 |
กลับมา (แล้ว) กลับไป (อีก)
โดย บุหงามารีย์
ผมกลับมาถึงหาดใหญ่อีกครั้ง
ในรอบ 13 ปี
เมืองที่ผมเคยหันหลังให้และจากไปเนิ่นนาน
ภูมินทร์
ทันทีที่ได้รับแจ้งข่าวการตายของเธอ ผมรีบลางาน จองตั๋วรถไฟ เดินทางราว 4 ชั่วโมงกว่า ๆ จากเคแอลเซ็นทรัลก็ถึงเขตพรมแดน แบกกระเป๋าสัมภาระซ้อนท้ายวินมอเตอร์ไซค์เพื่อตรวจเอกสาร ผ่านกระบวนการด่านตรวจคนเข้าเมือง นั่งแออัดมาในรถตู้ปาดังเบซาร์มุ่งหน้าสู่หาดใหญ่ ตรงไปที่วัดใหญ่แถวมหาวิทยาลัย
ภูมิผละตัวเองจากการต้อนรับแขกเหรื่อเดินมาต้อนรับ ตาเขายังแดง ๆ แลดูอิดโรยและยังมีร่องรอยของน้ำตา ขอบคุณมากนะที่มา, เสียงแผ่วเบา ผมเดินตามเข้าไปข้างในศาลาวัด ไหว้ทักทายญาติ ๆ ฝ่ายเจ้าภาพ ผมเดินเข้าไปเคารพศพ โลงประดับดอกไม้สดโทนสีม่วงอ่อนผสมสีขาว ไม่จุดธูป ไม่มีบทสวด ผมนั่งสงบนิ่งและสื่อสารกับเธอผู้อยู่หลับไหลนิรันดร์อยู่ในโลงนั้น อย่างเงียบ ๆ
ดาริกา, วันนี้สินะ ที่เธอตาย เอ่อ จริง ๆ ก็เมื่อวาน, ฉันมาถึงแล้วนะ มาตามคำขอร้องของเธอ, ผมสบตากับรูปถ่ายสีขาวดำ หญิงสาวเจ้าของดวงตาโศกซึ้งส่งรอยยิ้มหวานราวรับรู้
ไปกินข้าวกันก่อนเถอะ เดินทางมาเหนื่อย ๆ, งานศพภาคใต้สมัยนี้นิยมเลี้ยงอาหารแบบบุฟเฟ่น่ะ ดีกับเจ้าภาพไม่ต้องจัดการอะไรมาก ประหยัดด้วย อ้อ.. อันนั้นหมูหวานนะ อย่าเผลอไปตักกินล่ะ นอกนั้นกินได้หมด แกงส้มนี่ก็อร่อย กินกับปลาหลังเขียวทอด ลองชิมดู ๆ, ภูมิพูดเสียงเบา ๆ ไปเรื่อย ตั้งแต่ตรงโต๊ะวางอาหารมาจนถึงโต๊ะนั่งกิน
นี่ลางานมากี่วันล่ะ, สิบวัน กะจะมาช่วยภูมิจัดการงานศพให้เรียบร้อย มีอะไรให้ช่วยบอกได้เลยนะ, ขอบคุณมาก ดาวเขาเหนื่อยมากเลยนะ มะเร็งปอดน่ะ หมอให้คีโมไปหลายครั้งแล้ว อาการแย่ลงเรื่อย ๆ ตอนตรวจเจอก็ระยะที่สี่แล้ว เดือนสุดท้ายนี่เขาขอหมอกลับมาอยู่บ้าน เราก็ทำใจกันมาตลอดนะ
ดูเหมือนว่าตาของเขาจะแดงขึ้นอีก ภูมิสูดลมหายใจนิ่งเงียบไปอึดใจหนึ่ง..
ดวงตานั้นทำให้ผมนึกไปถึงวันที่เขาแต่งงาน เมื่อ 13 ปีก่อน วันแต่งงานเป็นวันสำคัญที่สุดในชีวิตของภูมิ เป็นอีกวันที่เขาน้ำตารื้นกลบหน่วยตา ไม่นึกว่าจะมีวันนี้ ภูมิบอก น้ำตาเปื้อนรอยยิ้มของความยินดี
งานจัดเลี้ยงมื้อกลางวันในโรงแรมกลางเมืองย่านที่นักท่องเที่ยวเดินกันพลุกพล่าน โต๊ะจีนร้อยโต๊ะแขกเหรื่อเพื่อนฝูงมาร่วมงานอย่างอบอุ่น ด้วยทั้งเจ้าบ่าวเจ้าสาวก็เป็นเพื่อนที่เรียนด้วยกันมาตั้งแต่สมัยมัธยมฯ บรรยากาศคล้ายกับงานเลี้ยงรุ่น
ผมในฐานะเพื่อนสนิทที่สุดของภูมิ ก็รับหน้าที่เป็นเพื่อนเจ้าบ่าวคอยช่วยจัดการงานทั้งหมด เลือกชุด เลือกแพคเกจพรีเวดดิ้ง เลือกเมนูอาหาร จริง ๆ ก็แทบจะเลือกทุกอย่างร่วมกันกับเจ้าสาวอยู่แล้ว ตอนนั้นดาวยังเผลอแซวผมว่า รู้ใจภูมิขนาดนี้อีกนิดเดียวก็แทบจะแต่งงานแทนฉันได้เลยเนี่ยยยย “ติดอยู่ที่เป็นผู้ชาย...” ประโยคนั้นทำให้ดาวหยุดชะงัก อยากจะไล่งับคำพูดที่ไม่ควรพูดกลับคืนมา แต่ก็ไม่ทันการณ์แล้ว เอ่อออ ฟลุ๊คเราขอโทษนะ
เรื่องราวเหล่านั้นผ่านมาเนิ่นนานจริง ๆ หลังจากงานแต่งงานเสร็จสิ้นไปประมาณหนึ่งสัปดาห์ ช่วงระหว่างคู่บ่าวสาวบินไปฮันนีมูน ผมก็เดินทางข้ามประเทศมาตั้งหลักชีวิตที่กัวลาลัมเปอร์ ได้งานทำเป็นหัวหน้าเชฟ ร้านอาหารยุโรปสุดหรูใจกลางเมืองหลวงประเทศมาเลเซีย จนกระทั่ง...
ยุทธนา ปวีณา
ภูมิหันไปเห็นนิวกับยุทธเดินเข้ามาในบริเวณงาน เขารีบเดินไปต้อนรับ หายไปสักพักก็เดินกลับกันมาที่โต๊ะกินข้าวด้วยกัน “เฮ้ย ฟลุ๊ค !! ดีใจจังที่ได้เจอแก เราน่าจะเจอกันครั้งสุดท้ายตอนงานแต่งภูมิดาวใช่ป่าว คิดถึงจังเลย” นิวทักทายเสียงใส ยิ้มหวานเช่นเคย
นิวเป็นเพื่อนสนิทของดาวตั้งแต่สมัยเรียน ม.ปลาย ห้องศิลป์ฝรั่งเศส สาวน้อยหน้าออกฝรั่งผิวขาวจมูกโด่งร่างสูงโปร่ง นิสัยห้าว ๆ ลุย ๆ ชอบเล่นบาสฯ เป็นชีวิตจิตใจ นิวในวันนี้ยังมีแววตาซุกซนแบบนั้นอยู่เต็มเปี่ยม แววตานี้สินะ ที่เขาเรียกว่า ‘ความเบิกบานใจ’ หรือ ‘พลังชีวิต’ อะไรเทือก ๆ นั้น
นิวในลุคใหม่กับทรงผมสกินเฮดอย่างเท่ รอยสักตรงต้นคอขาวรับกับต่างหูเพชรแบบเรียบเรียงตัวสี่เม็ดเล็ก ๆ หูอีกข้างว่างเปล่า เสื้อเชิ้ตสีดำสุดเนี้ยบเรียบกริบ “นิวเปลี่ยนไปเยอะเลยนะ หล่อขึ้นมากเลย” ผมไม่ได้ชมเกินจริง เขี้ยวเล็ก ๆ ด้านขวาของนิวส่งให้เรียวหนวดบนริมฝีปากชมพูสวยยิ่งสะดุดตา “เราตัดหน้าอกแล้ว พอเทคฮอร์โมนขนก็เลยเยอะขึ้นน่ะ” นิวกระซิบกระซาบข้างหู “แต่ข้างล่างยังเหมือนเดิมนะ ยุทธเขาโอเค เราเองก็โอเค”
ยุทธเดินมาถึงโต๊ะพร้อมกับภูมิ ในชุดเดรสทรงสุภาพสีดำเรียบร้อย กระโปรงคลุมเข่ารับกับรองเท้าคัทชู เกล้าผมกึ่งทางการ ไม่หลงเหลือเค้าโครงของกระเทยหัวโปกเมื่อวันวานอีกเลย ยุทธเจ้าของสโลแกน ‘เกิดแต่กับกู’ ผู้มาก่อนกาล ลูกชายคนโตของนายทหารชั้นสัญญาบัตรในค่ายตีนเขาคอหงส์ ว่ากันว่าพ่อของเขาดุมาก
วีรกรรมของยุทธที่เล่าลือกันทั่วในยุคสมัยนั้นคือเขาล้มพ่อตัวเองได้ด้วยท่าจระเข้ฟาดหางปิดจบในกระบวนท่าเดียว, มันเป็นคืนเลวร้าย ตอนนั้นช่วง ม.5 ยุทธแต่งหญิงครั้งแรกในชุดเชียร์ลีดเดอร์กลับบ้าน หลังงานกีฬาสีที่เจ้าตัวทุ่มเทฝึกซ้อมกับทีมอย่างเต็มที่
เวลาเดียวกันกับที่พ่อของเขากลับจากงานกินเลี้ยง เมาเต็มคราบ กำลังบรรเลงเพลงส้นตีนฟาดกระหน่ำสีข้างแม่ แม่ตัวสั่นด้วยความกลัว เจ็บปวด ทรมาน ผิดหวัง แม่น่าจะโกรธด้วย แต่เหมือนว่าพลังของความโกรธยังไม่มากพอ ทำได้แค่ยกมือไหว้ประหล่ก ๆ ขอร้องให้พ่อหยุดกระทืบ
แม่ไม่มีน้ำตาสักหยด เพราะถ้ามันเล็ดลอดออกมาแม้เพียงหยดเดียว นั่นหมายถึงจำนวนตีนอีกนับไม่ถ้วนที่จะกระหน่ำลงมาอีก
ยุทธเดินเข้าบ้านมาด้วยชุดเชียร์ลีดเดอร์ เครื่องประดับจัดเต็มและเมคอัพที่ยังแน่นเต็มใบหน้า “อีกะเทยยยย !! มึงไม่ใช่ลูกกู ออกไปให้พ้นจากบ้านกู” จังหวะที่แม่ถลาไปคว้าขาพ่อไว้ ยุทธวิ่งไปในห้องนอนหยิบปืน แค่อยากจะยิงออกไปส่ง ๆ เท่านั้น แต่ไม่นึกว่าจะทำให้พ่อนอนเป็นผักอยู่สี่ห้าปี ให้แม่เช็ดขี้เช็ดเยี่ยวก่อนตายจากไป เมื่อสองปีก่อน
“คืนนั้นเราหนีไปนอนบ้านนิวน่ะ แม่นั่งไปกับรถฉุกเฉินด้วย พอถึงโรงพยาบาล เขาก็ทำแผลให้แม่ รักษาตัวพ่อ จระเข้ฟาดหางอะไร เค้าไม่เรียนมวยให้เหนื่อยหรอกเธอ ปืนนี่แหละ ปิดจบได้ดีที่สุดแล้ว” ยุทธเคยเล่าประมาณนี้เมื่อนานมาแล้ว
แต่คืนนี้ ยุทธคือสาวสวยคนหนึ่ง สวยสง่าแบบผู้หญิงวัยกลางคน, อายุสี่สิบสอง ผู้เพิ่งได้เป็นเจ้าสาวไปหมาด ๆ ยุทธแต่งงานกับนิวไปเมื่อเดือนที่แล้ว ใช่, นิวคือเจ้าบ่าว ความรักที่ตกลงกันว่าถ้าจนอายุสี่สิบแล้วต่างคนยังไม่มีใคร เรามาแต่งงานกันนะ ยุทธและนิวต่างเฝ้ารอคนที่ใช่ เนื้อคู่ รักแท้ คนที่จะแต่งงานด้วย
จนกฎหมายสมรสเท่าเทียมสำเร็จแล้ว แต่ภารกิจหาคู่ครองของทั้งคู่ก็ยังไม่สำเร็จสักที คบคนนั้นเลิกคนนี้วนลูปไปมา เอาไปทั่วมั่วไปหมด ไม่ลงเอยกับใครได้สักที
ว่าไป, นี่ก็เป็นคู่ที่ลงตัวดีนะ คนหนึ่งรัดหน้าอก ปิดบังสัญลักษณ์ความเป็นหญิงไม่ให้สายตาใดล่วงล้ำแอบมอง อีกคนกินยาคุมให้หน้าอกที่แบนราบมีเนินโค้งรอวันตั้งเต้า คนหนึ่งรังเกียจเลือดแดง ๆ ที่ไหลจากหว่างขาทุกเดือนว่าเป็นส่วนเกินของชีวิต อีกคนก็เหนื่อยใจกับไอ้พวงห้อยแสนอุบาทว์ที่หว่างขานั่นเช่นกัน คนหนึ่งเทคฮอร์โมน ส่วนอีกคนก็ต้องแต๊บไว้ก่อน “เราแต่งงานกันด้วยกฎหมายปกติเลยจ๊ะ แค่กลับหัวกลับหางกันนิดหน่อย” ใครสักคนในสองคนนี้เป็นคนพูด
ดาริกา
ดาวเขียนอีเมล์ส่งหาผมช่วงกลับมารักษาอยู่บ้าน ราวกับรู้ล่วงหน้าว่าเหลือเวลาชีวิตอีกไม่นาน ข้อความในจดหมายเต็มไปด้วยความจำนนน้อมรับต่อลิขิตโชคชะตา แต่ก็มีอีกหลายความฝันที่ยังค้างคาและคาดว่าคงจะยังทำไม่จบ ‘ฟลุ๊กสัญญากับเรานะ, ว่าจะช่วยภูมิจัดการงานศพของเรา’
หลายความรู้สึกติดค้างและเสียใจ ‘เราขอโทษที่แย่งภูมิมาแต่ก็ดูแลเขาได้ไม่ดีพอ เราหวังว่าพวกเธอทั้งสองคนจะกลับมาสานต่อความสัมพันธ์กันได้นะ กฎหมายสมรสเท่าเทียมสำเร็จแล้ว ฉันจะรอฟังข่าวดีของพวกเธอ แล้วจะคอยส่งความยินดีมาให้แน่นอน’
คืนนั้นผมฝัน,
ในฝันผมเห็นบึงน้ำหลังโรงเรียนมัธยมฯ เหตุการณ์ในอดีตฉายชัดในห้วงยามของความฝัน คืนวันที่เราสามคนอยู่ด้วยกัน เราเคยไปนั่งเล่นด้วยกันบ่อยๆ หลังเลิกเรียน ส่วนใหญ่เป็นวันศุกร์ เราจะนัดหมายกันไปที่บึง ภูมิจะขี่รถเครื่องโดยมีดาวซ้อนท้าย ส่วนผมนั่งถัดไปจากดาวเป็นคนซ้อนคนที่สาม มีกระเป๋าถือสีดำบาง ๆ กั้นไว้ระหว่างผมกับดาว
ที่บึงน้ำ เราจะวางกระเป๋าเอาไว้ใต้ต้นหูกวาง แล้วไปนั่งเล่นริมบึง สายลมพัดเอื่อย ผมยาวสลวยของดาวพัดไหวไปตามลม โบว์สีน้ำเงินผูกผมรวบสูงเอาไว้หลวม ๆ ภูมิเก็บดอกกระดุมทองเอาไว้เต็มกำมือ แล้วมานั่งเรียงร้อยเป็นมงกุฎดอกไม้สีเหลืองสดสวย สวมให้หญิงคนรัก ด้วยความรัก
“เอ้า ฟลุ๊ค !” ดอกกระดุมทองหนึ่งดอกถูกยื่นมาตรงหน้า “เราให้” ผมรับมาไว้ในมือ “ขอบใจนะ” เราจะนั่งเล่น พูดคุยเรื่องหนังที่มาใหม่ช่วงนี้ หนังสือการ์ตูนเวอร์ชั่นล่าสุดที่มาถึงร้านเช่าหนังสือ ยามเวลาโพล้เพล้ หรือที่คนใต้เรียกว่า ‘หวันมุ้งมิ้ง’ เพื่อนรักสามคนก็จะพากันกลับบ้าน
ปกติเราต้องติดไฟแดงตรงสามแยกหน้าโรงเรียน รอเลี้ยวขวา แต่วันนี้รถบัสใหญ่สองคันจอดเคียงคู่กัน เหมือนกำแพงกั้นสูงใหญ่ ภูมิจอดทิ้งระยะห่างหลังรถบัสออกมา รถบัสรถใหญ่นั้นจะมีจุดอับสายตาหลายจุด ต้องกำหนดที่ทางของเรา รถเล็กๆ ให้ดี ให้ปลอดภัย
ยิ่งมองไป รถบัสสองคันก็เหมือนจะยืดตัวรถสูงขึ้นจนกลายเป็นหน้าผาขนาดมหึมา ภูมิไม่มีพื้นที่ให้เลียบออกไปทางซ้ายได้เลย จึงตัดสินใจขี่รถออกไปทางขวา
เป็นจังหวะเดียวกันกับที่รถหกล้อวิ่งสวนเข้ามา ด้านซ้ายคือกำแพงรถบัส ส่วนด้านขวาคือรถบรรทุกที่วิ่งมาด้วยความเร็วสูง เราสามคนบนรถมอเตอร์ไซค์เป็นสิ่งมีชีวิตลีบแบนที่ติดอยู่ตรงหว่างกลาง ผมหลับตาปี๋ด้วยความกลัว ได้ยินเสียงดาวกรีดร้องด้วยความตื่นตระหนกตกใจ
รถบรรทุกหกล้อเคลื่อนผ่านไป เราพากันเหลียวหลังหันกลับไปมอง กลับพบว่า ท้องถนนนั้นว่างเปล่าและมืดมิด ไร้วี่แววของรถบรรทุกสักคัน เป็นหัวค่ำที่ไฟฟ้าตรงถนนยังไม่เปิด บริเวณโดยรอบจึงเป็นสีดำสนิท
ภูมิเหมือนได้สติก่อน รีบประคองรถเพื่อสตาร์ทเครื่องอีกรอบ แต่ไม่ว่าจะใช้เท้ากระทืบลงไปที่คันสตาร์ทกี่ครั้ง ๆ ก็ไม่บังเกิดผล “น้ำมันก็ไม่หมดนะ” ผมกับดาวจึงลงมาช่วยกันเข็นท้าย โดยภูมิประคองแฮนด์รถกำหนดทิศทาง
ในความมืดมิด จู่ ๆ แสงไฟจากห้องโดยสารรถบัสสองชั้นทั้งสองคันก็เปิดสว่างจ้า ตามมาด้วยเสียงเพลงเบสฮึ่ม ๆ ตามสไตล์เครื่องเสียงรถบัสท่องเที่ยว เสียงเพลงแดนซ์มันส์ ๆ เวอร์ชั่นเทสใต้ดังสนั่น เราสามคนมองตามขึ้นไปบนรถบัส พบกับความสยองสุดขีด
ใบหน้านับสิบปรากฎขึ้นที่หน้าต่างกระจกรถบัส ใบหน้าที่ไม่มีเนื้อหนังใด ๆ หากเป็นเพียงแค่โครงกระโหลก บางใบหน้ามีหมวกปีกกว้างสวมแว่นตาดำ บางใบหน้าใส่หมวกแก๊ป ใบหน้าเหล่านั้นมองเห็นเราแล้วเหมือนได้รับคำสั่ง ‘ให้ออกไล่ล่าอย่างบ้าคลั่ง’ ได้ยินเสียงฝีเท้าหนัก ๆ วิ่งลงมาจากรถบัส เราสามคนทิ้งรถโดยอัตโนมัติ ต้องโกยแน่บ !
ภูมิคว้ามือดาวไว้แล้วรีบหนีกันสุดกำลัง ผมวิ่งตามหลังไปติด ๆ แสงสว่างจากทางแยกเหมือนเป้าหมายปลอดภัยให้เราวิ่งไปเจอแสงสว่างเพื่อรอดพ้นจากพวกผีประหลาดนี้ แต่ผมยิ่งวิ่งกลับยิ่งช้าลง ระยะห่างจากภูมิดาว และผม ทอดห่างออกไปเรื่อย ๆ เรื่อย ๆ
ผมตะโกนเรียกภูมิกับดาว แต่ไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมาจากลำคอ เป็นเพียงปากอ้ากว้าง ขยับขึ้นลง พะงาบ ๆ ผมวิ่งในจังหวะหนืดเดียวนั้นเหมือนภาพสโลว์โมชั่น จนเหล่าผีโครงกระดูกไล่ตามทัน มันเข้ามามะรุมมะตุ้ม รุงรัง คล้ายถูกห่อหุ้มด้วยถุงพลาสติกขนาดใหญ่ ผมหายใจไม่ออก
ทุกอย่างดับมืดลง และผมสะดุ้งตื่น
ฟารุก
อีเมล์ฉบับนั้นเหมือนเป็นการสั่งเสียครั้งสุดท้ายของดาว เธอเงียบหายไปยาวนานเกือบเดือน จนกระทั่งวันที่ได้รับสายโทร ผ่านทาง whatsapp เป็นน้ำเสียงอ่อนแรงของภูมิ แจ้งข่าวการตายของเธอ
ผมเปิดอีเมล์ฉบับนั้นอ่านอีกครั้ง
‘เราจัดชุดแต่งงาน จัดเครื่องประดับ เตรียมไว้ให้ฟลุ๊คแล้วนะ ชุดที่ฟลุ๊คช่วยเราเลือก ช่วยเราจัดการงานแต่งงานทั้งหมด เราขอบคุณมาก’
‘ตอนนั้นที่เราเผลอพูดแรงกับฟลุ๊ค เราขอโทษนะ’
ทันทีที่ได้รับแจ้งข่าวการตายของเธอ ผมรีบลางาน จองตั๋วรถไฟ แจ้งว่าลางาน 10 วัน ไปช่วยจัดการงานศพเพื่อนรักสมัยมัธยมฯ แต่ผมไม่ได้แจ้งว่า เพื่อนรักคนนี้เป็นคนรักของคนรักของผม
หลังครบ 10 วัน ผมจะกลับมาทำงานตามปกติ หันหลังให้เมืองนั้นอีกครั้ง ไม่มีแผนแต่งงานภายใต้กฎหมายสมรสเท่าเทียมระหว่างเรา ผมจะจากไปอีกครั้ง เนิ่นนาน ไปอยู่ในอีกประเทศที่การอนุญาตแต่งงานของคนเพศหลากหลายยังย่างกรายไปไม่ถึง
ณ ที่นั่น ผมจะปลอดภัยดี
|