|
00:07
โดย ปานาลิส
กริ๊ง...
เสียงแหลมสูง สั่นระรัว ของโทรศัพท์บ้านรุ่นเก่า ดังก้องในความมืด
กริ๊ง...
กริ๊ง...
เขาเหลียวซ้ายแลขวาอย่างระมัดระวัง ผ่อนลมหายใจโล่งอกเมื่อเห็นว่าทั่วทั้งห้องโถงของตัวบ้านชั้นล่างปราศจากเงาของผู้อื่น แล้วรีบก้าวออกมาจากมุมที่ซ่อนตัวอยู่ เอื้อมมือไปหยิบหูโทรศัพท์เปรอะคราบสีน้ำตาลเกรอะกรังขึ้นมาจากพื้นบ้าน
ทุกวัน เขาพยายามดูแลความสะอาดภายในบ้านเท่าที่พอจะทำได้ แต่เขาไม่สามารถทำอะไรกับคราบน่าเกลียดพวกนี้ได้ เหมือนกันกับที่เขาไม่สามารถทำอะไรตัวเครื่องโทรศัพท์ซึ่งยังคงกองเค้เก้อยู่บนพื้นมาตั้งแต่วันที่มันถูกพ่อโยนลงไป
ครั้งหนึ่งคราบพวกนี้เคยเหนียวเหนอะหนะ แต่เมื่อเวลาผ่านล่วงเลยมา พวกมันก็แทบจะกลายเป็นส่วนหนึ่งกับสีกระด่างกระดำของตัวเครื่องไป
“ฮัลโหล แม่ครับ”
แม่ของเขาจะโทรมาทุกคืนหลังผ่านเที่ยงคืนไปเจ็ดนาที เป็นแบบนี้มาสม่ำเสมอไม่เคยขาด
“ฮัลโหล ลูกชายของแม่ วันนี้เป็นยังไงบ้างลูก?”
“ผมสบายดีครับแม่”
“กินข้าวรึยัง?”
“กินแล้วครับ”
“วันนี้โดนพ่อดุรึเปล่าลูก?”
“ไม่โดนครับแม่”
ทุกคืน แม่จะถามเขาด้วยคำถามเดิมซ้ำๆ และเขาก็จะตอบคำถามของแม่แบบเดิมซ้ำๆ เหตุการณ์จะดำเนินไปแบบนี้เสมอ จนกระทั่งถึงเมื่อคืนวาน ตอนที่ผู้ชายคนนั้นกลับมา...
ผู้ชายคนนั้น...
ใช่แล้ว... ผู้ชายคนนั้นเป็นพ่อของเขาเอง
และพ่อเกลียดเสียงโทรศัพท์
เมื่อคืนวาน พอพ่อได้ยินเสียงแหลมๆ ของมัน พ่อก็วิ่งโครมครามลงมาจากชั้นบน จ้องมองโทรศัพท์ที่วางนิ่งอยู่บนพื้นอย่างกับมันเป็นสัตว์ประหลาด ก่อนจะตะโกนด่าทอยาวเหยียดเสียงดังเอ็ดตะโรลั่นไปทั้งบ้าน ตามด้วยการคว้ามันยกขึ้นเหนือศีรษะ แล้วทุ่มลงพื้นเต็มแรง ตัวเครื่องรุ่นเก่าที่เป็นเหล็กเนื้อแข็งกระทบพื้นปูนดังโครมเบ้อเริ่ม
ตลอดเวลานั้น เขาทำได้แค่ขดตัวซุกอยู่ในซอกหลืบมืดๆ ของห้อง นึกหวาดกลัวจับใจว่าพ่อจะหันมามองเห็นเขาเข้า
โทรศัพท์เงียบเสียงไป
พ่อโวยวายต่ออีกหน่อยจนพอใจ แล้วถึงกลับขึ้นชั้นบน
ส่วนเขาก็เลยพลาดโอกาสที่จะได้คุยกับแม่
แต่ก็เพราะเหตุการณ์นั้น คืนนี้ เขาเลยคิดว่าจะลองชวนแม่คุยด้วยเรื่องที่แตกต่างไปจากเดิม
“เราไม่เจอกันนานแล้วนะครับแม่”
“เรา... ไม่... เอ้อ... ไม่เจอกันนาน... เราไม่เจอกันนานขนาดนั้นเลยเหรอจ๊ะ?”
แม่ทวนคำผมด้วยน้ำเสียงลังเล
“ก็ใช่น่ะสิครับ ตั้งแต่แม่ออกจากบ้านไป ผมก็ไม่ได้เจอแม่อีกเลยนะครับ”
“แม่ออกจากบ้าน...? แม่ไม่ได้ตั้งใจจะออกจากบ้านมาเลยจริงๆ นะลูก”
“ผมเข้าใจครับแม่... แต่ไม่ว่ายังไงมันก็นานแล้วใช่มั้ยล่ะครับแม่?”
“นั่นสินะจ๊ะ หนึ่งปี...”
น้ำเสียงแม่เต็มไปด้วยความไม่สบายใจ
“หนึ่งปีได้รึยังนะลูก?”
“หนึ่งปี... เราไม่เจอกันมาหนึ่งปีแล้วสินะครับ...”
“นั่นสินะ... หนึ่งปี”
น้ำเสียงแม่เปลี่ยนเป็นโล่งอก
“ลูกของแม่ใกล้จะเป็นหนุ่มแล้ว แต่ก็ยังเป็นเด็กดีอยู่เหมือนเดิมใช่มั้ยจ๊ะ?”
“ครับแม่”
เขาปด
“แล้วมีเพื่อนเยอะรึยังลูก?”
“แม่ล่ะครับ แม่อยู่ที่นั่นสบายดีมั้ย?”
เขาทำเป็นถามกลับ เพราะไม่อยากปดแม่มากไปกว่านี้
“จ้ะ แม่สบายดี”
“แม่โทรมาจากไหนเหรอครับ?”
“เอ๊ะ... ที่ไหน... ที่ไหนงั้นเหรอลูก?”
“แม่บอกผมหน่อยสิครับว่าตอนนี้แม่อยู่ที่ไหน? ผมคิดถึง ผมอยากไปหาแม่”
“เอ๊ะ... นั่นสิ... เดี๋ยวนะ... ที่นี่มันที่ไหนกันนะ?”
น้ำเสียงของแม่เต็มไปด้วยความวุ่นวายใจอีกครั้ง
“แม่... แม่ก็ไม่รู้ลูก เอ... แม่อยู่ที่ไหนกันนะ...? ทำไมแม่นึกไม่ออกเลย...”
“ไม่เป็นไรครับแม่ นึกไม่ออกก็ไม่เป็นไรเนอะ งั้นนี่แม่โทรหาผมจากไหนครับ? บ้านคน หรือว่าร้านค้า?”
“ตู้โทรศัพท์ลูก แม่อยู่ในตู้โทรศัพท์สาธารณะจ้ะ”
มือของเขากำหูโทรศัพท์แน่นเข้า
แม่คงไม่รู้...
ใช่... แม่ของเขาไม่รู้ว่าเวลามันผ่านล่วงเลยมานานขนาดไหน...
แม่ไม่รู้ว่าเดี๋ยวนี้ไม่มีใครที่ไหนใช้โทรศัพท์สาธารณะกับโทรศัพท์บ้านกันอีกต่อไป...
แม้แต่โทรศัพท์ในมือเขาเครื่องนี้ ก็ไม่มีสัญญาณมานานนักหนาแล้ว
“แล้วข้างนอกตู้มีอะไรบ้างครับ? แม่พูดให้ผมฟังหน่อยสิ มีบ้านคน มีร้านค้ามั้ยครับแม่?”
“ไม่มีจ้ะ”
“ป้ายล่ะครับแม่? มีป้ายอะไรบ้างมั้ย? ป้ายชื่อซอย? ป้ายรถเมล์?”
“ไม่มีจ้ะ”
“งั้นเสียงล่ะครับ นอกจากเสียงผม แม่ได้ยินเสียงอะไรอีกบ้าง?”
“ไม่มีเลยลูก ตรงนี้มันเปลี่ยวมาก ไม่มีใคร... ไม่มีอะไรเลย... มีแต่ต้นไม้... ใช่แล้ว ตรงนี้มีต้นก้ามปูต้นใหญ่มากอยู่ต้นนึง แล้วก็รั้วสังกะสี กับดงหญ้ารกๆ แต่แม่ไม่รู้ว่ามันคือที่ไหน...”
แม่เริ่มอึกอักอีกครั้ง ดูเหมือนว่าการรับรู้เรื่องเวลาและสถานที่ของแม่จะมีอะไรบางอย่างปิดกั้นเอาไว้
แต่เขาไม่เหมือนแม่...
ถึงมันจะผ่านมานานแล้ว แต่เขามั่นใจว่าเขาจำไม่ผิด...
เขาคิดว่าเขารู้ ว่าแม่กำลังพูดถึงต้นก้ามปูต้นไหน
“แต่ลูกไม่ต้องกลัวนะ แม่สัญญาว่าจะโทรมาหาลูกทุกวัน แม่คิดถึงลูกนะ แม่คิดถึงลูกมากเหลือเกิน”
“ผมก็คิดถึงแม่ครับ แม่รอผมอีกนิดเดียวนะ ผมจะไปหาแม่ให้ได้ครับ ผมสัญญา”
เสียงเอะอะอ้อแอ้ดังแว่วมาแต่ไกล เขารีบกรอกเสียงใส่โทรศัพท์
“พ่อมาแล้ว ผมต้องวางสายแล้วครับแม่ พรุ่งนี้เราคุยกันใหม่นะครับ”
“จ้ะลูก แม่รักลูกนะ ดูแลตัวเองดีๆ นะ อย่าทำอะไรให้พ่อโกรธ อะไรที่พ่อเค้าไม่ชอบก็อย่า...”
เขารีบวางสายก่อนแม่จะทันพูดจบ แล้วถอยกลับเข้ามานั่งขดตัวในมุมลึกสุดของห้องมุมเดิม
ประตูบ้านเปิดผลัวะออกเต็มแรงเหมือนโดนถีบ คนที่ก้าวเข้ามาเป็นชายชรา อายุน่าจะไม่ต่ำกว่าเจ็ดสิบ ผมหงอกขาวโพลนทั้งศีรษะถูกยีจนยุ่งเหยิง เสื้อผ้ารุ่ยร่าย ตัวเสื้อผ้าป่านสีเป็นด่างดวงติดกระดุมไม่ครบเม็ด
แสงไฟในบ้านสว่างขึ้น มันส่องไปเกือบทั่วทั้งพื้นที่แคบๆ ของตัวบ้านชั้นล่าง ดวงตาปรือแดงก่ำด้วยฤทธิ์เหล้ากวาดตามองทั่วทั้งห้องโถงที่มีเฟอร์นิเจอร์เหลืออยู่เพียงไม่กี่ชิ้นล้มระเกะระกะ กับข้าวของชิ้นเล็กชิ้นน้อยตกอยู่ตรงนั้นตรงนี้ อันเป็นผลมาจากการอาละวาดขว้างปาข้าวของของเจ้าตัว
“ทำไมเมื่อกี้กูเหมือนได้ยินเสียงหมาที่ไหนมันมาพูดอะไรอยู่ในบ้านกูวะ? ไหน?! ไอ้ลูกหมาตัวไหนมันบังอาจกล้าลองของมาย่องเข้าบ้านกู ห๊า?!!”
เขานั่งซุกตัวเงียบกริบ อดไม่ได้ที่จะเหลือบมองเครื่องโทรศัพท์แบบแป้นหมุนสีเขียวมอเก่าแก่คร่ำคราซึ่งยังคงกองอยู่กับพื้นบ้านใต้แสงไฟสว่างจ้าด้วยความกังวล
แต่เมื่อมันไม่ส่งเสียง ผู้ชายแก่คนนั้นก็เดินโซซัดโซเซผ่านมันไปอย่างไม่ใยดี
ผู้ชายแก่คนนั้นเดินไปถีบนั่น ปัดนี่ จนพอใจ แล้วตบท้ายด้วยการถ่มน้ำลายลงบนพื้น
“ถุย! หนีไปแล้วเหรอวะ? ไม่แน่จริงนี่หว่า!”
ใช่แล้ว... ชายแก่ขี้เมาคนนี้คือพ่อของเขา
พ่อในความทรงจำของเขารูปร่างใหญ่โตเหมือนยักษ์ปักหลั่น ร่างกายกำยำ เรี่ยวแรงมากมายมหาศาลจนบางครั้งเขายังเคยคิดว่าพ่ออาจจะเป็นยักษ์จริงๆ ก็ได้
เวลาที่ไม่เมา พ่อเป็นคนคล่องแคล่ว ทำอะไรรวดเร็ว เดินก็เร็ว ขาสั้นๆ ของเขาไม่เคยวิ่งหนีพ่อได้ทันสักครั้ง และถ้าลองโดนพ่อตีเข้าสักป้าบล่ะก็ ตรงที่โดนตีจะมีรอยช้ำเป็นปื้นกว้างไปนานเป็นสัปดาห์เลยทีเดียว
แม่ร้องไห้ทุกครั้งที่เห็นรอยช้ำพวกนั้นบนตัวเขา ตามด้วยการขอร้องไม่ให้เขาดื้อกับพ่อ
เขาก็ไม่เคยคิดอยากดื้อ แต่มันก็มีบางครั้ง... แค่บางครั้งจริงๆ นะ ที่เขาอยากลองปั่นจักรยานกับเด็กคนอื่นๆ แถวบ้าน อยากรู้ว่ารสชาติของไอ้ขนมก้อนเล็กๆ กลมๆ สีน้ำตาลเข้มนั่นมันอร่อยขนาดไหน...
เขาเลยแอบไปลองปั่นจักรยานของเพื่อน แอบรับขนมที่ป้าร้านขายของชำให้ด้วยความเวทนามากิน แล้วก็ถูกพ่อจับได้
พอเป็นแบบนั้น แม่ก็จะพยายามเข้ามาขวางไม่ให้พ่อตีเขา ทั้งอ้อนวอน ทั้งกราบกราน และทุกครั้งที่แม่ทำแบบนั้น รอยช้ำทั้งของเขาก็จะไปอยู่บนตัวแม่แทน แต่แม่ก็ยังยิ้ม บอกเขาว่าไม่เป็นไร แม่ไม่เจ็บ
แม่โกหก... เขาโดนตีอยู่ตลอดเวลา เขารู้ดีที่สุดว่าโดนพ่อตีน่ะเจ็บแค่ไหน และเวลาที่พ่อตีแม่ รอยช้ำบนตัวแม่ก็ดูจะเยอะกว่ารอยช้ำบนตัวเขาเสียอีก
แม่ผู้แสนใจดีของเขาตัวเล็กนิดเดียว ทั้งโหนกแก้ม หัวไหล่ ข้อมือ มองไปตรงไหนก็เห็นแต่กระดูกปูดโปน แม่ทำงานไม่ได้ แม่ป่วยเป็นโรคอะไรสักอย่างที่ทำให้เจ็บหน้าอกอยู่บ่อยๆ แม่ถึงได้เอาแต่ขอโทษเขาอยู่ตลอดเวลา บอกว่ามันเป็นความผิดของแม่ที่ช่วยพ่อทำงานหาเงินไม่ได้ แม่ขอให้เขาอดทน ขอให้เขาสำนึกบุญคุณของพ่อที่ต้องทนเหนื่อยยากทำงานหาเลี้ยงเขากับแม่
คนแถวบ้านพูดกันว่า ถ้าแค่พ่อจะเจียดค่าเหล้าสักวันละครึ่งขวดมาให้แม่กับเขาเป็นค่ากับข้าว แม่ก็คงจะไม่ผอมจนเหมือนศพเดินได้แบบนั้น แต่เขารู้ว่าสาเหตุจริงๆ ที่แม่ผอมขนาดนั้นเป็นเพราะเขา... เพราะแม่กลัวว่าเขาจะกินไม่อิ่ม แม่เลยยอมอดเสียเอง
เขาเคยสัญญากับแม่เอาไว้ ว่าเขาจะรีบโต จะรีบออกไปทำงานหาเงิน แล้วเขาจะพาแม่ไปจากบ้านหลังนี้
แต่สุดท้ายเขาก็ไม่มีโอกาสได้ทำตามที่รับปากกับแม่ไว้
เขายังจำวันนั้นได้ดี...
ตอนก่อนเขาจะขึ้นชั้น ป.ห้า แม่บอกว่างานของพ่อเริ่มน้อยลง คำพูดที่เขาได้ยินพ่อพูดอยู่บ่อยๆ คือ เศรษฐกิจแบบนี้ไม่มีใครที่ไหนจ้างผู้รับเหมา แล้วพ่อก็เริ่มเมาหนักขึ้นเรื่อยๆ
แรกๆ เวลาที่พ่อเมากลับมา พ่อจะมาอาละวาดทำลายข้าวของในบ้าน แต่พอหนักเข้า ก็เริ่มมาระบายอารมณ์กับเขาและแม่ ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงพ่อกลับมาถึงบ้าน แม่จะไล่เขาให้เข้าไปอยู่ในห้องนอน ปิดประตูลงกลอน แล้วโกหกพ่อว่าเขาหลับแล้ว
กลางดึกวันนั้น พ่อกับแม่ทะเลาะกันรุนแรงกว่าที่เคย เขาตกใจที่ได้ยินเสียงแม่กรีดร้อง เลยวิ่งออกมาดู แต่ถูกพ่อไล่ให้กลับเข้าไปในห้อง แม่ก็ขอร้องทั้งน้ำตาให้เขากลับเข้าไป
“กลับเข้าไปลูก กลับเข้าไป เชื่อแม่นะคนเก่ง ปิดประตู ล็อกห้องให้ดีๆ แล้วอุดหูซะนะลูก”
เขาเชื่อแม่เสมอ เขาเลยทำตามที่แม่สั่ง
“อ้อ นี่มึงถึงขั้นสั่งให้ลูกล็อกห้องด้วยเรอะ?!”
เขาได้ยินเสียงพ่อเอ็ดตะโรดังลั่นตามหลัง
“ฉันแค่เป็นห่วงลูก”
“มึงจะเสี้ยมให้มันมองว่าพ่อมันเป็นไอ้สารเลวใช่มั้ย?!”
“ไม่ใช่แบบนั้นนะจ๊ะพี่...”
เสียงพ่อตีแม่ เขาวิ่งเข้าไปมุมด้านในสุดของห้อง ขดตัว อุดหูจนแน่น แต่ก็ยังได้ยินเสียงดังโครมคราม เสียงแม่กรีดร้อง จนกระทั่งเสียงทุกอย่างเงียบลง แล้วทั้งพ่อกับแม่ก็หายออกไปจากบ้าน เขานั่งรอแล้วรอเล่า รอให้แม่กลับมา จนกระทั่งหลับไป
แต่เช้าวันต่อมา พ่อกลับมาที่บ้านคนเดียว พ่อบอกเขาว่าแม่ทิ้งเขาไปแล้ว แม่จะไม่กลับมาที่บ้านนี้อีก และหลังจากนั้น เขาก็ไม่เคยได้เห็นหน้าแม่อีกเลย
พ่อบอกคนแถวบ้านว่าแม่หนีตามผู้ชายไป แต่เขารู้ว่าไม่ใช่...
เขารู้ว่าพ่อโกหก แม่ไม่ได้ทิ้งเขาไปไหน แม่ยังโทรศัพท์มาหาเขาทุกคืน
คืนแรกๆ แม่โทรมาร้องไห้ บอกว่าคิดถึงเขา เป็นห่วงเขา แต่แม่กลับมาหาเขาไม่ได้
จนกระทั่งผ่านไปเป็นสัปดาห์ แม่ถึงเริ่มสงบลง
ไม่นานหลังจากนั้น เขาก็โดนพ่อจับได้ว่าแอบย่องออกมารับโทรศัพท์แม่กลางดึก พ่อโกรธเขาเป็นฟืนเป็นไฟ หาว่าเขาตั้งใจกุเรื่องแกล้งให้พ่อประสาทเสีย พ่อตีเขาเต็มแรงไปหลายทีจนเขาเจ็บระบมไปทั้งหลัง แล้วกระชากสายโทรศัพท์จนขาดคามือ โทรศัพท์เครื่องนี้จึงไม่มีสัญญาณนับตั้งแต่วันนั้น
ถึงอย่างนั้น วันต่อมาเขาก็ยังได้รับโทรศัพท์จากแม่...
แม่โทรมาด้วยความเป็นห่วง แม่บอกว่าแม่ได้ยินเสียงพ่อโวยวายก่อนสายจะหลุดไป เลยกลัวว่าเขาจะโดนพ่อตี และพอพ่อออกมาเห็นว่าเขานั่งคุยโทรศัพท์อีกครั้ง มันก็ทำให้พ่อโกรธจนหน้ามืด
“มึงเล่นมุขอะไรอีก?! มึงจะเอายังไงกับกู?!”
“เปล่า... ผมเปล่านะครับพ่อ”
“มึงไปหาอะไรมาเล่นกลหลอกกูใช่มั้ย? มึงสารภาพกับกูมาเดี๋ยวนี้!!”
“ไม่มีจริงๆ นะพ่อ ผมคุยกับแม่จริงๆ นะครับ”
“ไอ้เด็กเวร!! ไอ้ชิงหมาเกิด!! ต้องให้กูเป็นบ้าไปก่อน มึงถึงจะพอใจใช่มั้ย?! ไอ้สัตว์นรก!!”
ภาพสุดท้ายที่เขาจำได้ คือพ่อคว้าหูโทรศัพท์ไปจากมือเขา แล้วเงื้อมันขึ้นสูง...
เมื่อเขารู้สึกตัวขึ้นมาอีกครั้ง เขาก็พบว่าพ่อขนข้าวขนของออกจากบ้านไปแล้ว
พร้อมกันนั้น เขาก็ค่อยๆ รับรู้ว่ามีบางอย่างเปลี่ยนแปลงไป...
เขาไม่รู้ว่าทำไมแม่ถึงไม่ยอมรับรู้ถึงความเป็นไปรอบตัว และติดอยู่กับวังวนเดิมๆ ตลอดหลายสิบปีมานี้ ในขณะที่ตัวเขากลับรับรู้ถึงความเป็นไปทุกอย่าง
เขารับรู้ว่าเวลาค่อยๆ ล่วงเลยผ่านไป และเฝ้ามองความเปลี่ยนแปลงของโลกภายนอกผ่านทางหน้าต่างในแต่ละวันที่เขายังคงอยู่ในบ้านหลังนี้ รอรับโทรศัพท์ของแม่ที่โทรมาเวลาเดิมทุกคืนไม่เคยขาด
เขารอ...
และรอ...
เขาเฝ้ารออยู่นานจนเกือบลืมไปแล้ว ว่าตัวเองยังนั่งรออยู่ในบ้านหลังนี้เพราะอะไร ทำไมถึงไม่ขวนขวายหาวิธีไปพบแม่ จนกระทั่งผู้ชายแก่คนนั้นหิ้วกระเป๋าผ้าใบใหญ่สีเก่าซีดเดินเข้ามาในบ้าน และทุ่มโทรศัพท์เครื่องเดิมทิ้งต่อหน้าต่อตาเขาอีกหน
อ้อ... จริงด้วย...
เขาระลึกได้ทันทีที่เห็นภาพโทรศัพท์ตกลงกระทบพื้น
ผู้ชายแก่คนนี้ก็คือพ่อของเขาไงล่ะ...
ใช่แล้ว... ในที่สุดพ่อของเขาก็กลับมา...
และในที่สุด เขาก็จำได้สักทีว่าเขากำลังรออะไร...
ไม่ว่าจะผ่านไปนานสักกี่ปี พ่อของเขาก็ยังคงเป็นไอ้ขี้เมาอย่างคนที่คนแถวนี้พากันชี้หน้าด่าไม่เคยเปลี่ยน ความผิดซึ่งพ่อเคยทำกับเขาและแม่ไว้ มันไม่ได้ทำให้พ่อสำนึก แล้วพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเองเลยสักนิด
นั่นมันทำให้เขาโล่งใจ...
อีกสิ่งหนึ่งในตัวพ่อที่ยังคงเหมือนเดิม คือน้ำเสียงของพ่อเวลาตวาดเอ็ดตะโรยังคงดังคับบ้าน มันฟังดูดุดันจนเมื่อคืนวานเขาตั้งตัวไม่ทัน ต้องรีบหนีไปซ่อน แล้วเลยพาลอดคุยโทรศัพท์กับแม่
แต่นอกเหนือจากนั้น...
ยักษ์ปักหลั่นหน้าตาถมึงทึงที่เขาเคยนึกกลัวนักหนา เวลานี้สภาพไม่ต่างอะไรกับชายแก่ขี้เหล้าไร้พิษสงน่าสมเพชคนหนึ่ง
ใช่แล้ว... ก็แค่ชายแก่ธรรมดาๆ ไม่มีอะไรให้เขาต้องหวั่นเกรงอีกต่อไป...
ชายแก่ที่เขาเคยเรียกว่าพ่อคนนั้นเดินตุปัดตุเป๋ไปทางบันได
เขาเอื้อมมือไปคว้าขวดเหล้าซึ่งล้มระเกะระกะอยู่ข้างตัว... ของเพียงอย่างเดียวในบ้านหลังนี้นอกเหนือจากหูโทรศัพท์ ที่เขาสามารถจับต้องได้... แล้วขยับลุกขึ้นยืน ก้าวช้าๆ ตามร่างผอมเกร็ง งองุ้ม ขึ้นไป
ที่นอกหน้าต่าง ต้นก้ามปูใหญ่ยักษ์ยังคงแผ่กิ่งก้านของมันอยู่ในเขตรั้วสังกะสีเก่าๆ ผุพัง ความสูงของรั้วทำให้เขาไม่สามารถมองเข้าไปเห็นข้างในได้จากหน้าต่างชั้นล่าง แต่จากหน้าต่างในห้องนอนของพ่อกับแม่บนนี้ ห้องที่เขาไม่เคยขึ้นมาตลอดหลายปี เขามองเห็นมันได้อย่างชัดเจน
ข้างต้นก้ามปูไม่ได้มีตู้โทรศัพท์สาธารณะ มีเพียงชิงช้าไม้เก่าๆ ผุๆ ที่แม่เคยขอให้คนงานช่วยผูกไว้ให้เขาได้โล้เล่นตอนเป็นเด็ก
และใต้ชิงช้านั้น สิ่งที่ดูคล้ายมือเล็กๆ ของหุ่นกระบอกโผล่พ้นดินออกมาเล็กน้อย สีของมันขาวโพลนท่ามกลางความมืด...
เขารู้แล้วว่าทำไมแม่ยังอยู่ที่ต้นก้ามปูนั่น...
และเขารู้แล้วว่าทำไมแม่มักจะเลี่ยงไม่ตอบคำถามเรื่องเวลากับสถานที่...
หลังจากเขาจบธุระค้างคากับพ่อในคืนนี้ เขาจะได้ไปหาแม่สักที
ครั้งนี้ เขากับแม่จะอยู่ด้วยกันอย่างเป็นสุข... ไม่มียักษ์... ไม่มีเหล้า... ไม่มีความเจ็บปวด...
ชั่วนิจนิรันดร์
- จบ -
|