลินนะพี่วินทร์” ลินเขย่ามือเขา
ภวินทร์บีบมือลินเป็นการตอบรับก่อนจะหลับตาลง
ภวินทร์นึกเรื่องคืนนั้นหลังจากที่ทะเลาะกับลินออกแล้ว เขาไปฉลองวันเกิดวิญญ์กับเพื่อนคนอื่น ๆ ขากลับขี่มอเตอร์ไซค์ตีคู่มากับวิญญ์ ทั้งคู่เมามากแต่คิดว่าขี่กลับไหวเพราะระยะทางไม่ได้ไกล ภาพสุดท้ายคือภาพดวงไฟสีขาวที่วิ่งมาหา
ภวินทร์ตื่นขึ้นอีกครั้ง ลินโผกอดเขา ไออุ่นที่คุ้นเคยทำให้เขาชะงัก เพราะกลัวว่านี่จะเป็นเพียงฝัน แต่เมื่อลินผละจากเขา เขาจึงได้เห็นหน้าลินอีกครั้ง ใบหน้าที่ไม่พร่าเลือนและไม่น่ากลัวอีกต่อไปแล้ว เป็นใบหน้าที่ดึงดูดสายตาและหัวใจของเขาไว้ “ลิน พี่คิดถึงลิน มัน...มันเกิดอะไรขึ้น”
“พี่หลับไปเป็นเดือน ลินทำทุกอย่างเพื่อให้พี่ไม่ต้องไปอยู่กับพี่วิญญ์”
“หมายความว่ายังไง”
จากนั้นลินก็เริ่มเล่าให้ภวินทร์ฟังว่าคืนก่อนที่จะทะเลาะนั้น ลินฝันว่าทั้งคู่ประสบอุบัติเหตุตรงโค้งอันตรายก่อนถึงบ้าน เธอรู้สึกใจไม่ดี ในวันนั้นเธอจึงพยายามขอร้องให้เขาไม่ไปงานวันเกิดของเพื่อนสนิท ทว่าก็เป็นดั่งที่ภวินทร์จำได้ เขาดื้อดึงจะไปให้ได้ ลินจนปัญญาจะรั้งจึงปล่อยให้ไป ประมาณช่วงตีสองครึ่งมีคนโทรหาลิน บอกว่าพบร่างของภวินทร์ตรงโค้งเดียวกันกับที่ลินฝันถึง เมื่อลินไปถึงก็รู้สึกโล่งใจที่ไม่มีบาดแผลภายนอกมากนัก แต่หัวกระแทกและไม่ได้สติ กู้ภัยคนหนึ่งถามเธอว่ารู้จักอีกร่างด้วยไหม พอลินไปดูก็ถึงกับอาเจียนออกมา วิญญ์นอนแผ่อยู่แถว ๆ ศาลที่โค้งนั้น ในสภาพที่น่าจะพุ่งออกมอเตอร์ไซค์แล้วเอาคางลงกับพื้น กรามล่างแยกส่วนจากร่าง
“พี่วินทร์มีอาการชักหลายรอบมาก เหมือนพร้อมจะไปตลอด ลินต้องจับมือพี่ไว้แล้วคอยบอกพี่ว่าอย่าไป อย่าตามไอ้พี่วิญญ์ไป”
ภวินทร์นึกย้อนถึงภาพในช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา เขาหลงคิดว่าวิญญาณของลินมาอาฆาตเขา กลับกันเป็นเขาต่างหากที่เกือบกลายเป็นผี “เสียงของลินช่วยพี่ไว้ ขอบคุณนะ”
ไม่นานหลังจากนั้น ภวินทร์ก็ได้ออกมาจากโรงพยาบาล แต่ก่อนที่เขาจะเรียกแท็กซี่ ลินก็ชี้ให้ดูบางสิ่ง
“เนี่ย ๆ ที่ศาลนี้เลยที่ลินทั้งไหว้ ทั้งถวายของทุกวันเพื่อให้พี่กลับมาอยู่กับลินน่ะ”
ภวินทร์จ้องมองพลางเพ่งพินิจ ศาลพระภูมิฐานปูนที่มีบ้านไม้ทรงไทยยกใต้ถุนตั้งอยู่หน้าโรงพยาบาล นั่นไม่สะกิดใจเขาเท่าหุ่นผู้ชายผมสีขาว สวมเสื้อสีขาวกับกางเกงขาม้าสีน้ำตาล “คุณตา...”
ลินทำหน้าแปลกใจ ภวินทร์ขอตัวเดินออกไปที่ร้านสะดวกซื้อและขนน้ำแดงกับขนมที่เขาชอบสองสามอย่างมาวางที่ศาลพร้อมกับพนมมือ
“อะไรของพี่เนี่ย”
ภวินทร์สวดจบก็จูงมือลินออกมาโดยไม่อธิบายอะไร
ทั้งคู่ขึ้นรถแท็กซี่ไปโดยมีกาลันต์โบกมืออวยพรไหว ๆ อยู่หน้าศาล
|