“ใกล้เที่ยงคืนแล้วผมไปก่อนนะพี่ จะอยู่ทำงานจนถึงวินาทีสุดท้ายของปีนี้เลยหรือ”
เรืองเงยหน้ามองคนถาม ยักไหล่ ไม่ยิ้ม ไม่ได้ให้คำตอบ คนถามคือหนุ่มอายุเพิ่งเข้าสู่เลขสามได้ไม่นานนัก เป็นผู้ชายผิวขาว ใส่แว่นตาทรงกลม เป็นนักข่าวที่ทำงานได้หลากหลาย แถมมีน้ำเสียงกังวานใส มีช่องพ็อดแคสต์ของตัวเองที่มีคนติดตามมากมาย เป็นพลังคนหนุ่มที่ยังมีเส้นทางเดินอีกยาวไกล ถ้าเป็นนักวิ่งก็เพิ่งทะยานจากบล็อกสตาร์ต
ส่วนเขาเป็นคนจัดหน้าหรือที่มีชื่อเรียกทางการเสียสวยหรูว่าซับ-เอดิเตอร์มีวัยห้าสิบเศษ ทำงานอยู่ในสำนักงานหนังสือพิมพ์แห่งนี้มานานหลายปี และกำลังใคร่ครวญจะเข้าโครงการเออร์ลี รีไทร์ ด้วยเห็นความเปลี่ยนแปลงของสื่อกระดาษที่ถดถอยลงไปทุกขณะ รอเพียงเงื่อนไขที่บริษัทเสนอมาว่าจะพอรับได้หรือไม่เท่านั้น
“ทำอะไรอยู่น่ะพี่ งานรีบมากหรือไง”
“เป็นต้นฉบับชิ้นสุดท้ายของลุงอารมณ์ไง ปรู๊ฟเสร็จแล้วก็เลยตั้งใจว่าจะจัดหน้าคร่าวๆ ไว้ก่อน แล้วจะให้บก.อ่านอีกครั้งก่อนจะตีพิมพ์หลังปีใหม่นี่แหละ”
“ลุงเขาเขียนแต่เรื่องสั้นแนวผีใช่ไหมพี่ เห็นเขียนลงเกือบทุกวันเลย น่าเสียดายนะที่จะไม่มีเรื่องใหม่ให้อ่านอีกแล้ว”
เรืองนิ่ง ความตายของนักเขียนเรื่องผีท่านนี้เป็นเหตุผลหนึ่งที่เขาอยากจะอำลาอาชีพนี้ไปเสียที ได้เวลาแขวนนวมแล้วกระมัง เขารู้จักลุงอารมณ์ตั้งแต่เขายังเป็นเด็กหนุ่มแค่พนักงานส่งเอกสารซึ่งจะขับมอเตอร์ไซค์ไปรับต้นฉบับของนักเขียนสูงวัยคนนี้ กระทั่งเลื่อนหน้าที่มาเป็นพนักงานพิสูจน์อักษรก็ได้ตรวจต้นฉบับทุกเรื่องของลุงอารมณ์ แม้กระทั่งมาเป็นคนจัดหน้าก็มักจะได้อ่านต้นฉบับตั้งแต่ที่เป็นลายมือเขียน สนิทสนมราวกับคุณลุงเป็นญาติสนิท
“ต้นฉบับเรื่องอะไรน่ะพี่เรื่องสุดท้ายก่อนคุณลุงตายเนี่ย”
“ทางสามแพร่ง”
“มันยังไงนะพี่ทางสามแพร่งเนี่ย” นักข่าวหนุ่มถามตรงๆ แล้วยื่นหน้ามาตรงหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่เขากำลังจัดหน้าแล้วเอารูปประกอบที่เป็นบ้านตั้งอยู่กลางสามแยกประกอบเข้าไว้ในคอลัมน์
“ไม่รู้จักหรือไงเอ็ง ทางสามแพร่งก็ทางผีผ่านยังไงเล่า โบราณเขาถือว่าเป็นจุดที่ไม่เป็นมงคล บางทีก็เป็นจุดที่มักมีอุบัติเหตุบ่อยๆ หรือไม่ก็เป็นจุดพักวิญญาณ”
คอนเทนต์ ครีเอเตอร์หนุ่มส่ายหัวไปมาบอกว่าไม่ค่อยได้อ่าน เพราะส่วนมากฟังเรื่องเล่าเกี่ยวกับผีทางช่องยูทูบ ได้ยินเสียงคนพากย์ไปด้วยได้อารมณ์มากกว่า
“งั้นไปเถอะ คนอื่นเขาก็ปิดต้นฉบับปีใหม่ล่วงหน้ากันไปหมดแล้ว จะไปเที่ยวกับแฟนหรือจะท่องราตรีก็ตามสบายเถอะ เดี๋ยวพี่ทำอีกนิดเดียวก็จะกลับแล้วเหมือนกัน”
นักข่าวหนุ่มถอนหายใจมองหน้าเขาแล้วถามตรงๆ ว่า กลับมาต้นปีหน้าพี่จะยังคงนั่งทำงานตรงนี้อยู่ใช่ไหม เรืองยิ้ม ไม่ยอมพูด เพราะในใจยังไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับตัวเองบ้าง สถานการณ์ของหนังสือพิมพ์ตอนนี้ไม่สู้ดี ยอดขายตกฮวบฮาบ โฆษณาไม่มี ผู้บริหารดูเหมือนจะมุ่งทำข่าวออนไลน์ ก่อนหน้านี้พนักงานปรู๊ฟถูกลดลงไปครึ่งหนึ่งเพื่อลดค่าใช้จ่าย และหากว่าฝ่ายซับ-เอดิเตอร์ หรือบรรณาธิกรณ์ซึ่งมีหน้าที่จัดหน้าหนังสือพิมพ์เพียงอย่างเดียวจะต้องลดจำนวนลงก็คงไม่แปลก การทำข่าวออนไลน์สมัยนี้เน้นเร็วเข้าว่า นักข่าวเขียนข่าว ตรวจความเรียบร้อยแล้วเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ได้เลย
เขาคะเนเอาเองว่าหนังสือพิมพ์เล็กๆ ที่เขาทำงานอยู่นานนักหนาก็เป็นเหมือนต้นไม้ที่มีอายุมายาวนานแม้จะพยายามปรับเปลี่ยนเป็นกิ่งที่ลู่ตามลม แต่ต้นไม้ใหญ่ที่ฝังรากลึกอยู่เคียงข้างก็หักโค่นไปเกือบหมดแล้ว บางทีแยกตัวออกไปเป็นไผ่ต้นเล็กที่เลื่อนไหลไปตามกระแสลมอยู่ตามทุ่งกว้างนอกเมืองก็อาจจะพอเอาตัวรอดได้
นักข่าวรุ่นหลานที่เรียกเขาว่าพี่ตามธรรมเนียมของคนในอาชีพนี้เดินออกจากกองบรรณาธิการไปแล้ว เขาลุกขึ้นยืนแล้วยื่นหน้าไปมองที่ห้องทำงานของบรรณาธิการที่ตั้งอยู่หลังโต๊ะข่าวยังเห็นมีแสงไฟเปิดอยู่ จากนั้นจึงตัดสินใจปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ หยิบต้นฉบับกระดาษวางเรียงไว้ในตะกร้าใส่ต้นฉบับ หยิบโทรศัพท์มือถือที่ซุกไว้ในกระเป๋าหย่อนลงกระเป๋าย่ามสีดำ ไม่อยากรับสายใคร และไม่คิดจะโทรหาใครด้วยในเวลาเช่นนี้ จากนั้นก็เดินลงบันไดไปถึงชั้นล่างแล้ววกออกประตูทางซ้ายแล้วเดินไปถึงลานจอดรถด้านข้างคว้าจักรยานแล้วขี่ออกจากโรงพิมพ์ไปอย่างไม่เร่งรีบ ในไม่ช้าก็มาถึงทางแยกรูปตัวที มองผ่านสายตานกจะเห็นเป็นทางสายหนึ่งมาบรรจบกับทางอีกสายเกิดเป็นมุมฉาก เขาขับจักรยานไปตรงลานกว้างเบื้องหน้าแล้วจอดพรืด พิงจักรยานไว้ตรงเสาไฟฟ้าที่มีหลอดนีออนส่องแสงริบหรี่ เมื่อแหงนมองม่านฟ้าอันมืดมิดมีเพียงแสงวอมแววของดาวบางดวงช่วยไม่ให้ทุกอย่างมืดมิดเสียทีเดียวนัก
เรืองเดินข้ามถนนไปอีกฝั่งมีร้านเล็กๆ ตั้งอยู่ มีแสงไฟนีออนสีขาวให้ความสว่าง มุมซ้ายของร้านเป็นส่วนของห้องครัวที่ติดกับลานกว้างคือทุ่งหญ้าที่มองแทบไม่เห็นอะไร แต่เขาจำได้ว่าเป็นทุ่งดอกหญ้าที่บานไสวไปตามแรงลม
“มาคนเดียวหรือนัดใครไว้หรือเปล่า”
เขาส่ายหน้า ระบายยิ้ม หญิงชราร่างท้วมใส่เสื้อแขนยาวสีเทา มีผ้ากันเปื้อนสีเทาคลุมผ้าถุงสีดำเอาไว้ และกำลังเอนหลังพิงพนักของเก้าอี้เหล็ก ดูผ่อนคลาย เหมือนกำลังรอใครเดินตรงเข้ามาในร้าน
“เงียบจังนะครับวันนี้ป้าสมร อีกไม่นานปีเก่าก็จะผ่านพ้นไปแล้ว ลูกน้องหายไปไหนหมด เหงาแย่เลยเฝ้าร้านคนเดียว”
“คนอื่นเขากลับบ้านกันไปหมดแล้ว ป้าได้แต่อยู่โยงตรงนี้ยังไปไหนไม่ได้หรอก” หญิงชราว่า “ดื่มอะไรดี ถ้าเป็นเบียร์ก็ไปหยิบเอาในถังน้ำแข็งแล้วกัน”
เรืองส่ายหน้านั่งลงบนโต๊ะเหล็กสีเหลืองที่ตั้งอยู่นอกร้าน ล้วงลงไปในย่ามแล้วหยิบขวดเบียร์สองขวดออกมาตั้ง เขาได้มาโดยได้รับอนุญาตจากบรรณาธิการหนุ่มแล้ว
“ป้าไปทำกับแกล้มให้แล้วกันนะ เอาอย่างเดิมมั้ย”
เขาเอาเบียร์ขวดนึงงัดฝาเบียร์อีกขวดด้วยความเคยชิน แล้วหันไปบอกกับแม่ครัวว่าลาบเป็ดขอเผ็ดน้อย ขอพริกทอดกับกระเทียมดองเยอะๆ เป็ดตุ๋นฟักมะนาวดองชามหนึ่งด้วย
แม่ครัวไม่ได้ตอบ ได้ยินเสียงมีดกระทบกับเขียงเสียงดังโป๊กๆ ตามมาด้วยกลิ่นหอมฉุนฟุ้งเข้าจมูก เป็นบรรยากาศอันคุ้นเคยมานานนักหนา
เรืองรินเบียร์ลงแก้วพร้อมกันนั้นได้ยินเสียงพลุดังสอดประสานกันราวกับท่วงทำนองดนตรีที่มีทั้งสูงต่ำคละเคล้ากันไป ครั้นมองเบื้องบนเห็นประกายวิบวับของพลุกระจายเต็มท้องฟ้า ได้ยินเสียงสุนัขร้องโหยหวน
เที่ยงคืนแล้วสินะ เขาพยายามจะหัวเราะแต่ก็รู้สึกฝืนตัวเองเกินไป ทำได้ดีที่สุดก็แค่มีรอยยิ้มแต่กลับมีน้ำตาไหลซึมออกมาด้วย
ก็เป็นแค่ปีใหม่ที่ผ่านไปอีกปี แค่นั้นเอง
หลังเที่ยงคืน เสียงพลุขาดหายไป เขาเห็นปีเตอร์เดินเข้ามาในร้านอาหารแห่งนี้
ปีเตอร์มีชื่อจริงว่าเสนาะ มีความสามารถทางด้านช่างหลายอย่าง เป็นช่างไฟ ทาสี ซ่อมหลังคา และยังมีความสามารถในการออกแบบ ตกแต่งภาพ ออกแบบปก ออกแบบตัวอักษร เพราะเรียนจบมาจากวิทยาลัยช่างศิลป์ เขาบอกว่าพ่อเลี้ยงเป็นช่างไฟและทำให้เขาถนัดงานช่างซ่อมสารพัดรูปแบบ ส่วนความรู้ด้านศิลปะเพราะใฝ่รู้ในเรื่องนี้ มีความฝันอยากเป็นกราฟฟิก ดีไซเนอร์
“กินเบียร์กันพี่”
“เออ” เขาตอบ
ปีเตอร์เดินไปหยิบเบียร์มาสองกระป๋อง แล้วถอดหมวกออก พบว่าเขาโกนผมเสียโล่งเตียนทั้งศีรษะผิดกับภาพดั้งเดิมที่เป็นหนุ่มผมยาวแบบร็อคเกอร์ และเพราะเหตุที่ภาพลักษณ์อาร์ตติสต์เช่นนี้แหละทำให้เมื่อไปสมัครงานฝ่ายศิลป์ของหนังสือพิมพ์ที่เรืองสังกัดอยู่จึงทำได้แค่ฝึกงานแค่สามเดือนเท่านั้น ไม่ผ่านโปร แต่ก็ทำให้เขาและปีเตอร์สนิทสนมกันมาจนถึงทุกวันนี้
“ตอนนี้ทำงานอะไร”
ปีเตอร์หนุ่มชื่อฝรั่งแต่หน้าตากระเดียดไปทางอีสานใต้ล้วงลงไปในย่ามผ้าแล้วหยิบของออกมาสองสิ่ง หนึ่งคือกล่องโฟมขนาดย่อม ส่วนอีกสิ่งหนึ่งเป็นปิ๊กกีตาร์สีส้ม
“กลางวันขายข้าวเหนียวหมูปิ้ง กลางคืนเล่นดนตรี”
เรืองขมวดคิ้วพลางถอนหายใจ
“แหวนเขาชอบกินหมูปิ้ง บางทีนอนดึก ตื่นสายก็จะมาเดินตลาดหาซื้อแล้วก็กลับไปนอนต่อ หรือบางทีก็ซื้อไปกินที่ทำงาน ผมก็เลยไปเรียนทำหมูปิ้งมาตั้งแต่ตอนนั้น”
เรืองรู้จักผู้หญิงชื่อแหวนพร้อมกับปีเตอร์นี่แหละ จำได้ว่ารู้จักเพราะนั่งรถเมล์ไปดูฟุตบอลทีมชาติไทยเตะที่สนามศุภชลาศัย แล้วกระเป๋ารถเมล์สาวชื่อแหวนก็ทำให้ปีเตอร์ตกหลุมรักแทบจะในทันที ก็ไม่น่าแปลกอะไรนักหรอก แหวนเป็นสาวจากจังหวัดบุรีรัมย์แต่ผิวขาวเกลี้ยงเกลาเหมือนสาวเชียงใหม่ มีนัยน์ตาที่เหมือนยิ้มได้ ซึ่งเสนาะหรือปีเตอร์สารภาพว่าหลงเสน่ห์นัยน์ตาสระอิของเธอเอามากๆ ผมว่ามีเสน่ห์ปนความเซ็กซี่ชะมัดเลยว่ะพี่ หลังจากนั้นก็ไม่รู้อีท่าไหนทั้งคู่คบหากันเป็นแฟนกันในเวลาอันรวดเร็วและมาใช้ชีวิตคู่ร่วมกันในบ้านของปีเตอร์ที่เป็นทาวน์เฮาส์หลังเล็กๆ แต่ด้วยความพราวเสน่ห์ รอยยิ้มยวนใจจึงมีผู้ชายหลายคนมาวนเวียนอยู่ในชีวิตของเธอ มีทั้งคนที่ทำงานอาชีพเดียวกันทั้งเป็นโชเฟอร์ขับรถเมล์ พนักงานตรวจตั๋ว ในไม่ช้าความรักของทั้งคู่ก็พังทลาย แหวนลาออกจากอาชีพกระเป๋ารถเมล์แล้วหายตัวไป ปีเตอร์ผู้ร่าเริง ที่เคยมีคติว่าโลกเอาไว้เหยียบไม่ได้เอาไว้แบกก็หายหน้าตาไปจากกลุ่มเพื่อนฝูงอยู่นาน เจอกันในร้านเหล้าบางแห่งก็เห็นนั่งดื่มคนเดียว ไม่พูดไม่จา ไม่ทักทายกันเหมือนเคย
“ไม่ยักรู้ว่าเอ็งเล่นดนตรีด้วย เล่นที่ร้านไหน”
ปีเตอร์ส่ายหน้า หยิบปิ๊กกีตาร์ขึ้นชู พูดขึ้นว่า
“ผมเล่นไม่เก่งหรอก เล่นได้แต่กีตาร์โปร่ง พอตกค่ำก็เดินตามร้านแถวนี้แหละครับ ร้านอาหารอีสาน ร้านข้าวต้ม เพลงไหนที่ลูกค้าร้องขอแล้วเล่นได้ผมก็เล่น แต่ถ้าเล่นไม่ได้ก็บอกเขาตามตรง ผมไม่ได้สนเรื่องรายได้เท่าไหร่หรอกครับ”
เขาจ้องมองเพื่อนรุ่นน้อง ในขณะที่ปีเตอร์หัวเราะแต่ช่างดูฝืดฝืนเหลือเกิน
“ผมเลือกอาชีพนักดนตรีเร่ก็เพราะอยากตามหาแหวนนั่นแหละครับ เรื่องของเรื่อง เขาชอบนั่งร้านพวกนี้แหละ กับเพื่อนๆ เขาบ้าง หรือไม่ก็…”
เรืองนิ่ง เขาไม่ได้ตอบอะไรออกไป เพราะรู้ในใจว่าคำพูดที่ไม่ได้ออกจากปากกลับสั่นไหวอยู่ภายใน เหมือนระฆังเล็กๆ ที่ส่งเสียงกรุ๊งกริ๊ง
“พี่เคยได้เจอกับแหวนหรือเปล่า บอกผมมาตามตรงเถอะ”
“ไม่เคยเจอตัวเป็นๆ หรอก ได้ยินคนอื่นๆ บอกว่าเจอที่ห้างตรงสี่แยกครั้งหนึ่ง” เขาพูดปด
ความจริงแล้วเขาเคยเห็นชื่อของแหวนในข่าวสั้นที่นักข่าวตระเวนรายงานเข้ามาเมื่อเดือนก่อน เป็นข่าวที่เธอเป็นต้นเหตุให้ผู้ชายสองคนทะเลาะวิวาทกันในผับแห่งหนึ่ง รายงานข่าวยังระบุว่าหญิงสาวคนนี้ทำให้เกิดศึกชิงนางในลักษณะนี้บ่อยครั้ง
“แต่ก็นั่นแหละนะพี่ ถ้าเจอเขาอยู่กับผู้ชายคนอื่น ผมก็ไม่รู้ว่าจะทำยังไงเหมือนกัน กลัวคุมตัวเองไม่ได้ อาจจะฆ่าผู้ชายคนนั้นก็ได้ หรือไม่ก็โดนไอ้ผู้ชายคนนั้นรุมกระทืบ ฮ่า” ปีเตอร์บอกกับเขาด้วยเสียงเรียบเย็นจนไม่สามารถจับสำเนียงว่ารู้สึกอย่างไรกันแน่
“ดึกมากแล้วเว้ยเอ็งกลับไปนอนเถอะ”
“ผมรักเขาแหละพี่ แต่คิดอีกทีแหวนเขาสาวและสวยเขาคงไม่เดินกลับมาหาอดีตคนซังกะบ๊วยอย่างผมหรอก”
เรืองนิ่ง ยกเบียร์ขึ้นดื่ม รู้สึกแสบตาอาจจะเป็นเพราะนอนน้อยกระมัง
ปีเตอร์กินเบียร์จนหมดกระป๋อง หยิบปิ๊กกีตาร์ใส่กระเป๋าเสื้อ แล้วเดินหันหลังกลับออกไปทางเดิม
เรืองรู้สึกเศร้าและเปล่าเปลี่ยวขึ้นมาแต่ก็บอกไม่ถูกว่าเพราะอะไรกันแน่
“อย่าไปห่วงไอ้ปีเตอร์มันนักเลย” ป้าสมรพูดขึ้นแล้ววางจานคอหมูย่างลงบนโต๊ะ
“เหรอครับ มันยังลืมผู้หญิงคนนั้นไม่ได้เลย”
“ยังไงมันก็ต้องกลับมาที่ร้าน มาอยู่กับป้านี่แหละ ไปไหนไม่รอด ส่วนอีนังผู้หญิงเลวๆ แบบนั้นไม่ตายดีหรอก อาจกลายเป็นผีตายโหง”
เขาจับน้ำเสียงของป้าสมรได้ว่ามีโทนเศร้า หมองหม่นที่อธิบายไม่ถูก
ผ่านไปอีกเกือบชั่วโมง เรืองกินเบียร์หมดไปแล้วหนึ่งขวด มีหญิงชายคู่หนึ่งเดินเข้ามานั่งไม่ถึงสิบนาทีก็เดินออกไปมองหน้าเขาครู่หนึ่งด้วยสีหน้าเมินเฉย เขาเดินเข้าห้องน้ำและเมื่อเดินกลับออกมาเห็นคนคุ้นเคยนั่งอยู่ก่อนแล้วพร้อมยกมือไหว้ปะหลกๆ
“อ้าว ไอ้ชีพวันนี้ทำงานด้วยเหรอ” เขาทักแล้วหันไปมองกล้องถ่ายภาพที่ตั้งอยู่บนโต๊ะ
“เปลี่ยนเวรกับคนอื่นเขาน่ะพี่ ผมหยุดไปก่อนแล้วเพราะพาเมียกับลูกกลับไปเยี่ยมพ่อตากับแม่ยายที่บ้านนอก”
ชีพเริ่มต้นเส้นทางคล้ายกันกับเขา เริ่มต้นด้วยการเป็นคนขับรถประจำกองบรรณาธิการอยู่สามปี แล้วมาฝึกงานเป็นพนักงานพิสูจน์อักษร แล้วก็ผันตัวเองไปอยู่ศูนย์ช่างภาพเพราะเรียนจบคณะนิเทศศาสตร์ จนในที่สุดก็ได้เป็นช่างภาพอาชญากรรม หลังได้ทำงานเป็นช่างภาพได้ไม่นานก็แต่งงานแล้วตอนนี้มีลูกผู้หญิงหนึ่งคน
“งั้นเสร็จงานแล้วก็รีบกลับไปพักผ่อนสิวะ”
ชีพหยิบขวดน้ำเปล่าขึ้นมาวางบนโต๊ะ ก่อนหน้านี้เขาเคยดื่มเหล้าและเบียร์แต่หลังจากแต่งงานก็ลดไปมากแล้วตัดสินใจเลิกเด็ดขาดเมื่อมีลูก พร้อมบอกว่าต้องพยายามลดค่าใช้จ่ายสิ้นเปลืองเพราะกลายเป็น “เดอะแบก” ของครอบครัว
“พี่เคยเจอผีมั้ย”
“เฮ้ย ถามทำไมวะ” เรืองตอบแล้วจ้องเขม็งที่คนถาม “ปีใหม่เอาเรื่องดีๆ มาพูดเถอะ อย่างเรื่องเงินเดือนขึ้น เลขเด็ด อะไรพวกนี้”
“ผมเจอบ่อยออกพี่ เป็นช่างภาพต้องออกตระเวนข่าว ตอนกลางคืนมีคดีคนฆ่ากันตายเยอะแยะ หรืออุบัติเหตุรถชนก็หนักหนาสาหัส ตัวขาดครึ่งท่อนก็ยังเคยผ่านตาเลย แล้วผมก็เห็นวิญญาณพวกนั้นปรากฎตัวบ่อยๆ ด้วยสิเว้ย ไม่อยากเจอก็ดันเจอบ่อยเนอะ”
เรืองดื่มเบียร์รวดเดียวหมดแก้วเหมือนรู้สึกคอแห้งเสียเต็มประดา เขาเคยได้ยินเรื่องราวจากนักข่าวอาชญากรรมเล่าให้ฟังบ่อยๆ เสียด้วย นักข่าวอาชญากรรมบางทีก็มักเรียกตัวเองว่านักข่าวโรงผี แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ได้ยินจากปากของชีพ
“บางทีผมก็เห็นเป็นผู้หญิงผมยาว สวมชุดนอนสีชมพู ผิวก็ดูซีดแปลกๆ แล้วก็กวักมือเรียก บางทีก็ลอยได้ว่ะ” ชีพบอกไปยิ้มทะลึ่งไปเรื่อย
“เลิกพูดเว้ย” เขาบอกแล้วแหงนมองท้องฟ้าเบื้องบน เริ่มเห็นสีขาวเหมือนละอองหมอกปรากฏ บางทีไอ้น้องคนนี้ก็มีความเพี้ยน แล้วก็ชอบยั่วเพราะรู้ดีเหมือนกันว่าเขาเองก็กลัวเรื่องผีๆ สางๆ อยู่เหมือนกัน
เครื่องบินลำหนึ่งทะยานอยู่บนฟ้าที่มืดมิด ดาวดวงจ้อยหายลับไปแล้ว ไม่ช้าไม่นานความสว่างก็คงมาเยือน
“มีคนเกิดก็มีคนตายมันเป็นเรื่องธรรมดา” ป้าสมรมานั่งร่วมโต๊ะกับเรืองและชีพตอนไหนก็ไม่รู้ “มนุษย์เรามีนัดกับความตายทุกคนนั่นแหละ จะเร็วหรือช้าเท่านั้น”
“เมื่อคืนตอนประมาณตีสองมีเหตุมือปืนยิงเสี่ยหนุ่มตายคารถเบนซ์ น่าจะเป็นข่าวพาดหัวหนังสือพิมพ์ฉบับวันพรุ่งนี้ แต่ข่าวออนไลน์น่าจะออกไปก่อนแล้ว” ช่างภาพพูดกวนอารมณ์ขึ้นมาอีกแล้ว
เรืองอยากเอามือเขกหัวช่างภาพรุ่นน้องเสียเหลือเกิน
ชีพลุกขึ้นยืนแล้วอยู่ดีๆ ก็เดินเข้ากระโดดกอดเขาแน่น พูดขึ้นว่า
“ไม่รู้ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นบ้างในโลกที่โหดร้ายใบนี้ ผมฝากดูแลลูกชายผมด้วยนะครับ ไม่ต้องลาออกไปไหนหรอกพี่ อยู่ด้วยกันแบบนี้แหละ”
เขามองหน้าทำไมมันถึงได้พูดฝากฝังกับเขาอย่างนี้เล่า ไม่ดีเอาเสียเลย
“เรืองกลับไปบ้านเถอะ พวกเราอยู่อีกไม่นานเดี๋ยวก็คงไปเหมือนกัน” ป้าสมรพูดแทรกขึ้น
ชายหนุ่มแหงนมองท้องฟ้าเห็นแต่ความมืดมิด เสียงเครื่องบินจางหายและลับสายตาไปในที่สุด แต่เขากลับรู้สึกว่าเครื่องบินน่าจะกำลังมุ่งตรงออกไปนอกโลกเสียมากกว่า อาจจะมีปลายทางที่ยากจะจินตนาการได้
“พี่เรืองๆๆ “
เสียงกระซิบดังข้างหูทำให้เขาลืมตาขึ้นและเห็นใบหน้าของคนพูดได้ชัดเจน
“อ้าว มาไงวะเนี่ย” เขาร้องทัก เพราะนรินทร์เป็นแมสเซนเจอร์ประจำบริษัทที่คุ้นเคยเป็นอย่างดี
“ทำไมมานอนบนเก้าอี้อย่างนี้เล่าครับ สงสัยฉลองปีใหม่เต็มคราบแน่ๆ”
เขาค่อยๆ พยุงตัวลุกขึ้นนั่งอย่างช้าๆ มองไปรอบตัว เขานอนอยู่บนเก้าอี้ยาวที่ตั้งอยู่ใกล้กับทางแยก ทางด้านซ้ายเป็นที่ตั้งของร้านสะดวกซื้อ ส่วนด้านขวาเป็นทุ่งหญ้ากว้าง เขามาอยู่ตรงทางสามแพร่งที่ไม่มีบ้านหรือที่พักอาศัยตั้งอยู่อีกแล้วหรือนี่ แต่เขาจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนได้ชัดเจนทุกฉาก ทุกตอน ภาพของคนที่รักและผูกพันที่ลาจากและคงไปสิงสถิตอยู่ ณ สถานที่ไกลออกไปกระจ่างชัดในห้วงสำนึก
“กี่โมงแล้ว”
“ยังเช้าอยู่เลยครับ เพิ่งหกโมงเช้าของวันที่ 1 มกราคม” นรินทร์บอก
เขาลุกขึ้นยืนอย่างมึนงงแล้วสังเกตว่าในมือขวาของเมสเซนเจอร์หนุ่มคือกรงเหล็กมีแมวสีส้มมองตาแป๋วมองผ่านลูกกรง
“ที่พี่บอกว่าให้ไปรับของที่บ้านลุงอารมณ์ไงครับ เด็กในบ้านเขาเอาใส่กรงเตรียมไว้ให้ตั้งแต่เช้ามืด”
อ้าว เขานึกว่าคำสั่งเสียสุดท้ายของคุณลุงจะยกหนังสือเกี่ยวกับผีหรือว่าสมุดบันทึกอะไรให้มาเสียอีก แต่กลายเป็นยกแมวส้มให้เขามาเลี้ยงหรือนี่
“จะเอาแมวกลับบ้านเลยมั้ยครับ รถจักรยานพี่จอดพิงเสาไฟฟ้าอยู่ฝั่งตรงข้ามนี่เอง”
เขารีบตอบว่า “อย่าเพิ่งเลย ฝากนรินทร์เอาไปฝากไว้ที่เคาน์เตอร์ชั้นล่างของโรงพิมพ์นะ เดี๋ยวพี่จะกลับไปอาบน้ำ แต่งตัวแล้วมารับตอนสายๆ”
เมสเซนเจอร์หัวเราะ ทำหน้าตามีเลศนัยเดินกลับไปที่รถมอเตอร์ไซค์ ในขณะที่เรืองเดินข้ามถนนไปคว้าจักรยานแล้วเลี้ยวขวามุ่งตรงไปยังถนนใหญ่ พอไม่มีรถวิ่งสวนไปมาก็เคลื่อนจักรไปยังฝั่งตรงข้าม แล้วเดินไปที่แผงขายกับข้าวร้องบอกแม่ค้าให้เตรียมอาหารให้สี่ชุด แม่ค้าหัวเราะเสียงดังบอกว่าขอบคุณนะคะลูกค้า จะเอาไปฝากลูกเมียหรือไง
“ไม่หรอกป้า ผมมีเมียแต่ยังไม่มีลูก ผมซื้อของไปทำบุญให้คนตายน่ะครับ”
เขาตอบ ในใจรู้สึกสงบ ไม่กลัว ไม่รู้สึกหลอน
เมื่อหาที่จอดจักรยานเรียบร้อย เรืองจึงเดินมานั่งยองๆ อยู่บนบาทวิถี เห็นพระสงฆ์เดินตรงเข้ามาจากอีกด้าน รู้สึกว่าเป็นการเริ่มต้นปีที่ผสมผสานระหว่างการปล่อยวาง ความหวัง และยังมีความอบอุ่นแผ่ซ่านอยู่ภายใน ทางสามแพร่งไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดเสมอไปหรอก