|
บ้านร้างเลียบถนนสายนี้
โดย อารีนุช
เลียบถนนสายนี้ขึ้นไปทางทิศเหนือ แม่เล่าว่ามีบ้านร้างอยู่หลังหนึ่ง มันเป็นสิ่งปลูกสร้างเล็ก ๆ ไร้ผู้คน ร้างชีวิต ถูกกลืนกินโดยแม็กไม้ วัชพืช และประวัติศาสตร์กระแสหลัก จากคำบอกเล่าของแม่ครั้งหนึ่งมันเคยอุดมไปด้วยไออุ่นของความทรงจำแต่บัดนี้ แม่เองก็ไม่รู้ เพราะหากจะไปเยี่ยมเยือนจะต้องเผชิญกับดงพรรณไม้ตามไรขา กลิ่นเหม็นเน่าของกาลเวลา และคำซุบซิบนินทาจากปากซอย แม่ถึงไม่เคยไป แต่ด้วยเรื่องเล่าของแม่ ฉันจึงอยากเห็นมันสักครั้ง
ฉันไม่ใช่คนที่นี่ ไม่เคยเติบโตหรือมีความทรงจำร่วมกับถนนสายนี้ แต่ในเลือดเนื้อเชื้อไข ในเรือนร่างที่ประกอบสร้างมาโดยบรรพบุรุษก็คงกล่าวได้ว่าที่นี่ครั้งหนึ่งเคยเป็นบ้าน เคยเป็นก่อนที่จะเป็นอื่นไป ฉันเติบโตมาในมหานครเมืองหลวง เกิดในยุคสมัยที่ข้อมูลข่าวสารกระจัดกระจายพัลวัน ทั้งเรื่องที่ถูกเชิดชูว่าดี ทั้งเรื่องที่ถูกปกปิดว่าเลว ทุกเรื่องราวที่เคยเกิดเราต่างรับรู้ได้ราวกับไม่เคยไปไหนจากเพียงปลายนิ้วสัมผัส แต่อย่าเชื่อทุกอย่างเชียว แม่ว่าไว้อย่างนั้น อย่าเชื่อทุกอย่างที่เขาว่ากันเชียว
บ้านร้างหลังนั้นห่างจากบ้านพักของเราพอควร จังหวะก้าวเดินของฉันผ่อนความเร็วลงเป็นระยะ คงเพราะอากาศวันนี้อบอ้าวเป็นพิเศษ แผ่นหลังของฉันจึงเริ่มชุ่มไปด้วยเหงื่อ “อิหนูจะไปไหนน่ะ” เสียงแหบ ๆ จากหัวมุมถนนเอ่ยทัก คงเป็นจริงอย่างที่แม่ว่า ไม่มีใครคิดจะสนใจบ้านหลังนั้นกันหรอก ถึงมีก็คงถูกมองเป็นพวกประหลาด ฉันหันไปสบตากับเจ้าของเสียง เธอจับจ้องฉันด้วยแววตาคลืมแคลงสงสัย ฉันจึงเอ่ยตอบเธอว่า ”กำลังมุ่งหน้าไปที่บ้านร้างหลังข้างหน้า” บ้านในความทรงจำของแม่ หรืออาจเป็นบ้านในความทรงจำของเธอด้วย ร่องรอยบนผ้าคลุมฮิญาบปรากฎเป็นหลักฐานชั้นดีว่าเธอผ่านอะไรมาบ้างเช่นเดียวกับร่องรอยความชราบนเนื้อตัวเธอ คำตอบของฉันคงพาเธอระลึกถึงอดีตอันขมขื่น สีหน้าเธอจึงเปลี่ยนไป ก่อนจะเอ่ยคำอวยพรสุดท้ายว่า “เอ่อ นั้นก็โชคดีนะ อิหนู”
กว่าจะเดินมาถึงบ้านร้างหลังนั้น รองเท้าก็กัดเสียจนหลังเท้าเจ็บแสบเต็มไปด้วยรอยแผล บ้านนั้นไม่ได้ต่างจากที่ฉันคิดไว้ มันเป็นบ้านเดี่ยวหลังเดียวกลางทุ่งหญ้ารกร้าง ครั้งหนึ่งมันคงเคยเป็นบ้านสีขาวนวลก่อนกาลเวลาจะแต่งแต้มมันให้เต็มไปด้วยคราบสีเข้ม รอยกระสุนหน้าประตูบ้านเป็นสัญญาณทักทายแทนเจ้าของบ้าน คล้ายว่ากำลังเชื้อเชิญคนแปลกหน้าให้ย่างกรายเข้าไป กลิ่นเหม็นอับโชยมาสัมผัสที่ปลายจมูก หยักไย่และไรฝุ่นเกาะกระจายจองอาณาเขตทั่วทุกมุมห้อง แต่ข้าวของที่นี่กลับคงอยู่ เก้าอี้ไม้สักยังคงตั้งเด่นอยู่กลางบ้าน กองหนังสือชุดยังคงอัดแน่นเต็มชั้นวาง ทุกสิ่งยังคงอยู่ราวกับไม่มีใครเคยจากไป หรือยังคงรอคอยใครบางคนกลับมา
“กลับมาแล้วหรอ ไอดา” เสียงปริศนาดังออกมาจากหลังประตูปลายหางตา มันคงไม่น่าระทึก หากไอดาไม่ใช่ชื่อของฉันเอง ในเรื่องเล่าของแม่ฉันมั่นใจว่าบ้านร้างกลางทุ่งไม่มีใครอื่น ทั้งสิ่งมีชีวิต ไร้ชีวิต หรือแม้แต่ก่ำกึ่ง กลางทุ่งรกร้างแห่งนี้จะมีเพียงฉันคนเดียว มันควรจะเป็นแบบนั้น แต่เพียงเสี้ยววินาทีสบตา ฉันก็มั่นใจได้ว่าบัดนี้มันไม่ใช่อีกแล้ว เด็กหญิงผมสีเข้มในชุดลำลองยืนอยู่ที่หน้าประตู บางทีเธออาจอายุเท่ากับฉัน และบางทีเธออาจเป็นเพื่อนที่ฉันทำหล่นหายไปตามกาลเวลา เธอยิ้มให้ฉันก่อนจะวิ่งปรี่เข้ามา “ปล่อยให้รอตั้งนานแหนะ อยากกินอะไรก่อนมั้ย” สำเนียงใต้ของเธอทำให้ฉันคิดถึงแม่อย่างน่าประหลาด แม้แต่คำถามของเธอครั้งหนึ่งแม่เองก็เคยเป็นคนพูด ประโยคธรรมดาแฝงความห่วงใยแบบนี้แหละที่พาฉันกลับบ้าน ทั้งที่ที่นี่เป็นบ้านร้างแท้ ๆ
ฉันส่ายหน้าแทนคำตอบ บอกปัดเธอไปแบบนั้น ก่อนเธอจะขว้าข้อมือของฉันพาไปยังระเบียงหลังบ้าน ไม่ทันได้ปฏิเสธ ไม่ทันได้สะบัดมือออก ลมเย็นอ่อน ๆ ก็ตีหน้าสลับกับแดดยามบ่าย ฉันยังคงงุนงง ไม่เข้าใจ เธอคนตรงหน้าฉันเป็นใครกันแน่ ทำไมเธอถึงรู้จักชื่อฉัน ทำไมเธอถึงอยู่ที่นี่ และทำไม ในหัวของฉันถึงมีแต่คำว่าทำไม
“ขอบคุณที่กลับมานะ” เสียงของเธอเริ่มสั่นเทา แต่คงไม่ใช่เพราะแรงลมหรอก
แววตาของเธอตอนนี้ไม่ต่างจากผืนทะเล ผืนทะเลที่ยิ่งกว้างขวางมากเท่าไหร่ กลับยิ่งอ้างว้าง หว้าเหว่มากขึ้นเท่านั้น และหากฟังดี ๆ ท่ามกลางประการวิบวับสีน้ำเงินอาจมีเสียงกรีดร้องของใครบางคนอยู่ก็ได้ ในบ้านร้างไร้เสียงเช่นนี้ บางทีเธอเองก็อาจกำลังกู่ร้องขอใครบางคนกลับมาอยู่เช่นกัน ใครบางคนที่ว่าอาจเป็นฉัน หรือใครสักคนที่ยังคงระลึกถึงบ้านหลังนี้อยู่ บ้านที่เลือนหายไปจากความทรงจำของผู้คนราวกับไม่เคยมีอยู่จริง
“ทุกอย่างเปลี่ยนไปหมดแล้ว สภาพแบบนี้คงไม่เหมาะจะต้อนรับเธอเท่าไหร่”
จริงอย่างที่เธอว่า เศษฝุ่น ใยแมงมุม และสารพัดซากสิ่งแตกหักคือหลักฐานชั้นดีว่าที่นี่ถูกทิ้งร้างมานานเพียงใด แต่รูปถ่ายตั้งโต๊ะ เก้าอี้ไม้สัก และสารพัดสิ่งบรรจุความทรงจำเป็นหลักฐานชั้นดีว่าที่นี่เคยอบอุ่นถึงเพียงไหน บ้านแห่งนี้ก็เคยเป็นบ้าน ก่อนรอยกระสุนจะประทับตราเป็นหลักฐานว่าที่นี่เคยเกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่คิดอย่างไรฉันก็นึกไม่ออกว่าเธอเป็นใคร หรือที่นี่สำคัญกับฉันยังไงนอกจากบ้านในเรื่องเล่าของแม่
“คือ เราจำไม่เห็นได้เลยว่าเราสองคนรู้จักกันมาก่อน เราชื่อไอดาก็จริง แต่บางทีเธออาจจะเข้าใจผิด เราไม่เคยอยู่ที่นี่ ไม่เคยมาที่บ้านหลังนี้ เราคงไม่ใช่คนที่เธอรออยู่หรอก”
เป็นครั้งแรกที่ฉันเอ่ยตอบเธอออกไป หวังเพียงข้อสงสัยของฉันจะคลี่คลายลงบ้าง แต่ครั้งนี้คำตอบของเธอกลับทำให้ฉันไปต่อไม่เป็น
“แน่อยู่แล้วที่เธอจะจำฉันไม่ได้ ก็มีแค่ฉันที่รู้จักเธอนี่นา”
“แต่ยังไงก็ดีใจที่เธอกลับมาที่นี่นะ”
“ฉันชื่อตันหยง ยินดีที่ได้รู้จัก”
“ตันหยง ตื่นได้แล้ว เดี๋ยวก็ไปสายหรอก” เสียงตะโกนดังออกมาจากนอกหน้าต่าง แค่ฟังจากเสียงฉันก็รู้แล้วว่าเธอคือใคร เสียงใส ๆ แบบนี้ที่ฉันฟังจนคุ้นหู เด็กหญิงตัวเล็ก ๆ แต่เจื้อยแจ้ว
กว่าใครคนนั้น เธอชื่อว่า นะดา นะดาที่แปลว่าน้ำค้างและจิตใจเมตตา ไม่รู้ว่าเป็นเพราะชื่อหรือเพราะการอบรมของที่บ้าน เธอจึงเป็นคนมีเมตตาสมชื่อ เพราะความใจดีแบบนั้น เราถึงได้มาสนิทกันแบบนี้
มิตรภาพของเราเริ่มต้นเมื่อวันเปิดเทอมปีแรกของชั้นมัธยม ถึงความทรงจำฉันจะเลือนรางลงไปบ้าง แต่คำพูด น้ำเสียง ท่าทางของเธอในวันนั้นฉันยังจำได้แม่น “อยู่คนเดียวแบบนี้เหงาแย่เลยสิ เดี๋ยวเราอยู่เป็นเพื่อนนะ” ท่ามกลางเสียงพูดคุยจอแจของกลุ่มนักเรียน มีเพียงเธอที่สังเกตเห็นฉัน ฉันที่จมจ่อมอยู่ในหุบเหวของความเปลี่ยวเหงาเพราะความแตกต่าง การเป็นเด็กหญิงผมสีเข้มท่ามกลางสีสันของผ้าคลุมฮิญาบยิ่งทวีความหนาของกำแพงกั้นระหว่างคนในกับคนนอก แต่เพราะนะดา กำแพงหนา ๆ จึงทลายลงให้ฉันได้สัมผัสการเป็นคนในขึ้นมาบ้าง จากเพียงเพื่อนร่วมชั้น เราก็กลับกลายมาเป็นเพื่อนสนิท จากเพียงพบพานกันในห้องเรียน เราก็เริ่มไปมาหาสู่บ้านของกันและกัน
“ถ้าเดินเลียบถนนสายนี้ขึ้นไปก็จะถึงบ้านของตันหยงแล้ว ถึงจะเหนื่อยแต่ก็คุ้ม ก็บ้านของตันหยงอบอุ่นที่สุดเลยน่ะสิ” เธอมักจะพูดแบบนั้นอยู่เสมอระหว่างเดินทางไปที่บ้านของฉัน กิจกรรมโปรดของเราคือการนอนเอกขเนกกลางบ้านข้างเก้าอี้ไม้สัก แม่จะเปิดประตูหน้าบ้านให้ลมโชยเข้ามา ทุกจังหวะที่เหยียดแขนขาเอนกายพิงขาเก้าอี้จึงสัมผัสเข้ากับลมเย็น ๆ อยู่เสมอ ฉันจะอ่านหนังสืออยู่ฝั่งซ้าย นะดาจะนอนมองพัดลมเพดานอยู่ฝั่งขวา พลางวาดฝันถึงอนาคตข้างหน้า
“ในอีกยี่สิบปีข้างหน้า เราจะเป็นยังไงบ้างนะ”
“ไม่รู้สิ เราคงอยู่ที่นี่ไปเรื่อย ๆ ละมั้ง แล้วนะดาล่ะ”
“อืม เราคงไปทำงานที่กรุงเทพ แต่งงานแล้วก็มีลูก”
“โห้ กรุงเทพเลยหรอ อย่างนี้ที่นี่คงเหงาแย่ เราเองก็คงเหงาด้วย”
“นั้นเราจะตั้งชื่อลูกว่าไอดาที่แปลว่าผู้กลับมา เผื่อวันหนึ่งที่เราไม่อยู่แล้ว ลูกเราจะได้กลับมาที่นี่ มาอยู่เป็นเพื่อนตันหยงไง”
ดูเหมือนว่าเรื่องที่เราพูดกันเล่น ๆ ในตอนนั้น เธอจะทำมันได้จริง ๆ ลูกสาวของเธอตอนนี้เหมือนเธอตอนนั้นไม่มีผิด พอเห็นไอดาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้า ฉันถึงระลึกได้ว่าทุกอย่างผ่านมานานเหลือเกินตั้งแต่วันนั้น วันที่ยี่สิบห้า เดือนสิบ วันที่ปลายกระบอกปืนชี้ขึ้นฟ้า เสียงกระสุนประทุลั่นก่อนจะคร่าชีวิตคนนับสิบ รวมถึงฉันด้วย ลมหายใจของเราถูกพรากไปจากคนที่ได้ชื่อว่าเจ้าหน้าที่รัฐ เลือดสีแดงสดทะลักออกมาจากบาดแผล ความเจ็บพลัดแทรกให้จำต้องระลึกถึงความเป็นมนุษย์ครั้งสุดท้าย ก่อนภาพทุกอย่างจะจางลงไป เหลือเพียงความว่างเปล่า
โลกหลังความตายคงมีจริงอย่างที่เขาว่ากัน เมื่อฉันลืมตาตื่นกลับพบร่างตนเองนอนจมกองเลือดอยู่ตรงหน้า แต่เหตุการณ์ไม่ได้จบเพียงแค่นั้น ชาวบ้านในเหตุการณ์ถูกล้อมไว้รอบด้าน ไม่มีคำตอบ ไม่มีคำอธิบายใด ๆ แม้ผู้ชุมนุมชายจะยอมจำนน แต่ระหว่างการควบคุมตัวพวกเขายังต้องเผชิญกับสารพัดความรุนแรง ทั้งทุบตี เตะต่อย ถูกสั่งให้มัดมือไพล่หลัง นอนคว่ำหน้าบนพื้นกระบะรถ จำต้องนอนซ้อนกันมากกว่าสองชั้นขณะลำเลียงตัวจากตากใบไปค่ายอิงคยุทธบริหาร อึดอัด เบียดเสียด หายใจไม่ออก คือสิ่งที่ฉันสัมผัสได้จากภาพตรงหน้า แล้วพวกเขาที่อยู่ตรงนั้นละจะสัมผัสอะไรได้อีก เหตุการณ์ในวันนั้นคร่าชีวิตผู้คนไปเกือบร้อยด้วยน้ำมือของคนในเครื่องแบบที่ได้รับการยกย่องหนักหนา
เย็นวันนั้นที่นภากลายเป็นสีแสด วันที่พ่อกับแม่รู้ข่าวว่าฉันคือหนึ่งในผู้เสียชีวิต บ้านหลังนี้ก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป พ่อโกรธแค้นคนของรัฐบาลมาก ก่นด่าเรียกร้องให้เรื่องราวไม่เลือนหายกกลายเป็นแค่เรื่องเล่า ประวัติศาสตร์จะต้องจารึกไว้ว่าพวกเขาทำกับเราไว้อย่างไรบ้าง แต่เหมือนทุกอย่างจะไม่ได้ง่ายดาย ยิ่งเรียกร้องมากเท่าไหร่ ยิ่งกู่ก้องร้องตะโกนมากเท่าใด ปลายกระบอกปืนก็เหมือนจะเล็งมาที่พ่อด้วย เย็นวันหนึ่งที่ฉันทำได้เพียงเฝ้ามองทุกอย่างจากตรงนี้ รอยกระสุนก็ได้ประทับตราไว้ที่หน้าบานประตูเป็นคำเตือนว่าถ้าพวกมึงยังไม่หยุด พวกมึงนั่นแหละคนถัดไป บ้านของเราจึงไม่ใช่บ้านอีกต่อไป เมื่อเราอาจถูกพรากลมหายใจได้ทุกเมื่อ พ่อกับแม่จึงเลือกทิ้งทุกอย่างไว้ที่นี่ และไม่หวนกลับมาอีกเลย แต่เจตจำนงของพ่อไม่เคยหายไปไหน ฉันรู้ดีว่ามันยังคงอยู่
ท่ามกลางประวัติศาสตร์กระแสหลักที่พลักไสเรื่องราวของเรา เรื่องเล่าปากต่อปากถึงบาดแผลในวันนั้นจะไม่มีวันเงียบเสียงลงได้ บ้านหลังนี้จะเป็นอนุสรณ์เพื่อย้ำเตือนคนรุ่นหลัง ข้าวของทุกอย่างจะยังวางอยู่บนชั้นวาง เก้าอี้ไม้สักจะยังตั้งเด่นกลางบ้าน รอยกระสุนจากคนข้างบนจะยังชัดเจนเหมือนกับรอยกระสุนบนเนื้อตัวฉัน ฉันในฐานะวิญญาณติดที่ก็จะรอคอยเหมือนกัน ไม่ว่าจะใครสักคนหรือความยุติธรรม ฉันก็จะรอคอยวันที่สองสิ่งจะหวนกลับมา
จริง ๆ นอกจากเรื่องบ้านร้างหลังนี้ แม่เองก็เคยเล่าเรื่องหนึ่งให้ฉันฟังเหมือนกัน มันเป็นเรื่องเล่าในความทรงจำที่ใครต่อใครก็อยากจะลืม แต่แม่ไม่เลือกแบบนั้น แม่เชื่อว่าความทรงจำที่เต็มไปด้วยร่องรอยบาดแผลต้องถูกกล่าวขานเป็นประวัติศาสตร์ เป็นบทเรียนแก่คนรุ่นหลังไม่ให้ซ้ำรอยเดิมอีก แม่เรียกมันว่าเหตุการณ์ ตากใบ ตากใบที่เป็นบ้านของแม่และคนอีกนับร้อยในวันนั้น
“ขอโทษนะไอดา ฉันเป็นเพื่อนของแม่ของเธอ แต่ตายไปนานมากแล้ว จนตอนนี้บ้านอยู่ในสภาพแบบนี้ก็ยังไปไหนไม่ได้”
วิญญาณตรงหน้าฉันเหม่อมองเส้นขอบฟ้าจากริมระเบียง คล้ายกับว่าอยากจะโผบินออกไปจากที่นี่ ว่ากันว่าวิญญาณจะไปไหนไม่ได้หากยังมีห่วงอยู่ เธอเองก็คงเหมือนกัน อาจห่วงผู้คน สถานที่ หรือใครสักคน
“แม่เสียไปแล้วค่ะ แต่ก่อนแม่จะเสีย แม่ก็เอาแต่ขอโทษคุณน้าตลอดเลย” ฉันเอ่ยกับเธอ เผื่อข้อสงสัยเกี่ยวกับเพื่อนสนิทจะคลี่คลายลงไปบ้าง
แม่จากไปแล้วเมื่อสามปีก่อน อาการป่วยจากโรคประจำตัวของแม่กลับมากำเริบหนัก แต่ระหว่างรักษาตัว แม่ก็มักจะละเมอเพ้อถึงใครบางคนอยู่ตลอด “ขอโทษนะ ตันหยง เราขอโทษ ขอโทษที่ทำอะไรไม่ได้เลย” เสียงสะอึกสะอื้นของแม่ดังไปตลอดทั้งคืน ความรู้สึกผิดของแม่ท่วมท้นมากขนาดนั้นจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต สิ่งที่แม่ทิ้งไว้กับฉันมีเพียงเรื่องเล่าของบ้านหลังนี้ เรื่องเล่าของบ้านที่ครั้งหนึ่งเคยอบอุ่นก่อนจะกลายเป็นอื่น เรื่องเล่าการสลายความชุมนุมด้วยความรุนแรงของภาครัฐที่ไม่เคยปรากฎในหนังสือเรียน เรื่องเล่าแบบนั้นแหละที่ฉันได้รับเป็นมรดกตกทอดจากแม่
“ยี่สิบปีนี้ก็รออยู่ที่นี่มาตลอด เผื่อใครสักคนจะกลับมา เผื่อจะได้รับความเป็นธรรมกลับมาบ้าง แต่ก็”
สายตาเธอหลบต่ำลง แววตาสิ้นหวังแบบนั้นฉันรู้จักดี เพราะครั้งหนึ่งฉันก็เคยเห็นแววตาแบบนั้นจากแม่เหมือนกัน เมื่อตอนจบในเรื่องเล่าของแม่ ไม่ใช่ตอนจบที่สวยหรู แต่คือความจริงที่ว่าเงินเยียวยาและคำขอโทษของรัฐที่เราได้อาจไม่เพียงพอจะเยียวยาบาดแผล บาดแผลของผู้คนที่นี่ยังคงอยู่ แปดสิบห้าชีวิตที่จากไปไม่เคยมีผู้รับผิดชอบ เราทำอะไรไม่ได้นอกจากโอบรับความทรงจำอันเจ็บปวดนั้นไว้และใช้ชีวิตกันต่อไป
“อย่างน้อย ๆ ตอนนี้หนูก็อยู่ที่นี่ อยู่ในฐานะคนรุ่นหลังที่รับรู้เรื่องราวในวันนั้นนะคะ ถ้าส่งต่อเรื่องราวนั้นได้ เรื่องแบบนี้จะได้ไม่เกิดกับคนรุ่นหลังอีก”
ฉันพูดกับเธอไปแบบนั้น เพราะสิ่งสุดท้ายที่เรื่องนี้จะมอบให้เราได้ก็คือบทเรียนอย่างที่แม่ว่าไว้ ถึงแม้ว่าประวัติศาสตร์ในวันนั้นจะไม่ใช่เรื่องน่าจดจำ แต่ก็ดีกว่าการลืมเลือนไปฝังกลบมันไว้ราวกับไม่เคยมีอยู่ ฉันหันหน้าสบตาเข้ากับเธอ หวังเพียงประกายแววหวังจะปรากฎขึ้นมาในนัยตาของเธอบ้าง เมื่อยี่สิบห้าตุลาเวียนมาถึงผู้คนไม่ว่าที่ไหน ๆ จะได้ระลึกถึงเรื่องราวในวันนั้น จะตระหนักรู้ได้ว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องจริง ไม่ใช่ละคร ก่อนเธอจะพยักหน้า เอ่ยขอบคุณฉันที่กลับมาที่นี่ ไม่ว่าจะกลับมาในฐานะลูกสาวของนะดา หรือในฐานะคนรุ่นต่อ ๆ ไป ที่จะไม่ทิ้งเรื่องนี้ไว้ให้เลือนหายไปตามกาลเวลา
ฉันได้แต่นึกสงสัยว่า ความรู้สึกผิดของแม่ที่มีต่อน้าตันหยงในวันนั้นจะลดน้อยลงบ้างไหม เพราะต่อจากนี้ เมื่อท้องนภาสีฟ้าก็เริ่มเปลี่ยนเป็นสีแสดยาม เมื่อนกในระแวกเริ่มส่งเสียงร้องบอกเวลา ยามเดินลัดเลาะตามพงหญ้าและเดินเลียบถนนเส้นเดิม หญิงชราคนเดิมจะนั่งอยู่ที่ชานไม้หัวมุมถนน เมื่อเธอยิ้มมุมปากให้กับฉันแทนสีหน้าวิตกกังวลตอนแรกพบ เมื่อหลาย ๆ สิ่งเหมือนเดิม แต่บางสิ่งเริ่มแปรเปลี่ยน จากสีของท้องฟ้า สีหน้าของหญิงชรา ไปจนถึงตัวฉันต่อจากนี้ ฉันจะส่งเสียงของแม่และน้าตันหยงออกไปแทนพวกเขาเอง จะบอกเล่าว่าที่ตรงนี้เกิดอะไรขึ้นบ้าง และบ้านร้างในเรื่องเล่าของแม่ทิ้งอะไรไว้บ้าง เพื่อให้บาดแผลความทรงจำคงอยู่เป็นประวัติศาสตร์ต่อไป
.
.
.
“ว่ากันว่าเลียบถนนสายนี้ขึ้นไปทางทิศเหนือ มีบ้านร้างอยู่หลังหนึ่ง มันเป็นสิ่งปลูกสร้างเล็ก ๆ ไร้ผู้คน ร้างชีวิต ถูกกลืนกินโดยแม็กไม้ วัชพืช และประวัติศาสตร์กระแสหลัก จากคำบอกเล่าของแม่ครั้งหนึ่งมันเคยอุดมไปด้วยไออุ่นของความทรงจำแต่บัดนี้ ร่องรอยกระสุนปืนจะจารึกอยู่ที่หน้าประตู คอยต้อนรับผู้มาเยือน เพื่อให้คุณจดจำมากกว่าลบลืม”
-----------------
ขอระลึกถึงเหตุการณ์ตากใบ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2547
|