¦ ¦ ¦ ¦


ฉบับที่ 31 : ประจำวันที่ 15 พฤษภาคม 2569


ใต้ต้นไม้ใหญ่
โดย ทิพากร



“พี่ต้น พี่รอผมนานเลยสินะ”
ผมก้มหน้า แอบเหลือบมองสีหน้าเขาเป็นระยะ พี่ชายจ้องผมไม่วางตา ผมหายใจไม่ทั่วท้อง กลัวพี่ตำหนิ กระทั่งเขาเผยยิ้มสดใสเหมือนตอนเราเล่นด้วยกันครั้งเด็ก ๆ ไม่ว่าผมทำผิดขนาดไหน พี่ชายก็ให้อภัยผมเสมอ

ทำไมผมถึงลืมช่วงเวลานั้นไปได้กันนะ…

ภาพของทุ่งหญ้ากว้างยังลอยขึ้นมาเมื่อหลับตา สีเขียวอ่อนล้อแสงแดด ลมเย็นพัดเส้นหญ้าเอนไหวเป็นระลอกเหมือนคลื่นทะเล ผมกับพี่ต้นทิ้งตัวลงนอนเอกเขนกใต้ต้นไม้ใหญ่ กิ่งไม้โยกเบา ๆ เหมือนกล่อมเราให้หลับ แต่เรากลับหัวเราะคุยกันไม่หยุด
พี่ต้นเอาแขนหนุนหัว มองท้องฟ้าสีฟ้าใส “โตแล้วอยากทำอะไรบ้าง” เขาถามพลางเตะปลายหญ้าไปมา
ผมหันไปตอบ พร้อมเล่าความฝันตลก ๆ บ้าง เกินจริงบ้าง จนเขาหัวเราะลั่น แล้วเขาก็เล่าเรื่องของตัวเองกลับมา เสียงของเราไหลสลับไปมาเหมือนการส่งไม้ผลัด เป็นความฝันอันยิ่งใหญ่ของเด็กสองคนที่ยังไม่รู้จักโลกนัก
พักหนึ่งพี่ชายก็หลุดถามเบา ๆ ราวกระซิบให้ลมฟัง
“อยากมีพ่อแม่แบบไหน คิดว่าเขาจะอยากรับเราไหม”
ผมไม่ตอบทันที แค่เอื้อมไปเด็ดหญ้าหนึ่งต้นมาบิดเล่น ก่อนพยักหน้าเบา ๆ ให้เขารู้ว่าผมเองก็คิดเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน
ถึงเราจะอายุห่างกันไม่กี่ปี แต่เวลาผมมองพี่ต้น ผมมักเผลอยืดหลังให้ตรงเหมือนเด็กที่อยากทำตัวดีต่อหน้าพี่ชายแท้ ๆ และถึงเราไม่ได้มีสายเลือดเดียวกัน แต่พี่ต้นคือพี่ชายคนเดียวที่ผมมี
พี่ต้นนอนดวงตาปิดสนิทเหมือนกำลังฟังเสียงลมมากกว่าเสียงผม ผมเองขยับเข้าไปใกล้ ได้ยินเขาพึมพำความฝันอะไรสักอย่าง
“พี่จะเป็นรุกขกรให้ได้”
คำที่ฟังไม่คุ้นทำให้ผมหันขวับทันที
“รุกขกรคืออะไรครับ”
ลมพัดผมฟู ๆ ของเขากระเพื่อมจนดูเหมือนแผงคอสิงโต เขาไม่ได้ลืมตา แต่รอยยิ้มน้อย ๆ ก็ผุดขึ้นบนมุมปาก เหมือนเขากำลังเห็นภาพตัวเองในอนาคต ทั้งสูงใหญ่ ยืนกลางป่า ดูแลต้นไม้ทีละต้น
“คนเราป่วย ก็ต้องไปหาหมอใช่ไหม”
“ครับ” ผมรีบตอบเร็วเกือบจะทับคำเขา
“ต้นไม้ก็เหมือนกัน”
ผมนั่งตัวตรงขึ้น จ้องหน้าเขาจนลืมกะพริบ “พี่จะเป็นหมอต้นไม้งั้นเหรอ เหมาะกับพี่สุด ๆ ไปเลย”
เหมือนความคิดนั้นทำให้โลกโดยรอบสว่างขึ้นนิด ๆ แบบที่แสงแดดลอดใบไม้ตกโดนหน้าผมพอดี ผมมองพี่ต้นแล้วก็อดคิดไม่ได้ว่า ถ้ามีเทพอารักษ์ต้นไม้อยู่จริง คงมีหน้าตาแบบเขานี่ล่ะ คนที่ยืนเฉย ๆ ต้นไม้ยังอยากเอนกิ่งเข้าหา

“แก่ขึ้นเยอะเลยนะ”
มืออุ่น ๆ ของเขาวางบนศีรษะผมเหมือนเคย ทั้งที่ตรงนั้นไม่เหลือเส้นผมให้ลูบแล้ว ผมยังเผลอหลับตารับสัมผัสนั้นเหมือนตอนเด็ก
“แล้วอาร์มเป็นยังไง ทำไมถึงมาที่นี่ได้”
คำถามจากพี่ต้นเหมือนลมที่พัดแรงกว่าปกติ ผมชะงัก ก่อนภาพในอดีตจะไหลย้อนกลับมาเองโดยไม่ต้องนึกนาน

“เด็กชายอาร์ม! อยู่ที่นี่อีกแล้ว มาเล่นซะไกล ดูสิ ทำเอาครูเหนื่อยเลย”
เสียงหอบของครูสมใจดังมาพร้อมเหงื่อที่ไหลเต็มใบหน้า เธอเป็นทั้งแม่ ทั้งครู ทั้งคนดูแลเด็กกำพร้าทุกคนในศูนย์ บางทีก็อาจจะเกินกำลังไปหน่อยด้วยซ้ำ
ผมยังไม่ทันตอบ พี่ต้นก็ลุกขึ้นนั่งทันที
“มีข่าวดีเหรอครับครู”
ครูสมใจพยักหน้า ยิ้มบาง ๆ แต่แววตากลับซ่อนความกังวลไว้อยู่
“ใช่สิ อาร์ม… เธอจะมีแม่บุญธรรมแล้วนะ ทำตัวดี ๆ ล่ะ ยิ่งโตขึ้น ก็ยิ่งมีคนรับยากขึ้น”
สายตาของครูเลื่อนไปทางพี่ต้น เพียงเสี้ยววินาที แต่ผมเห็นมันชัดกว่าใคร แววตาที่บอกว่า ครั้งนี้ก็ไม่ใช่เขาอีกแล้ว
ผมเม้มปาก ก่อนถามทั้งที่รู้คำตอบ
“ให้เขารับพี่ต้นไปด้วยไม่ได้เหรอครับ”
“อย่าพูดมากเลยอาร์ม เขาต้องการเธอคนเดียว” ครูพูดเสียงอ่อน
“ไปเถอะ”
พี่ต้นยิ้มจาง ๆ บอกผม แล้วลุกขึ้นก่อนเหมือนเคย เขาเป็นคนเดินนำผมไปหาผู้อุปการะ
ทั้งที่ตัวเขาเองก็อยากให้ใครคนนั้นพาเขาไปด้วยเหมือนกัน ผมจำได้ดี มือของเขาที่จับมือผมแน่นกว่าทุกครั้ง
ราวกับกลัวว่าเราจะไม่ได้อยู่ข้างกันอีก
พอถึงหน้าห้อง พี่ต้นหยุดอยู่ตรงกรอบประตู ส่วนผมก้าวเข้าไปแล้ว แต่ยังหันกลับไปมอง เงาของเขายังทาบอยู่บนพื้นด้านนอก เหมือนยืนยันว่าเขายังยืนอยู่ตรงนั้น ไม่ไปไหน
“เข้ามาใกล้ ๆ สิจ๊ะ”
เสียงนุ่มแต่ทรงอำนาจดังขึ้นจากหญิงวัยกลางคนในชุดเรียบหรู เธอใช้สายตากวาดมองผมตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างพินิจ ผมค่อย ๆ เดินเข้าไปหา
“ตอนเธอวิ่งเล่นอยู่ข้างนอก ฉันสัมผัสได้ทันทีเลยนะว่าเด็กคนนี้ ต้องรุ่งโรจน์กว่าใคร”
ผมกะพริบตา สับสนกับคำพูดนั้นจนเธอแนะนำตัวว่าเธอชื่อ “โรส” เป็นหมอดูชื่อดัง
ผมสูดลมหายใจแล้วรีบถาม 

“พี่ต้นไปด้วยได้ไหมครับ”
คำตอบของเธอเรียบ แต่คมเหมือนลมที่พัดสวนหนาว ๆ

“ฉันไม่รับคนที่ไม่มีผลอะไรต่อชีวิตฉันหรอกจ้ะ หว่านเมล็ดก็ต้องหวังผล ไม่ใช่หรือ”
ผมไม่ค่อยเข้าใจ แต่สัญชาตญาณบอกให้เงียบ ไม่ซักต่อ
“ไปเก็บของได้แล้ว เธอไปกับฉันตอนนี้เลย”
“ตอนนี้เลยเหรอครับ” ผมถามย้ำ
เธอไม่พูดอะไร แต่สายตาเธอบ่งบอกว่ารำคาญผมเต็มที และนั่นทำให้ผมต้องรีบเก็บเสื้อผ้าที่มีอยู่น้อยชิ้น ใส่กระเป๋าใบเก่าที่ครูสมใจได้รับบริจาคมา
พี่ต้นรอส่งผมขึ้นรถ เขายืนอยู่ตรงนั้นจนผมไม่กล้าก้าวขึ้นไป
“แล้วจะได้เจอกันอีกไหมครับ” ผมถามพี่ต้น เสียงผมสั่นอย่างห้ามไม่ได้
“แน่นอน ไว้เรามาเจอกันที่ใต้ต้นไม้นั้นนะ” พี่ต้นตอบ
“สัญญานะ”
ผมชูนิ้วก้อย พี่ต้นเกี่ยวนิ้วกลับมา แล้วพยักหน้ารับคำ ก่อนลูบหัวผมเบา ๆ แบบที่ทำมาตั้งแต่จำความได้
ตอนบอกลา ผมกอดเขาแน่นจนเขาหัวเราะเบา ๆ ว่า “อาร์ม…หายใจไม่ออก” แต่ผมก็ยังไม่คลายแขน ในใจแอบหวังให้เขายื้อผมไว้สักคำ แต่พี่ต้นกลับยกกระเป๋าใส่ท้ายรถให้ ผมสังเกตเห็นมือเขาสั่นน้อย ๆ เวลาปล่อย แต่ไม่ได้พูดทัก
เมื่อรถเคลื่อนตัวออกไป เงาร่างของเขาเล็กลงเรื่อย ๆ จนเหลือแค่จุดหนึ่งบนพื้นดิน ก่อนจะหายไปหลังแนวต้นไม้ น้ำตาผมไหลไม่หยุด แต่แม่โรสกลับไม่เหลียวมอง ไม่ถาม ไม่ปลอบ เธอเพียงเหยียบคันเร่งให้รถพุ่งไปข้างหน้าเหมือนเร่งเวลา
และบางที… เธออาจไม่ต้องถาม เธอเป็นหมอดู คงรู้คำตอบตั้งแต่แรกแล้ว

บ้านของแม่โรสใหญ่จนผมต้องเงยคอมองอยู่นานกว่าจะเห็นยอดประตูที่สูงกว่าไม้ทุกต้นที่ผมเคยปีนในศูนย์เด็กกำพร้าเสียอีก
“ยกกระเป๋า แล้วตามเข้ามา”
เธอพูดโดยไม่หันกลับมามองด้วยซ้ำ ผมรีบคว้ากระเป๋าใบใหญ่ที่แทบจะหนักเกินตัว เดินตามหลังเธออย่างเอียง ๆ ทุกก้าว และเอาแต่ถามตัวเองในใจว่า เมื่อไหร่จะได้วางสักที
“นี่ ห้องนอนเธอ”
ผมโล่งใจ ห้องอยู่ชั้นล่าง ไม่ต้องขึ้นบันไดวนที่ดูเหมือนเขาวงกต และทันทีที่ประตูเปิดออก ผมแทบลืมเหนื่อยไปเลย
ห้องกว้างจนเสียงฝีเท้าของผมก้องเบา ๆ ผมวางกระเป๋า แล้ววิ่งกระโดดขึ้นเตียงโดยไม่ทันคิด เตียงนุ่มจนจมตัวลงไปครึ่งหนึ่ง สามเตียงในศูนย์เด็กกำพร้ารวมกันยังไม่ใหญ่เท่าเตียงนี้เตียงเดียวด้วยซ้ำ
แม่โรสยืนพิงประตู มองผมด้วยสีหน้ามั่นใจราวกับรู้ผลล่วงหน้าอยู่แล้ว
“จากนี้ไป เธอจะได้อยู่ ได้กิน ได้มี ในสิ่งที่ไม่เคยได้มาก่อน และในอนาคต เธอจะมีมากกว่านี้อีก”
น้ำเสียงของเธอหนักแน่น

นับจากนั้น ชีวิตของผมก็เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว แม่โรสส่งผมไปเรียนโรงเรียนใหญ่ ห้องเรียนมีแอร์เย็น เด็กในห้องแต่งตัวดี ตอนพักคาบ พวกเขาล้อมวงกันอวดบ้านพักตากอากาศ พ่อแม่หลายคนเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์มากมาย และนั่นทำให้ผมอยากมีแบบพวกเขาบ้าง

ผมมีชีวิตแบบนั้น จากเดือน เป็นปี พอถึงวันเกิดตัวเอง ผมขอแม่โรสไปหาพี่ต้น ผมไม่รู้ว่าวันเกิดตัวเองวันไหน ใครบางคนทิ้งผมที่หน้าศูนย์เด็กกำพร้าตั้งแต่ทารก พี่ต้นปลอบผมว่าเขาก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่เราเลือกวันที่มาศูนย์ที่นี่ครั้งแรกเป็นวันเกิดตัวเอง พี่ต้นพาผมไปสลักวันเกิดบนต้นไม้ ผมสังเกตว่ามีวันเกิดของพี่ต้นด้วย
ตอนแรกแม่โรสไม่ยอมพาไป แต่ผมร้องไห้จนตัวสั่น หายใจไม่เป็นจังหวะ เธอเลยจำใจพาผมขึ้นรถ พอถึง ผมรีบกระโดดลงจากรถ เรียกชื่อพี่ต้นไปทั่ว แต่ไม่มีเสียงตอบกลับ ใต้ต้นไม้ใหญ่ก็ว่างเปล่า
ลมหายใจหอบ ๆ ดังขึ้นจากด้านหลัง ผมรีบหันมอง แต่ไม่ใช่คนที่ผมตามหาอยู่
ครูสมใจวิ่งมาหยุดตรงหน้าผม ใบหน้าเธอแดงและเหงื่อไหลท่วม
“มีคนรับพี่ต้นไปเลี้ยงแล้ว” เธอจับบ่าผมแน่น “ชีวิตเราต้องเดินไปข้างหน้าได้แล้วนะ ต่อไปนี้อย่ากลับมาที่นี่อีกเลย กลับมายังไงก็ไม่เจอเขาแล้ว”
เธอหยิบผ้าเช็ดหน้าเช็ดน้ำตาให้ผม จูงมือผมส่งขึ้นรถ ผมจากไปอีกครั้งโดยไม่เจอพี่ต้นอีกเลย

ผมใช้เวลากับแม่โรส กับสังคมใหม่ที่แม่โรสเลือกให้ ปีแล้วปีเล่าภาพของพี่ต้น ทุ่งหญ้ากว้าง และต้นไม้ใหญ่ที่เคยเป็นที่พึ่งทางใจของเราก็เลือนหายไปเหมือนสีเก่าที่ถูกทาทับจนมองไม่ออกว่าข้างใต้เคยเป็นอะไร ผมปิดบังทุกคนว่าผมเป็นเด็กกำพร้ามาก่อน แม่โรสสั่งผมให้ตอบทุกคนว่าเธอเป็นแม่แท้ ๆ ของผม และผมก็ซ้อมมันจนกลายเป็นความจริงชุดใหม่ที่พูดได้อย่างไม่สะดุด ทุกคนก็เชื่อหรือไม่ก็แกล้งเชื่อ ไม่มีใครกล้าทักว่าผมกับแม่โรสไม่มีส่วนไหนเหมือนกันเลยสักนิด ทุกคนคงกลัวอิทธิพล กลัวบ้านตัวเองจะหายไป ตอนนี้ผมเป็นซีอีโอบริษัทเหมาก่อสร้างเจ้าใหญ่ ที่ดินที่นาหลายผืนหายไป กลายเป็นหมู่บ้านจัดสรร หรือโรงงานมากมาย
ผมเชื่อว่าทุกการกระทำมาจากดวงที่ถูกกำหนดไว้ตั้งแต่เกิด ผมทั้งยอมรับและภูมิใจบนกองเงินกองทองมหาศาล ผมไม่เคยตามหาพี่ต้นอีกเลย

“มีนายทุนใหญ่อยากสร้างโรงงานตรงนี้ครับ”
ลูกน้องคนสนิทบอกพร้อมเปิดแผนที่ให้ดู
ผมขยี้ตาซ้ำ ที่ดินแปลงนั้นเป็นบ้านที่ผมเคยอาศัยเมื่อเนิ่นนานมาก่อน
ผมไม่เคยกลับไปเยี่ยมที่นั่น ภาพผู้ชายหัวฟูโอบกอดต้นไม้ วิ่งไล่จับหัวเราะร่ากับผมแวบเข้ามาในสมอง ผมส่ายหน้าสลัดภาพเหล่านั้นทิ้ง
“เว้นที่นี่สักที่แล้วกัน”
“อ้าวทำไมล่ะครับ เงินหลายร้อยล้านเลยนะครับ ปกติคุณอาร์มไม่เคยพลาดสักงานเลยนะครับ”
“แกต้องรับ”
แม่โรสเข้ามาได้ยินพอดี เธอยังคงอยู่เบื้องหลังทุกงาน เงินเกินครึ่งอยู่ที่เธอ
“แกจะมาโยนเงินทิ้งง่าย ๆ ไม่ได้นะ ถ้าแกไม่รับงานนึง งานอื่นเขาก็ไม่ให้แกแล้ว มันกระทบไปหมด”
“ที่นั่นมันเคยเป็นบ้านของผม แม่ก็รู้ดี”
“เดี๋ยวแม่สร้างศูนย์นั่นใหม่ให้ เอาเป็นว่าแกไม่ต้องห่วง แม่จัดการดูแลให้เอง”
ผมเชื่อทุกอย่างที่แม่โรสบอก หากเธอไม่พอใจ ผมกลัวเธอจะทอดทิ้งผมเหมือนแม่แท้ ๆ ก็แค่สถานที่หนึ่ง สร้างใหม่ให้ใหญ่ขึ้น ชดเชยก็ได้ ผมปลอบตัวเองเช่นนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่คำตอบจากผู้ดูแลศูนย์กลับไม่มีช่องว่างให้ปลอบใจอีก

ผู้ดูแลศูนย์แจ้งกลับมาผ่านลายลักษณ์อักษรยืนยันว่าไม่มีวันที่เขาจะยกที่ดินผืนนี้ให้นายทุนคนไหน เขาต้องการเก็บรักษาพื้นที่สีเขียวให้เด็ก ๆ ได้วิ่งเล่น ให้ทุกคนได้สูดอากาศดี ๆ
“ใช้วิธีเดิมไหมครับ”
ลูกน้องถาม
ผมลังเล แต่สุดท้ายก็พยักหน้าตอบลูกน้อง
“ให้แน่ใจว่าปลอดภัย”

ผมไม่ไปดูงานด้วยตัวเอง มืดค่ำมากแล้วก็ไม่กลับบ้าน เอาแต่หมกตัวอยู่ในห้องทำงาน เดินวนไปมาโดยไม่รู้ว่ากำลังมองหาอะไร
จนกระทั่งสายตาผมก็หยุดที่เงาดำหลังม่าน ผ้าม่านโปร่งที่ปิดไม่สนิทไหวเบา ๆ ลมพัดแรงขึ้นจนผ้าม่านแหวกออก เผยให้เห็นด้านหลังของชายคนหนึ่งที่แสนคุ้นเคย
“พี่ต้นเหรอ” ผมเอ่ยถาม แต่ใครคนนั้นกลับยืนนิ่ง ไม่หันมาตอบ ผมขยับตัวเข้าใกล้อีกนิด ความรู้สึกเย็นวาบไหลขึ้นมาตามสันหลัง
“ใครน่ะ มาทำอะไรในนี้ดึกดื่น” ผมรู้สึกใจคอไม่ดี แต่ก็กลั้นใจเดินปรี่ไปประชิดตัว คว้าบ่าของชายคนนั้นให้หันมา แต่ทันทีที่มือสัมผัส ผิวหนังกลับร้อนระอุราวกับแตะเหล็กเผา ผมชักมือกลับแทบไม่ทัน
เพียงเสี้ยววินาที ไฟลุกพรึ่บขึ้นจากร่างนั้น เปลวเพลิงโอบคลุมทุกอย่างในพริบตา ผมล้มตัวลงกับพื้น เสียงเขาแผดร้องต่ำ ๆ ชายคนนั้นดิ้นทุรนทุรายอยู่กลางห้อง ก่อนร่างจะค่อย ๆ แตกสลาย กลายเป็นเถ้าผงลอยฟุ้งในอากาศ เหลือเพียงกลิ่นไหม้คละคลุ้ง และความร้อนที่ยังหลงเหลือ เหมือนเขาเพิ่งยืนอยู่ตรงนั้นจริง ๆ
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ผมสะดุ้งตัวตื่นบนโต๊ะทำงาน
“เกิดเรื่องใหญ่แล้วครับ”
“ทำไม เกิดอะไรขึ้นกับเด็ก ๆ งั้นเหรอ” ผมถามอย่างร้อนรน
“ไม่ครับ เด็ก ๆ ไม่มีใครอยู่ที่นั่นตั้งแต่เย็นแล้ว ทางคุณโรสส่งคำเตือนแจ้งคนดูแลศูนย์เอาไว้”
“อ้าว แล้วยังไง เกิดเรื่องอะไรกันแน่”
“คือ...คนดูแลศูนย์เอาแต่ยืนเฝ้าต้นไม้” เสียงลูกน้องสั่นเครือแบบที่ผมไม่เคยได้ยินมาก่อน
ผมนึกถึงความฝันเมื่อครู่ หรือนั่นเป็นลางบอกเหตุ และทำไมคนดูแลศูนย์ไม่ใช่ครูสมใจ ชายคนนั้นเป็นใครกันแน่ ชื่อของพี่ต้นแล่นวาบขึ้นมาในหัว ก่อนที่ผมจะรีบปัดมันทิ้ง ผมพยายามกล่อมตัวเองว่าพี่ต้นมีชีวิตที่ดีเขาอยู่กับครอบครัวใหม่ไปตั้งนานแล้ว และไม่ว่าเป็นใครก็ตาม ผมก็ไม่อยากให้ใครมาต้องตายด้วยฝีมือของผม
ผมคว้ากุญแจรถแล้วออกไปทันที หัวใจเต้นแรงจนได้ยินชัดในหู ความกระสับกระส่ายไล่ตามทุกจังหวะก้าว ผมได้แต่ภาวนาว่าใครคนนั้นจะปลอดภัย
ท้องฟ้าดำสนิท แต่ถูกฉีกออกด้วยแสงไฟสีส้มที่ลุกโชนอยู่ไกลลิบ ราวกับมีใครจุดนรกไว้กลางทุ่ง ความร้อนนั้นลามเข้ามาในอกผมจนหายใจไม่ทั่วท้อง
เมื่อไปถึง อาคารสีขาวไม่เหลือเค้าเดิม เหลือเพียงซากไหม้ที่ยังคายกลิ่นควันอุ่น ๆ ออกมาไม่หยุด
ผมก้าวลงจากรถ พื้นใต้เท้ายังร้อนระอุ ความร้อนซึมผ่านรองเท้าขึ้นมาจนฝ่าเท้าชา ลมหายใจเต็มไปด้วยกลิ่นไหม้ที่ทำให้แสบคอ ทุ่งหญ้าที่เคยเขียวขจี กลายเป็นผืนดำสนิท
“คนนั้นล่ะอยู่ที่ไหนแล้ว ช่วยเขาหรือยัง” ผมถามลูกน้อง
เขาหน้าเจื่อน ก้มหน้าไม่ตอบคำถาม แล้วชี้ไปยังตำแหน่งที่ผมคุ้นเคย
ร่างกายผมหนาวสะท้าน ทั้ง ๆ ที่ความร้อนจากเปลวเพลิงยังอยู่ ผมไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าขาทั้งสองพาผมมาหยุดอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ที่มอดไหม้แทบหมด แต่ยังพอเห็นรอยขีดวันเกิดของผมกับของคนในความทรงจำบนลำต้นนั้น
และเมื่อผมก้มมองที่พื้นดิน ตรงโคนต้นไม้
ผมเห็นเพียงโครงกระดูกไหม้เกรียมวางนิ่งอยู่
ไม่ต้องถามแล้วว่าคนดูแลศูนย์คนนี้คือใคร คำตอบชัดเจนตรงหน้า ไม่มีวันที่ผมลืมพี่ต้นได้ แม้สมองแสร้งลืมเรื่องราวในอดีตมากมาย แต่หัวใจกลับโหยหาพี่ชายของผมเสมอ ผมทรุดตัวลง น้ำตาหลั่งลงพื้นดินไม่หยุด หากไฟยังไม่มอด ผมคงใช้น้ำตานั้นดับมันลงตรงนี้
เด็กคนอื่นปลอดภัยดี ผมรู้ทีหลังว่าครูสมใจเสียชีวิตไปนานแล้ว พี่ต้นไม่มีใครรับเลี้ยง เลยอาสาดูแลน้อง ๆ ที่นั่นต่อ ผมคาดคั้นความจริงจากแม่โรส เลยรู้ว่าในวันที่ผมเคยกลับไปหาพี่ต้นที่ศูนย์รับเลี้ยงเด็ก เธอโทรสั่งครูสมใจให้ซ่อนพี่ต้นไม่ให้ผมเจอ กลัวผมไม่ลืมเขาและเริ่มต้นชีวิตใหม่ไม่ได้
พี่ต้นอยู่ที่นั่นตลอดเวลา แต่ผมไม่เคยรู้ ไม่เคยแม้แต่สงสัย คืนที่ผมสั่งวางเพลิงไล่ที่ แม่โรสพาเด็กคนอื่นออกหมดแล้ว เลยไม่ได้สนใจใครอีก พี่ต้นกลับเลือกอยู่ เขายืนเฝ้าต้นไม้ต้นนั้นในความมืด รอพบผม เขารู้ว่าสุดท้ายผมจะกลับมายังต้นไม้ต้นนี้
เมื่อเปลวไฟเริ่มลุกลาม เขากลับไม่หนีไปไหน ลงมือพยายามดับมันเพียงลำพัง จนร่างค่อย ๆ ถูกกลืนหายไปพร้อมกับแสงสว่างนั้น
และผมมาถึงช้าไปไม่กี่นาที

“พี่ต้น…หน้าไม่เปลี่ยนเลยนะครับ”
เสียงผมแผ่วเบา ราวกับลมหายใจสุดท้ายยังตามติดมาถึงที่นี่ ผมในวัยเจ็ดสิบปีเพิ่งหลุดพ้นจากร่างที่อ่อนล้าจากมะเร็งปอด ฝุ่นจิ๋วที่สูดดมทุกวันกัดกินผมช้า ๆ จนแม้เครื่องฟอกราคาแพงหรือหมอเก่งขนาดไหนก็พาผมเดินต่อไปไม่ไหว
แต่ที่นี่…ผมหายใจได้เต็มปอดเป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปี
พี่ต้นยืนรออยู่แล้ว ใบหน้ายิ้มละมุนไม่ต่างจากวันเก่า ไม่มีร่องรอยของกาลเวลาแตะต้อง เส้นผมฟูของเขาไหวตามแรงลมเหมือนสิงโตในความทรงจำของผม แม้พี่ต้นจะจากโลกไปก่อนผมตั้งสามสิบปี แต่สายตาคู่นั้นยังเป็นสายตาเดิม สายตาของคนที่เคยกอดผมไว้แน่นในวันที่เราจำเป็นต้องจากกัน
ผมจำเขาได้ทันที ไม่ต้องคิด ไม่ต้องคาดเดา เหมือนหัวใจวิ่งนำหน้าไปกอดเขาก่อนตัวผมเสียอีก และดูเหมือนเขาเองก็จำผมได้ตั้งแต่ผมเหยียบเข้ามาในทุ่งแห่งนี้
ผมหันไปมองรอบตัว ต้นไม้ต้นเดียวกับที่เราเคยนอนใต้ร่มด้วยกันสูงใหญ่กว่าเดิม ร่มเงากว้างจนโอบล้อมผมทั้งตัว แต่ที่แปลกคือ…ต้นไม้รอบ ๆ มีมากขึ้น ราวกับผุดขึ้นเต็มทุ่ง
“พี่ปลูกเองทั้งหมดเลยนะ” พี่ต้นพูดด้วยเสียงสดใส

ผมกวาดตามองทุ่งหญ้าที่ทอดยาวสุดสายตา ดอกไม้สีอ่อนบานสะพรั่ง กลิ่นหอมปนลมนุ่ม ๆ พัดผ่านแก้มเหมือนสัมผัสมือใครบางคนที่คิดถึงมานานแสนนาน
ผมยืนเงียบ ซึมซับทุกอย่าง—สีเขียว สายลม ดอกไม้ และคนตรงหน้า
ที่นี่ไม่ใช่โลกเก่า ไม่ใช่บ้าน ไม่ใช่ศูนย์เด็กกำพร้า แต่เป็นที่ที่พี่ต้นรอผมอยู่เสมอ
“ชอบไหม”
เขาถามผม ผมพยักหน้า
“งั้นอยู่ที่นี่ด้วยกันเลยสิ”
เขาชวน
“อยู่ด้วยกันเหมือนตอนเราเด็ก ๆ ไงล่ะ”
เขามองหน้าผม แต่ผมส่ายหน้า
“ผมทำผิดไว้มาก ผมควรอยู่ในนรก ไม่ใช่ที่นี่”
“อาร์มช่วยคนไว้มากเลยไม่ใช่เหรอ”
อีกครั้งที่เขายิ้มให้ผมอย่างจริงใจ ตั้งแต่ที่พี่ต้นจากไป ผมก็เปลี่ยนตัวเองทุกอย่าง ผมไม่ฟังเสียงแม่โรส เอาเงินของตัวเองทั้งหมดทุ่มกับงานวิจัยกำจัดฝุ่นจิ๋ว ปลูกป่าสร้างอากาศสะอาด ผมสร้างศูนย์รับเลี้ยงเด็กกำพร้าท่ามกลางธรรมชาติหลายแห่ง แต่ไม่มีที่ไหนเลยที่ผมรู้สึกอบอุ่นเท่ากับที่ที่ผมทำลายไป ผมทำทุกวิถีทางลบล้างเรื่องชั่วร้ายที่ตัวเองเคยทำ ผมลงพื้นที่ด้วยตัวเองทั้งหมด ผมสูดฝุ่นเข้าปอดทุกวันจนปอดป่วย ผมถูกตัดขาดจากนายทุน จากแม่โรส หอบกระเป๋าออกจากบ้าน อยู่กระท่อมกลางป่า นำเงินส่วนหนึ่งมารักษามะเร็งปอด ยืดเยื้อมาได้จนถึงอายุเท่านี้
“ผมทำให้พี่ตาย ผมไม่มีสิทธิ์อยู่กับพี่”
ผมยืนยันคำตอบ
“แล้วอยากอยู่กับพี่อยู่ไหม”
พี่ต้นถาม ผมค่อยๆพยักหน้า
“พี่ครับ… ผมขอโทษนะครับ”
คำขอโทษหลุดออกมาทีละคำ ทั้งไม่เคยคิดตามหา ทั้งคำสัญญาที่ไม่เคยทำให้สำเร็จ
รวมทั้งบ้านของพวกเราที่ผมเป็นคนทำลาย
และสิ่งที่เลวร้ายที่สุดก็คือ ความตายของพี่
น้ำตาเอ่อขึ้นโดยไม่ต้องพยายาม ไม่มีวันไหนเลยที่ผมไม่รู้สึกผิด แม้กระทั่งหลังความตาย
“พี่ต่างหากที่ต้องขอโทษ”
เสียงของพี่ต้นอ่อนโยนเหมือนเคย เขาเชื่อคำพูดแม่โรสว่า ชีวิตผมคงดีกว่านี้ หากไม่ต้องพบเขาอีก เขาเลยยอมซ่อนตัว ยอมไม่ออกตามหาผม และยอมรับจุดจบแบบนี้ไว้เพียงลำพัง
พี่ต้นกอดผมแน่นเหมือนวันที่เราต้องจากกัน
“เรากลับมาเป็นเหมือนเดิมกันเถอะนะ”
เขาจับมือผม พาวิ่งไปทั่วทุ่งหญ้า
ร่างของเขาหดเล็กลง กลายเป็นเด็กชายต้น เช่นเดียวกับผม—เด็กชายอาร์ม
เสียงหัวเราะของเราดังขึ้นพร้อมกัน
ในที่สุดผมก็ได้บ้านคืนมา





ขอสงวนสิทธิ์ข้อความทั้งหมดภายในเว็บไซท์
Copyright by http://www.espressoandcigarette.com