|
เธอ
โดย อาทิ
1.
ฉันแอบถอนหายใจ ข้าวหน้าหมูทอดราดซีอิ้วตรงหน้ารสชาติฝืดเฝื่อนขึ้นมาทันที
เป็นแบบนี้อีกแล้ว
เรากินข้าวเที่ยงที่นี่เดือนละหลายครั้ง นอกจากราคาเป็นมิตร อาหารออกเร็ว และอร่อยถูกปาก ร้านนี้ยังอยู่ในคอมมิวนิตี้มอลล์เล็กๆไม่ไกลจากบริษัท ไปมาสะดวก มีที่จอดรถเสมอแม้เป็นชั่วโมงเร่งด่วน
เมนูมักเป็นอาหารจานเดียวพร้อมเครื่องดื่มจัดเป็นเซ็ตกลางวันสลับสับเปลี่ยนกันไป มีบางครั้งที่ฉันนอกใจสั่งอย่างอื่น แต่เซ็ตอาหารส่วนมากอร่อยจนทำให้ติดใจสั่งเมนูเดิมๆ ส่วนอาหารของเธอน่าเบื่อยิ่งกว่า มันคือก๋วยเตี๋ยวน้ำใส่ฮื่อก๊วยและกาแฟร้อนรสเข้นข้น นานทีปีหนถึงสั่งอะไรที่แตกต่าง แต่เธอไม่เคยเหนื่อยอธิบายว่าเมนูที่เขียนลวกๆเป็นภาษาจีนบนป้ายหน้าร้านในแต่ละวันมีอะไร อาจชักสีหน้าสีตาบ้างหากฉันซักไซ้ถามรายละเอียดของแต่ละจาน “จะรู้ไปทำไมเยอะแยะ เพราะสุดท้ายก็สั่งของเดิมๆ” เธอว่าแบบนี้
อีกพิธีกรรมหลังทานข้าวคือการแยกย้ายไปซื้อของ ที่เราต่างคนต่างไปแล้วค่อยกลับมาเจอกัน เสร็จแล้วเธอจะขับรถกลับบริษัทโดยมีฉันนั่งข้างๆ ช่วงเวลาสั้นๆนี้เรามักคุยเรื่องสถานการณ์ในทีมตัวเอง บ่นเบื่อความไม่เอาไหน การเล่นพรรคเล่นพวกในบริษัท เพื่อนร่วมงานไม่เข้าท่าคนเดิม หรือตลกร้ายที่เราพูดไม่ได้แต่แอบมาขำกันสองคน ไม่บ่อยที่เธอแสดงอารมณ์ใดๆในออฟฟิศ แต่เวลาสิบกว่านาทีในพื้นที่แคบๆนี่แหล่ะที่ความเป็นมนุษย์ของเธอเผยออกมา ว่าหัวเราะได้ โกรธเป็น มีเลือดเนื้อ รู้สึกรู้สา แถมอารมณ์ขันร้ายกาจ ไม่ใช่หัวหน้าทีมหน้านิ่งเย็นชาแบบปกติที่ใครๆกลัวและเกรงใจ
ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่เมื่อใกล้เวลาพักเที่ยง ขาฉันจะพาตัวเองไปยืนรอแถวทางออกเพื่อติดรถเธอไปกินข้าว เมื่อไหร่ที่เธอสังเกตว่าฉันสั่งอาหารเดิมๆ เมื่อไหร่ที่เราคุยเรื่องสัพเพเหระนอกเหนือจากเรื่องงาน พูดตามตรง ฉันไม่นึกฝันด้วยซ้ำว่าคนอย่างเธอจะมาสนิทสนมกับฉัน
สนิทสนม
เธอต้องขมวดคิ้วแน่ และฉันมั่นใจว่าเธอต้องพูดหน้าตาขึงขังว่า อย่าใช้คำที่ดูมากเกินไปแบบนี้ เราไม่ได้“สนิทสนม”กันขั้นนั้น และเมื่อไหร่ที่เริ่มรู้สึกตัวว่าสิ่งนี้ใกล้เคียงกับคำนั้น นั่นคือเวลาที่เธอถอยห่างไปตั้งหลัก กลับสู่ระยะที่รู้สึกปลอดภัย เธอเป็นแบบนี้สักพักจนกว่าจะแน่ใจว่าฉันไม่ได้เข้าใกล้หรือรู้จักเธอจนเกินไป เมื่อนั้น เธอจะส่งสัญญาณอนุญาตให้เราเริ่มบทสนทนากันใหม่ อย่างช้าๆ เราจะวนกลับไปกินข้าวด้วยกันอีก แรกๆฉันพยายามหาเหตุผลกับการกระทำนี้ แต่พอรอบที่สามที่สี่ ฉันเริ่มเข้าใจว่า นี่คือการเป็นเพื่อนในแบบของเธอ
จึงเข้าใจ ยอมรับ และรอ
และนี่คืออีกวัน ที่เธอออกอาการเดิมๆ ฉันแอบถอนหายใจ
คงต้องโบกแทกซี่ออกไปหาข้าวกินเองสักพักสินะ
2.
ฉันเป็นคนต่างชาติคนเดียวในบริษัท หน้าตาอาจละม้ายคล้ายพวกเขาแต่ความแตกต่างของเราชัดเจนเมื่อฉันเปิดปาก ผู้คนรู้กันว่า ต้องสื่อสารเป็นภาษาอังกฤษกับฉัน ส่วนมากเลือกหลบเลี่ยงไม่พูดคุย แต่มีอีกจำนวนหนึ่งที่เปิดใจแม้ไม่ใช่ภาษาแม่ตัวเอง หลายคนกลายเป็นเพื่อนร่วมงานที่ทำงานด้วยอย่างสบายใจตั้งแต่แรกพบ แต่นั่นไม่ใช่กับเธอ
เธอเป็นหัวหน้าแผนกฝ่ายการตลาดของโซนยุโรป ฉันยังจำการกระชับมือทักทายที่หนักแน่น ท่าทางเด็ดขาด หน้าเฉยชา ผมสั้นติดหู และรูปลักษณ์ห้าวหาญคล้ายผู้ชายเมื่อแรกพบได้ บรรยากาศรอบเธออวลด้วยความระแวดระวัง ฉันรู้ทีหลังว่าเธอเคยเป็นตำรวจมาก่อน นั่นยิ่งทำให้รู้สึกกริ่งเกรงมากขึ้น
บทสนทนาของเราปีแรกคือการถามคำตอบคำและล้วนเป็นเรื่องงาน เข้าปีที่สอง เธอเริ่มผ่อนคลายและคุยเล่นบ้าง รู้ตัวอีกที ฉันก็เตร็ดเตร่ไปทักทายเธอตอนชงกาแฟช่วงเช้า หนักเข้าก็ติดรถไปกินข้าวกลางวันครั้งแรก ตามด้วยครั้งต่อไป จนในที่สุดเราเริ่มไปกินข้าวข้างนอกอาทิตย์ละสองสามครั้งเป็นประจำ
ก่อนการมาถึงของฉันนั้น เธอมีระยะห่างกับทุกคนเท่าเทียมกัน สุภาพแต่ไม่เป็นมิตร จริงจังแต่ไม่ก้าวร้าว ยิ้มแย้มแต่ไม่เล่นหัว ทุกคนยอมรับและคุ้นชิน จนเมื่อฉันออกไปกินข้าวกับเธอทุกบ่อย สายตาเริ่มจับจ้องที่เรา เสียงซุบซิบลอยมาตามลมว่า ทำไมเธอผู้ไม่เคยสนิทกับใครถึงเปลี่ยนไป และความสัมพันธ์สองคนนี้เป็นแบบไหน ฉันส่ายหัวกับเสียงนินทาไร้สาระ ขาพาตัวเองไปหาเธอเพื่อไปกินมื้อกลางวันตามปกติ แต่ทุกอย่างไม่เหมือนเดิม บรรยากาศอึมครึม เธอนั่งที่เดิมก็จริงแต่เหมือนมีครอบแก้วที่มองไม่เห็นครอบอยู่ เธอไม่แม้แต่เงยหน้าขึ้นมามอง
ฉันเดินออกมาเงียบๆ สมองอยากถามว่าเธอโอเคไหมแต่ใจขลาดกลัวเกินไป การเงียบเฉยนั่นเองคือคำตอบ
เธอไม่เคยอธิบายว่าช่วงสุญญากาศนี้คืออะไร แล้วฉันก็คร้านจะถาม อาจเพราะไม่รู้จะเริ่มยังไง ถามอะไร และด้วยความเป็นเธอ ฉันอาจไม่ได้คำตอบอะไรด้วยซ้ำ
หลายเดือนที่ฉันต้องนั่งแทกซี่ออกไปกินข้าวคนเดียว ถึงจะเป็นร้านเดิม แต่รู้สึกว่าอาหารไม่เหมือนเก่า ช่วงนั้นแหล่ะที่แทกซี่พาหลงไปไหนต่อไหนจนต้องโทรหาเพื่อนร่วมทีมให้ช่วยคุยกับคนขับ เป็นอีกรสชาติของชีวิตอีกแบบ
หลังข่าวลือเริ่มซา เช้าวันหนึ่งเธอส่งข้อความมาว่า ไปกินข้าวกันไหม ฉันตกลง เราไปร้านเดิม เธอยังคงอธิบายเมนูต่างๆให้ฟังก่อนสั่งข้าวหน้าหมูทอดให้ ระหว่างรออาหารเธอถามว่า ได้ข่าวว่านั่งแทกซี่หลงหรอ ฉันพยักหน้า ยอมรับเสียงอ่อย แอบประหลาดใจว่าเธอรู้เรื่องพวกนี้มาจากไหน เธอหัวเราะเบาๆ ไม่พูดอะไรต่อ เสร็จแล้วเราจึงกลับบริษัทด้วยกันเหมือนเคย
3.
แปดปีเต็มที่ฉันกับเธอบ่นเบื่อสภาพแวดล้อมและการเลือกที่รักมักที่ชังของฝ่ายบริหาร หลังจากไตร่ตรองอยู่นาน ฉันตระหนักว่า สิ่งเดียวที่สามารถเปลี่ยนได้คือตัวเอง ทางออกคือการยื่นซองขาวในเช้าวันหนึ่ง ป่วยการดันทุรังอยู่ต่อไปถ้าเราเติบโตไปละทางกับบริษัท สู้แยกทางตอนที่ยังคุยกันได้ดีกว่า
ข่าวของฉันแพร่ในบริษัทดุจไฟลามทุ่ง หลายคนเดินมาถามตรงๆ ฉันยิ้ม บอกแค่ว่านี่คือเวลาเหมาะสมแล้ว แต่เสียงซุบซิบยังคงคาดเดาสาเหตุต่างๆนานา ที่ไม่เข้าท่าที่สุดคือบอกว่าฉันเลิกกับเธอและทนอยู่บริษัทเดียวกันไม่ได้อีกต่อไป จะสนทำไม อีกแค่สามเดือน เสียงพวกนี้ไม่มีผลกับฉันอยู่แล้ว
แต่ข่าวเริ่มแพร่ไปถึงระดับผู้บริหาร ทำให้ช่วงสามเดือนยาวนานกว่าที่คิด เลขาที่ฉันสนิทด้วยเล่าให้ฟังในวันหนึ่งว่าเธอไปคุยกับเจ้าของบริษัทเรื่องนี้ บอกว่าเราทั้งคู่ต่างรับผิดชอบหน้าที่ตัวเอง ไม่เคยมีปัญหากับใคร คนในบริษัทไม่ควรมายุ่มย่ามเรื่องส่วนตัวและนินทาให้เสื่อมเสีย เธอบอกอีกว่ามันไม่เป็นธรรมกับฉันที่จะจบสัญญาการทำงานด้วยเสียงซุบซิบนินทาพวกนี้ ขอให้เจ้าของบริษัทให้ความยุติธรรมและจัดการด้วย
เลขาเสริมอีกว่า ถ้าคิดว่าปกติเธอน่ากลัว ตอนที่เธอคุยเรื่องนี้ดูดุร้ายกว่าเดิมหลายเท่า ที่สุดเจ้าของบริษัทก็คาดโทษกับกลุ่มพนักงานปากมากพวกนั้น “ไม่เคยเห็นเธอเป็นแบบนี้มาก่อนเลย” เลขาสรุป
เธอส่งข้อความมาในเช้าวันหนึ่ง เราออกไปกินข้าวเที่ยงกันตามเคย เธอเงียบกว่าทุกครั้ง ฉันเสนอเป็นฝ่ายเลี้ยง อธิบายทีเล่นทีจริงว่า เป็นค่าเหนื่อยที่เธอช่วยสั่งอาหารมานาน ต่อไปเธอไม่ต้องทนฟังฉันบ่นเรื่องที่เราคุยกันมาเป็นปีอีกแล้ว เธอยิ้มอ่อน ตอบว่า จริงสินะ เมื่อเห็นยิ้มนั้น ใจนึกอยากถามเรื่องที่เธอไปคุยกับเจ้าของบริษัท แต่ในเมื่อเธอไม่เอ่ยถึงเรื่องนี้ ฉันจึงไม่กล้าสอดรู้ถาม ได้แต่รู้สึกซาบซึ้งอยู่ในใจ
วันสุดท้าย ฉันส่งมอบงานแล้วเดินออกมาด้วยความโล่งใจที่ทุกอย่างจบลงเสียที สิ่งเดียวที่ใจหายคือมิตรภาพกับเพื่อนร่วมงานหลายคนรวมถึงเธอด้วย แต่เมื่อเวลาผ่านไป เธอคงไปไหนมาไหนกับคนอื่นแทน คนเราต้องมูฟออนกันทั้งนั้น มีอะไรคงอยู่ตลอดไปล่ะ
ฉันเริ่มงานฟรีแลนซ์ หาลูกค้าเอง มีเวลากับครอบครัวมากขึ้น ถึงมีรายรับไม่มั่นคงเท่าก่อนแต่เป็นชีวิตที่น่าพอใจ ไม่มีใครมาถามหาตัวเลข KPI ที่เป็นไปไม่ได้ หรือเอาไอเดียที่ฉันคิดแทบตายไปโยนให้ลูกค้าใช้ฟรีๆ มีบ้างที่คิดว่า ถ้ามีเพื่อนร่วมงานที่คุยกันได้บ้างคงดี และแน่นอน ฉันคิดถึงเธอ คิดถึงอาหารมื้อกลางวันของเรา
เราติดต่อกันบางครั้ง น้ำเสียงผ่านข้อความของเธอยังเหมือนเดิม สั้น ฉับไว ไร้การเสแสร้ง ส่วนมากเกี่ยวกับบรรยากาศออฟฟิศและเพื่อนร่วมงานเก่าที่ฉันรู้จัก เธอไม่เคยเล่าว่าการงานเป็นอย่างไร บอกแค่ว่า ถ้าไม่ติดต้องดูแลแม่ที่อายุมากแล้วคงลาออกเหมือนกัน และยังบอกอีกว่า เธอคิดว่าสิ่งที่ฉันทำนั้นกล้าหาญมาก
นี่เป็นครั้งแรกที่เราคุยอะไรแบบนี้ ฉันหวนนึกถึงมื้อกลางวันของเรา ปากไวเอ่ยว่า ควรหาเวลาไปกินข้าวที่ร้านเดิมด้วยกันสักมื้อ เดี๋ยวจะไปหาเธอที่บริษัทตอนเที่ยงเอง หลุดปากแล้วก็คิดว่า นี่ข้ามเส้นไปหรือเปล่า เธอจะหายไปจากชีวิตฉันไหม เดี๋ยวนี้ยิ่งไม่ค่อยได้คุยกันเหมือนก่อน ส่งข้อความไปมาแบบนี้ยากจะเห็นปฎิกิริยาว่าเธอคิดอย่างไร
เธอเงียบไปสักพักแล้วตอบว่า เอาสิ นัดวันมาเลย นี่มันเกินความคาดหมายไปมาก ฉันเขียนอย่างดีใจว่า เดี๋ยวฉันว่างแล้วจะบอกนะ
จากวันเป็นอาทิตย์ อาทิตย์เป็นเดือน จนเป็นปี ฉันยุ่งกับการใช้ชีวิต และการมาถึงของสมาชิกใหม่ในครอบครัวทำให้เหนื่อยกว่าเดิม เรายังส่งข้อความคุยกันบ้าง แต่เธอไม่เคยถามถึงวันว่างของฉันอีก
ปีต่อมา เธอเป็นหนึ่งในคนแรกๆที่ส่งข้อความอวยพรมาในวันเกิด ฉันตื่นเต้นระคนแปลกใจ ตอบขอบคุณพร้อมทั้งบอกว่าไม่คิดว่าจะจำได้ เธอตอบว่าจะลืมได้ยังไง รู้ไหมตั้งแต่เธอไม่อยู่ ออฟฟิศเงียบมาก ฉันล้อเล่นไปว่า แน่นอน เงียบเพราะไม่มีใครเดินไปกวนเธอแล้วไง แต่บางทีฉันก็คิดถึงหลายๆคนที่ทำงานนะ ไม่กล้าบอกว่าคิดถึงเธอด้วย ยังนึกจำช่วงสุญญากาศและครอบแก้วรอบตัวเธอได้ เธอเงียบสักพักก่อนส่งข้อความมาว่า
ฉันขอบคุณพระเจ้านะที่ทำให้ได้รู้จักเธอ
มันซื่อตรงจนฉันตัวชา ไม่รู้จะทำตัวยังไงนอกจากตอบไปสั้นๆว่าฉันก็เหมือนกัน เดี๋ยวจะหาเวลาไปกินข้าวด้วยนะ ในใจคิดว่า จะเอาแต่พูดไม่ได้แล้ว ต้องไปหาเธอจริงๆสักที
4.
มีเบอร์แปลกๆรหัสต่างประเทศที่ไม่คุ้นเคยโทรหาในเดือนถัดมา ถึงจะไม่แน่ใจแต่ฉันตัดสินใจกดรับ ปลายสายคือเพื่อนร่วมงานเก่าที่เคยสนิทกระทั่งเขาย้ายไปเริ่มชีวิตใหม่ที่แคนาดาพร้อมครอบครัว ฉันแปลกใจเมื่อรู้ว่าใคร นี่เป็นครั้งแรกที่เขาโทรมาตั้งแต่ย้ายไปต่างประเทศ เขารีบตัดบทก่อนฉันจะมีโอกาสพูดอะไร ถามว่ารู้เรื่องเธอไหม ฉันบอกว่าเพิ่งคุยกันเมื่อเดือนที่แล้วเอง ถามทำไม ปลายสายเงียบสักพักก่อนตอบว่า ทำใจดีๆนะ แต่เธอเสียแล้ว
ฉันทวนซ้ำด้วยความไม่เข้าใจ เขาย้ำอีกครั้งว่าเธอจากไปแล้วจริงๆ ในหัวฉันขาวโพลน ทุกอย่างว่างเปล่าชั่วขณะ พยายามทำความเข้าใจประโยคนั้น เป็นไปได้ยังไง ข้อความที่เราคุยกันยังอยู่ในโทรศัพท์เลย แม้ใจไม่ยอมเชื่อแต่ยังถามต่อไปว่า มันเกิดขึ้นได้ยังไง เขาเล่าคร่าวๆว่าเป็นอุบัติเหตุรถคว่ำเมื่ออาทิตย์ก่อน พรุ่งนี้คืองานศพวันสุดท้ายพร้อมบอกสถานที่จัดงาน เขารู้ว่าฉันสนิทกับเธอ สมควรจะรู้เรื่องนี้ จึงโทรมาบอกข่าวก่อนแสดงความเสียใจและวางสายไป
ฉันเดินทางไปงานอย่างเลื่อนลอย ใจหวังให้เป็นเรื่องโกหก เมื่อเจอเพื่อนร่วมงานและเจ้านายเก่าในชุดดำ ผัสสะสัมผัสกลิ่นธูปอวลฟุ้งรอบตัว พวงหรีดเรียงรายเต็มห้อง บรรยากาศหม่นเศร้า จึงหลอกตัวเองไม่ได้อีกต่อไป ความจริงตีแสกหน้าว่าเราไม่มีวันเจอกันอีกแล้ว ฉันต่อแถวตามทุกคนออกไปลาเธอเป็นครั้งสุดท้าย ภาพที่เรานั่งกินข้าว หัวเราะกันในรถ ความปั้นปึ่งเย็นชาที่ฉันไม่เข้าใจ ประโยคสุดท้ายที่เธอพิมพ์มา คำสัญญาที่ค้างคาไว้ ทุกอย่างไหลบ่าประเดประดังเข้ามาในหัว
ฉันเข้านั่งประจำที่ พิจมองรูป พยายามนึกภาพวินาทีสุดท้ายนั้นว่าเธอคิดอะไร คิดถึงใคร มีฉันในเสี้ยวเวลานั้นไหม ตอนนี้เธออยู่ที่ไหน และเธอจะรับรู้ไหมว่าฉันมาวันนี้ ใจก่นด่าตัวเองซ้ำๆว่าทำไมไม่ปลีกตัวไปหาเธอ ทำไมเป็นไอ้ขี้ขลาด ไม่กล้าถามว่าเธอโอเคบ้างไหม ทุกอย่างกลั่นตัวเป็นหยดน้ำใส ฉันจุดธูป ก้มทำความเคารพ เงยมองเธออีกครั้ง เราสบตากัน
ฉันรู้สึกถึงสายตาของอดีตเพื่อนร่วมงานหลายคนที่กำลังจับจ้องหน้าตาเลอะเทอะเปรอะเปื้อนแต่ฉันไม่แคร์ ใครคิดอะไรก็ช่าง ฉันอยากจดจำภาพที่เธอยิ้มเอาไว้ให้ชัดในใจก่อนจากลา
5.
มัดแหยอ่า
เสียงคุ้นเคยทำให้ต้องตั้งใจพูดอีกครั้ง รอบนี้คนขับพยักหน้า ตบเกียร์ รถทะยานออกไปอย่างรวดเร็ว ฉันลอบถอนหายใจ หลายเดือนทีเดียวกว่าจะพาตัวเองกลับมาที่นี่อีกครั้งได้ เมื่อไม่มีเธอละแวกนี้ก็ไม่มีอะไรให้อาวรณ์อีก ยกเว้นที่ๆหนึ่งที่ฉันยังจำเป็นต้องไป
แทกซี่ถึงจุดหมายปลายทางสิบห้านาทีให้หลัง ฉันเดินตามกลิ่นเครื่องเทศเข้าไปในซอกหลืบของอาคารอย่างคุ้นเคย ไม่นานก็เห็นร้านอาหารและร้านขายยาจีนข้างๆ ฉันพยักหน้าให้พนักงานก่อนหาที่นั่ง ตามองเมนูที่เขียนลวกๆบนไวท์บอร์ด แล้วสั่งข้าวหน้าหมูทอดที่คุ้นเคย
อาหารมาอย่างรวดเร็ว ฉันพินิจมองก่อนค่อยๆตักเป็นชิ้นพอดีคำแล้วคีบส่งเข้าปาก รสสัมผัสหมูยังคงกรอบนอกแต่นุ่มนวลดังเดิม กลิ่นพริกไทย ซีอิ้วขาวและเครื่องหมักปรุงอวลในโพรงปาก ฉันค่อยๆเคี้ยวคำแรกอย่างตั้งใจ ให้ทุกอณูของอาหารกำซาบเข้าไปในกระพุ้งแก้ม เนื้อตัว หัวสมอง แล้วหลับตา
เธออยู่ตรงนั้น นั่งยิ้มมุมปาก ตาเหลือบมองฉันพร้อมจิบกาแฟร้อนเงียบๆเหมือนเคย
คนในร้านทยอยหายไปพร้อมเวลาพักเที่ยงที่ใกล้จบลง อาหารตรงหน้าพร่องไปเกือบครึ่ง พนักงานคนหนึ่งเดินมาทัก ฉันตะกุกตะกักตอบว่าพูดภาษาจีนไม่ได้ เขาคลี่ยิ้ม ถามด้วยภาษาอังกฤษชัดเจนว่าอาหารอร่อยหรือไม่ ฉันละล่ำละลักว่าอร่อยมาก เพียงแต่นานมาแล้วที่เคยมาที่นี่กับเพื่อน จึงเผลอคิดถึงบรรยากาศเก่าๆพร้อมขอโทษที่นั่งนานเกินพอดี
เขาโบกไม้โบกมือไม่ถือสา ทำหน้านึกได้แล้วบอกว่าจำหน้าได้แล้ว ที่เคยมากับผู้หญิงผมสั้นใส่แว่นคนที่ชอบสั่งก๋วยเตี๋ยวน้ำใส่ฮื่อก๊วยนี่นา ว่าแต่คนๆนั้นก็ไม่มาที่ร้านหลายเดือนแล้ว ฉันยิ้มเจื่อน ตอบว่าฉันเองก็ไม่ได้เจอเธอนานแล้วเหมือนกัน เขาพูดต่อว่า เคยแนะนำอาหารจานใหม่ๆให้เธอเพราะเห็นว่าสั่งอยู่อย่างเดียว เธอบอกว่าชอบของเดิมๆ แต่ไว้เพื่อนมากินด้วยเมื่อไหร่จะแนะนำเมนูพวกนี้ให้เพื่อนคนนั้นเอง
แต่เธอมาคนเดียวตลอด เพื่อนที่เธอว่าก็ไม่เคยมาเลยนะ เขาเปรยก่อนหันมาถาม คุณเป็นเพื่อนคนที่ว่าหรือเปล่า ฉันยิ้มจืด ตอบว่าฉันนี่แหล่ะเพื่อนคนที่ว่า เขาพยักหน้ารับรู้ หัวคิ้วขมวดแวบหนึ่งก่อนขอตัวไปเก็บโต๊ะอื่น
ฉันค่อยๆจัดการอาหารในจานทีละคำช้าๆจนหมด รู้สึกเหมือนภารกิจที่ค้างคาสำเร็จเสร็จสิ้น เมื่อดื่มชาร้อนเสร็จจึงหันไปพยักหน้ากับพนักงานคนเดิมเพื่อขอบิลค่าอาหารพร้อมควานหากระเป๋าสตางค์ในเป้ข้างตัว เสียงของเขาทำให้ฉันชะงักงัน
ไม่ต้องจ่ายครับ ผมนึกได้ว่าเพื่อนคุณจ่ายไว้แล้ว ที่เขาบอกว่าเพื่อนจะมากินข้าวด้วยน่ะ เขากลัวว่าวันไหนคุณมาแล้วจะคลาดกัน เขาบอกว่ายังไงคุณก็ต้องมาแน่ๆเลยทิ้งเงินเอาไว้น่ะครับ
เป็นอีกครั้งที่ฉันเดินร้องไห้ออกมาโดยไม่แคร์สายตาใคร
ฉันเองต่างหาก ที่ต้องขอบคุณทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำให้ได้รู้จักเธอ
|