¦ ¦ ¦ ¦


ฉบับที่ 31 : ประจำวันที่ 15 พฤษภาคม 2569


เจ้าโลกผู้หลั่งด้วยศรัทธา
โดย พงศภัค พวงจันทร์



เด็กชายคนนั้นวิ่งตัดบ่อทราย ตะโกนเรียกเจซึ่งกำลังยืนฉีกซองขนมขาไก่
เจมัวแต่ละล้าละลังเลยถูกชนหงายหลัง พอเห็นคู่กรณีแลบลิ้นใส่จึงลุกขึ้น ไล่กวดอีกฝ่ายทั้งน้ำตา แต่ฝ่ายนั้นวางแผนไว้แล้ว มันนำเจอ้อมบ่อทราย กระโดดข้ามกระดานหก เมื่อเจกระโดดตาม เพื่อนอีกคนของมันก็กระดกกระดานขึ้น
คานเหล็กกระแทกใต้หว่างขาของเจเต็มรัก
ตอนนั้นเองที่ผมสะดุ้งตื่น
ไม่ใช่ตื่นจากนิทรา แต่เป็นการลืมตาครั้งแรกพร้อมตั้งคำถามว่า พระเจ้าส่งผมมาบนโลกด้วยเหตุผลใดกันแน่
โลกใบนี้เต็มไปด้วยเสียงร้องไห้ ความมืด ความอับชื้น
สักพัก เสียงร้องไห้ก็ถูกแทนที่ด้วยเสียงโวยวาย เสียงล้อรถบดถนน เสียงเตียงเหล็กถูกเข็นบนพื้นกระเบื้องแกรนิต ความมืดอับถูกพรากด้วยลมเย็นจากเครื่องปรับอากาศ และไฟเพดานที่เผยให้เห็นใบหน้าของชายแก่คนหนึ่ง อีกฝ่ายสัมผัสร่างของผมผ่านถุงมืออย่างทะนุถนอม เพียงอึดใจก็กลับมานั่งหลังตรง เอ่ยขึ้นโดยมองเลยหลังเจไป
“ฟกช้ำหน่อยเดียว กลับไปประคบเย็นก็หายครับ”
ชายแก่ดึงกางเกงปิดให้เจ ความมืดและความอับชื้นกลับคืนมาอีกครั้ง
“อดทนนะ ปีหน้าเป็นพี่ประถมแล้ว หายเจ็บแล้วใช่มั้ยเอ่ย”
“เจลูก ตอบหมอสิ” เสียงแหลมเล็กดังขึ้นทำลายความเงียบ
“หายแล้วฮะ” เจตอบพร้อมตบผมเบา ๆ ผ่านกางเกงขาสั้นสีแดง สัมผัสนั้นมอบความอบอุ่นอย่างที่ไม่เคยสัมผัส
ในห้องของเจคืนนั้น ผมคู้ตัวแน่นด้วยฤทธิ์ความเย็นจากวัตถุสีฟ้าที่เจ้าของเสียงแหลมเล็กเพิ่งเดินถือออกไป เจนั่งอยู่บนฟูก พลิกตัวผมไปมาอย่างอยากรู้อยากเห็น ผมตัดสินใจว่าต้องพูดอะไรสักอย่างแทนคำทักทายอย่างเป็นทางการ
“ขอบใจเจมากนะที่ช่วยเรา”
เจขมวดคิ้ว ดวงตาฉายความสงสัย
“ก็เจร้องดังขนาดนั้นเพื่อให้ทุกคนพาเรามาหาหมอใช่มั้ยล่ะ”
เจกะพริบตาปริบ ๆ ก่อนเอ่ยขึ้น “เจเจ็บอะ เจเลยร้อง”
สิ้นประโยคนั้น ผมขำพรืด แต่นั่นทำให้รู้ว่า พระเจ้าสร้างสายใยบางอย่างเชื่อมความรู้สึกเราไว้ด้วยกัน
และบางที ท่านอาจต้องการให้ผมยึดเหนี่ยวสายใยเส้นนั้นแทนความศรัทธาต่อพระองค์
. . . . .
“เจลูก ตอบอาตั่วแปะสิ”
เสียงแหลมเล็กทำให้เจสะดุ้ง ความอบอุ่นที่ผมได้รับผ่านกางเกงยีนส์หายไป เมื่อเจย้ายมือที่แอบคลำผมเล่นไปบีบตักตัวเอง อันเป็นกิริยาที่เจ้าตัวมักทำยามประหม่า
“ชอบ...ผู้หญิงขาว ๆ ครับ” ริมฝีปากของเจปรากฏรอยยิ้มจืดเจื่อน
“ให้มันชัด ๆ หน่อยล่วย ขาว ๆ งี้มีเต็มบ้านเต็มเมือง” ผู้ที่ถูกเรียกว่าอาตั่วแปะชักน้ำเสียงรำคาญ
“เจลูก จะอ้อม ๆ แอ้ม ๆ ทำไม”
น้ำเสียงแหลมเล็กนั่นทำให้เจบีบตักตัวเองแน่นขึ้น
“ยังไม่รู้ครับ”
“ฮ่วย ป.หกล้าวยังม่ายรู้ ลื้อระวังอีแอบใส่กระโปรงลื้อเอานา” พูดจบ อาตั่วแปะก็หัวเราะ
เสียงแหลมเล็กดังสมทบ “โอ๊ย อั๊วะเลี้ยงลูกมาดี ลองทำแบบนั้นสิจะฟาดให้ เนี่ย ต้นมะยมก็อยู่หน้าบ้าน”
ผมไม่ได้พูดอะไรกับเจ รู้เพียงว่าไม่นาน เจก็ขอตัวลุกออกจากโต๊ะอาหาร ผมรู้ดีว่าเจเกลียดเสียงหัวเราะในวันรวมญาติเข้ากระดูกดำ
“ดูรูปวันกีฬาสีกันมั้ยเจ” ผมเอ่ยชวนเพราะรู้ว่าจะช่วยเรียกรอยยิ้มของเจกลับคืน
“เอาสิ” เขาตอบเมื่อขึ้นมาถึงห้องนอน ล็อกประตู กระโดดขึ้นเตียงพร้อมหยิบมือถือมากดเปิด ไล่ดูอัลบั้มงานแข่งว่ายน้ำบนเว็บไซต์โรงเรียน หยุดที่ภาพรุ่นพี่ชื่อนนท์กางแขนว่ายท่ากรรเชียงโดยสวมเพียงกางเกงว่ายน้ำขาสั้น ความพิศวงฉายชัดในดวงตาเมื่อเห็นปานนมสีเข้มและไรขนปรกบางกลางรักแร้ อันเป็นสิ่งที่เจไม่คุ้นเคย
“เจชอบรูปนี้ใช่มั้ย” พอผมพูดจบ เจก็พยักหน้า เปิดให้แสงสว่างและไอเย็นเข้าโอบล้อมร่างของผม
“จำวันเลือกประธานนักเรียนที่เจเจอพี่นนท์ครั้งแรกได้มั้ย” ผมช่วยกระตุ้นความทรงจำ ขณะเดียวกัน มือของเจก็โอบรัดร่างผมไปด้วย “พี่นนท์ไม่ได้ใส่เสื้อกล้าม หลังเปียกจนเห็นสีเนื้อที่หลัง จำตอนที่พี่นนท์เดินเบียดเจได้มั้ย นั่นแหละกลิ่นเหงื่อผสมโรลออนของผู้ใหญ่”
เจหลับตา สูดหายใจเป็นจังหวะ “นายจำได้มั้ยว่าพี่นนท์ใส่สร้อยอะไร”
ผมยิ้มเมื่อเห็นว่าเจมาถูกทางแล้ว “ไม่มีใครรู้หรอก พี่นนท์ไม่เคยเอาสร้อยออกมาจากเสื้อเลย”
เจขมวดคิ้วมุ่น นึกภาพเครื่องประดับที่โผล่เพียงสายโซ่ขนาดเล็กร้อยรอบลำคอสีแทนแดด ส่วนที่เหลือมิดหายเมื่อมาถึงจุดกลัดของกระดุมเสื้อเม็ดที่สอง ตอนนี้ เจคงกำลังจินตนาการภาพส่วนปลายของสร้อยที่กระเด้งไปมาบนแผงอกเรียบตึง...หรือไม่ เขาอาจกำลังสวมบทบาทเป็นปลายสร้อยเองเสียเลย
“ถ้าเจเป็นสร้อย เจจะเห็นอะไรบ้าง” ผมช่วยสานต่อความคิดฟุ้งซ่าน ลมหายใจของเจถี่กระชั้นอย่างไม่อาจหยุดยั้ง “ดูรูปที่พี่นนท์ว่ายน้ำสิ นั่นแหละสิ่งที่เจจะได้เห็น จะได้แตะ...จะได้กลิ่น”
ฉับพลัน ห้วงอารมณ์ของเจก็แตะจุดระเบิด ทะลักทะลายพร้อมรอยยิ้มที่ผมปรารถนาจะได้เห็น
ทว่าพอมองเลยรอยยิ้มเจไป กลับเห็นรอยยิ้มกระหยิ่มของใครอีกคนเคลื่อนเข้ามาใกล้
ผมร้องเตือนเสียงหลง เจสะดุ้งหันกลับไปมอง เห็นเด็กชายคนหนึ่งเสือกร่างออกมาจากใต้เตียง ถือโทรศัพท์อัดคลิปไปด้วย
“พี่เจทำอะไรอะ” เด็กน้อยหัวเราะคิกคัก มองโทรศัพท์ของเจที่เปิดภาพเดิมค้างไว้
เจหน้าถอดสี พาผมกลับสู่ความมืดและชื้นแฉะพร้อมยกมือไหว้ขอร้อง
“มิ่ง เฮียขอนะ อย่าบอกใครนะ...”
“มิ่งจะเปิดคลิปให้ป๊าดู!” มิ่งแลบลิ้นใส่พลางวิ่งออกจากห้อง เจเบิกตาโพลงเมื่อตระหนักได้ว่า ป๊าของอีกฝ่ายคือชายคนเดียวกับที่ตนเรียกอย่างยำเกรงว่าอาตั่วแปะ
คืนนั้น หลังการรวมญาติสิ้นสุด ก้านมะยมกำหนึ่งก็ถูกรูดใบออกจนเหี้ยน
ผมมองเจร้องไห้ กลายเป็นเครื่องรองรับอารมณ์ของเจ้าของเสียงแหลมเล็ก ผู้ซึ่งในชั่ววูบนั้น ความรู้สึกเคารพรักในฐานะ ‘ม้า’ คงไม่หลงเหลือในหัวเจอีกต่อไป ม้าประเภทไหนกันที่ระบายความอับอายจากการถูกนิ้วนับสิบชี้ใส่กลางโต๊ะอาหารลงบนร่างของลูก เสร็จแล้วจึงขึ้นไปรื้อห้อง เปิดดูโทรศัพท์ ก่อนลงมือฟาดอีกครั้งตามจำนวนหลักฐานที่หล่อนนิยามว่า สะท้อนความป่วยจิตผิดมนุษย์
พระเจ้าส่งผมมาทำไม ถ้าหน้าที่เดียวของผมกลับทำให้บั้นท้ายของเจปรากฏรอยแดงตามจำนวนครั้งที่เจ้าชีวิตของเขาโบยตี
เมื่อม้าเดินออกจากห้อง ผมขอร้องให้เจพูดกับผม อึดใจผ่านไป เจก็ปลดปล่อยผมออกจากความมืดและอับชื้น
“เจ เราขอโทษ” หากพระเจ้ามอบน้ำตาให้ผม น้ำเสียงยามเอ่ยประโยคนั้นคงสั่นเครือไม่ต่างจากคำตอบของเจ
“นายนอนเถอะ” ว่าแล้ว ความมืดก็เข้าโอบล้อมตัวผม ทิ้งไว้เพียงเสียงสะอื้นสั่นสะท้าน “ไม่ต้องตื่นมาเลยก็ได้”
“เจ...” ผมใจสลายเมื่อได้ยินคำขอร้องแกมบังคับนั่น “เรายังอยู่ตรงนี้นะเจ”
“ทำไมต้องมีนายวะ...”
ประโยคต่อมาทำผมจุกแน่น ทำไมต้องมีผม...ราวกับสายใยที่ผมยึดเหนี่ยวมาตลอดสิบปีได้ขาดสะบั้นลงตรงนั้น
“ทำไมนายต้องผิดปกติด้วยวะ”
ท่ามกลางเสียงค่อนขอดก้องกังวาน ร่างของผมจมดิ่งในความมืด ไม่ใช่ความมืดอันคุ้นเคย หากแต่เป็นสีดำที่ไหลทะลักออกจากหัวใจของเจ
. . . . .
“เจ พูดกับเราหน่อย เจ...”
หากพระเจ้าได้ยินผม พระองค์ควรมอบแสงสว่างนำทาง หรืออย่างน้อยก็ควรตอบข้อสงสัยว่า ผมควรใช้สิ่งใดในโลกมืดสนิทใบนี้เป็นเครื่องยึดเหนี่ยว
เครื่องยึดเหนี่ยวของผมหายไปแล้ว
รอยยิ้มของเจหายไป...
โลกที่ผมอยู่ยังคงมืดและอับชื้น แต่ไม่มีครั้งไหนเลยที่ความสุขสมทะลักพลุ่งพล่าน หากเจอาลัยอาวรณ์สักนิด เขาควรกลับไปให้ชายแก่พลิกดูตัวผม เพื่อตอบคำถามว่าทำไมผมถึงไม่สามารถทำหน้าที่ที่พระเจ้ามอบหมาย
แต่เจไม่ทำ เขาคงยินดีที่ผมถูกขังลืม รอยแผลจากการทำหน้าที่ของผมยังทิ้งร่องบากในความสัมพันธ์ของเขากับม้าจนทุกวันนี้
แต่แล้ววันหนึ่ง ผมสัมผัสได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ...จังหวะการเต้นของหัวใจเจดังอึกทึก
ณ ย่านนักศึกษาชื่อดังกลางเมืองหลวง มองไปเห็นฝูงชนนับร้อย ทว่าสำหรับเจ ชายหนุ่มคนนั้นโดดเด่นราวกับทั้งฟากถนนมีอีกฝ่ายยืนอยู่เพียงผู้เดียว
ไฟเปลี่ยนจากสีแดงเป็นเขียว คลื่นมนุษย์เคลื่อนจากทางเท้าฝั่งตรงข้ามมายังจุดที่เจยืนอยู่ เจนิ่งค้างกระทั่งร่างในเชิ้ตแขนสั้นสีครีมหยุดลงตรงหน้า กลิ่นลมหายใจของอีกฝ่ายคล้ายพืชรสเผ็ดร้อน กลิ่นเดียวกับยาสีฟันที่เจเปลี่ยนมาใช้ในช่วงไม่กี่เดือนให้หลัง
“แกทำการบ้านมายัง” เมื่ออีกฝ่ายเอ่ยขึ้น ท่าทางของเจก็กลับเป็นธรรมชาติ
“ยังอะ รอลอกแกอยู่เนี่ย”
“คลาสจะเริ่มแล้วนะเฮ้ย!” เสียงนั้นร้อนรนหลังก้มหน้ามองนาฬิกา
“ก็รีบเอามาให้ลอกดิวะ” เจเข้าไปยื้อแย่งกระเป๋าสะพายของอีกฝ่าย นั่นคือครั้งแรกที่เจดูเหมือนวัยรุ่นทั่วไป ไม่ต่างจากผู้คนนับร้อยที่สับเปลี่ยนหมุนวนอยู่บนถนนเส้นนี้
และนั่นคือครั้งแรกในรอบหลายปีที่เจกลับมาพูดกับผม
“ช่วยเราหน่อยได้มั้ย” เขาเอ่ยประโยคนั้นทั้งที่มือยังสาละวนจดข้อความที่ครูผู้สอนฉายให้ดูบนจอภาพ
“ให้เราช่วยอะไรล่ะเจ” ถามย้ำแม้คาดเดาคำตอบได้
“เหมือนเมื่อก่อนไง” น้ำเสียงของเจขาดห้วง น้ำตาของเขาหยดลงบนมือ ซึ่งบัดนี้กำแน่นอยู่บนตัก ไม่ใช่เพราะหวาดกลัว แต่เพราะประหม่าที่ร่างของตนอยู่ถัดจากชายหนุ่มคนนั้นเพียงคืบ
“เจร้องไห้ทำไม” ผมบ่ายเบี่ยงตอบรับคำขอร้อง
“เราขอโทษที่พูดกับนายอย่างนั้น” เล็บของเจจิกลงในเนื้อ
“ขอบใจที่นึกได้นะ”
แล้วผมก็ไม่พูดกับเจอีก
ผมขดตัวในความมืดเนิ่นนาน กระทั่งถึงตอนค่ำ แสงสว่างและไอเย็นจากเครื่องปรับอากาศในห้องเจก็เข้าโอบล้อม แต่ผมยังหลับตา...หลับไม่ตื่นแบบที่เจเคยประชด
น้ำเสียงของชายหนุ่มคนนั้นฉายแววผิดหวัง
“แกไม่ชอบเราเหรอ...”
ทันใด มือหนึ่งก็เข้าโอบอุ้มตัวผม แต่ไม่ใช่มือของเจ...เป็นสัมผัสที่ไม่คุ้นเคย
น้ำเสียงของเจร้อนรน “เปล่า แค่...ยังไม่มีอารมณ์”
มือเดิมเปลี่ยนจากกอบกุมร่างของผมไปลูบไล้ใบหน้าของเจ ก่อนจะจุมพิต
“งั้นเรากลับนะ”
ว่าแล้ว ร่างนั้นก็ลุกขึ้น ก้มหยิบเชิ้ตสีครีมที่ปลายเตียง ก่อนชะงักเมื่อถูกสองแขนของเจโอบกอดจากด้านหลัง
“คืนนี้แกค้างได้มั้ย”
ผมสัมผัสได้ว่าหัวใจของเจเต้นรัวตอนเอ่ยประโยคนั้น ก่อนจะทวีความรุนแรงเมื่อกลิ่นเผ็ดร้อนคล้ายยาสีฟันถูกปล่อยมารดต้นคอ ไล่มายังปาก และกลืนเป็นหนึ่งเดียวกับลมหายใจของเขา
คืนนั้นทั้งคืน ไฟในห้องปิดสนิท ความมืดกลับคืนมา แต่ปราศจากความชื้นอับ
ไม่มีสิ่งใดปกปิดร่างของผมเลยสักชิ้น
เจนอนนิ่งบนเตียง ร้องไห้ เปลือยเปล่า ถูกเจ้าของลมหายใจเผ็ดร้อนโอบกอดจากด้านหลัง ทว่าสัมผัสนั้นเต็มไปด้วยคำถาม ดังสายสัมพันธ์ที่จะขาดมิขาดแหล่
“เขาคือใครเหรอเจ”
ในความเงียบนั้นเอง เสียงของผมก็ดังขึ้น ทุกอย่างคล้ายย้อนกลับไปในวันที่เราทำความรู้จักกัน...เด็กน้อยนามว่าเจกะพริบตาปริบ ๆ ใช้นิ้วพลิกร่างของผมไปมา ต่างที่ตอนนี้ อีกฝ่ายคือชายหนุ่มผมยาวประบ่า ร่างสูงโปร่งผอมซูบ ทาเล็บสีฟ้าสลับเขียว ไม่ใช่เด็กสวมกางเกงแดง ร้องโอดโอยกุมเป้า ขณะถูกครูอุ้มไปส่งถึงมือม้าอีกต่อไป
“เราไม่รู้จะเรียกเขาว่าอะไร นายล่ะ” เจถามผมกลับ
“แบบเดียวกับนนท์มั้ง” ผมว่า
“ไม่...” เจส่ายศีรษะช้า ๆ “เขาไม่เหมือนกัน”
“ยังไงล่ะ”
“ตอนเราเจอเขาครั้งแรก เราไม่เคยปลุกนายเลย”
ผมนิ่งไป หากพระเจ้ามอบน้ำตาให้ผม มันคงเริ่มรินไหล ไม่ต่างกับเจในวันที่ถูกม้ากระหน่ำฟาด
“แล้วเจรู้ได้ยังไง”
เจเข้าใจคำถามนั้น ในวันที่พบนนท์ ผมคือคนแรกที่รู้ เป็นคนแรกที่บอกเจให้จำชื่อและใบหน้าของนนท์ แต่กับชายคนนี้ เจรู้ของเขาเอง รู้จากก้นบึ้งของที่ไหนสักแห่งที่พระเจ้าไม่อนุญาตให้ผมเข้าถึง หรือเข้าใจมันได้
“เจเจอเขาได้ยังไง แล้วใครเป็นคนบอกเจให้ทำความรู้จักเขาล่ะ”
“ที่ห้องเรียน” เจเอ่ยเสียงค่อย “เขาเข้ามาสอนเรา เขาเป็นคนเก่งมาก เก่งที่สุดเลย”
ผมหลับตา ภาพเด็กน้อยที่เคยมองผมอย่างอยากรู้อยากเห็นคนนั้นเลือนรางลงเรื่อย ๆ
“แล้วไงต่อล่ะเจ...”
เจยิ้ม โอบกอดผมแน่นราวกับไม่ต้องการพรากจาก “เขาเข้าใจเรา เขารู้ใจเรา เราก็เลยรู้ไง”
ผมสะอื้นออกมาพร้อมเสียงหัวเราะ “เจโตขึ้นแล้วนะ โตมาก เราคงไม่เข้าใจเจอีกแล้วล่ะ”
“เราคิดถึงนาย” น้ำตาของเจไหลเป็นทางบนหมอน
“เราขอโทษ” ผมกระซิบแผ่วเบา “เขาหน้าตาเป็นยังไงบ้าง”
“ไม่ได้หล่อเลย” เสียงของเจเหมือนกำลังกลั้นหัวเราะ “แต่กอดเขาอุ่นมาก กลิ่นเขาหอมมาก”
พูดจบ เจก็พลิกตัวอย่างเชื่องช้า พิจารณาร่างที่นอนตะแคงอยู่ข้างกาย อมยิ้มเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังกรน
“เขาตลกมากใช่มั้ย เวลากรนน่ะ” ผมเสริม “กอดของเขาคงจะอุ่นมากเลยใช่มั้ย”
เจพยักหน้า
ผมกลั้นใจ เอ่ยประโยคสุดท้าย “เจอยากให้เขาได้มีความสุข...กับสิ่งที่เขาชอบในตัวเจมั้ยล่ะ”
สิ้นคำพูดของผม เจก็เข้าจุมพิตอีกฝ่าย ใช้นิ้วโลมปานนมสีน้ำตาลเข้ม ปลุกเจ้าของริมฝีปากให้ลืมตา อมยิ้ม ผลักร่างของเจให้นอนราบกับเตียง เจนิ่งไปชั่วครู่ก่อนพลิกตัวในท่านอนคว่ำ ใช้หน้าตักกอดกุมผมเอาไว้
“อยู่กับเราก่อนนะ” คำขอสุดท้ายดังกังวาน ไม่นาน ห้วงอารมณ์ของเจก็แตะจุดระเบิด
ผมหลับตา กำซาบรอยยิ้มสุขสมของเจคนนั้น
...คนที่พระเจ้ามอบหมายให้ผมมาเป็นพยานในสิ่งมหัศจรรย์ที่เรียกว่าชีวิตของเขา
. . . . .
“เจ ตอบเราหน่อย...”
ตั้งแต่วันนั้น ผมก็ไม่เคยพูดกับเจ ปล่อยให้ภาพเขากับชายอีกคนเคลื่อนห่างออกไปเรื่อย ๆ
“เจยังได้ยินเราอยู่มั้ย...”
เจเองก็เลิกติดต่อกับผม เราไม่เคยตกลงกันเรื่องนี้ รู้เพียงว่าต่างฝ่ายต้องการให้เป็นแบบนั้น
“เราจะไปแล้วนะเจ”
เม็ดรีที่เจกินติดต่อกันหลายปีทำให้สายสัมพันธ์ของเราบางกว่าเส้นด้าย และบัดนี้ ท่ามกลางแสงสว่างที่ห้อมล้อมตัวผม ชายหลายคนในห้องก็กำลังจะใช้มีดเล่มคมที่วางพักบนถาดนั่นตัดมันให้ขาดสะบั้นอย่างสมบูรณ์
“เราได้ยินแล้ว...”
เสียงเจแว่วมาจากที่ไกล ๆ แต่กลับไม่มีสิ่งใดสัมผัสตัวผม เจผล็อยหลับอยู่บนเตียง ฤทธิ์ยาไม่อนุญาตให้เขาขยับร่างกายได้
“เราจะไม่ได้เจอกันแล้วนะเจ” ผมเอ่ยขึ้น รอคำตอบเนิ่นนานจนนึกว่าห้วงสำนึกของเจหลุดลอยไปไกลแล้ว
พลันเสียงกระซิบสั่นเครือผุดขึ้นกลางความเงียบงัน
“ขอบใจมากนะที่อยู่กับเรา”
“มีความสุขมาก ๆ นะเจ” ผมกล่าวอวยพรแทนคำบอกลา
มีความสุขในสิ่งที่เจเลือกนะ คือประโยคสุดท้ายที่ผมไม่ได้พูด
เสียงฝีเท้าของชายหลายคนใกล้เข้ามา มีดเล่มคมถูกยกขึ้น เงาดำทาบทับร่างผม
“เราไปนะ” สิ้นเสียงนั้น สายใยก็ถูกตัดขาด
ผมหมดหน้าที่แล้ว
ผมรักที่ได้เห็นเจยิ้ม...รอยยิ้มที่เจไม่ได้มอบหมายให้ผมสร้าง ฉับพลัน ผมมองเห็นพระเจ้า ผู้ที่สร้างเจให้เข้มแข็ง มีความอิสระเสรี มีจุดหมายในชีวิตที่แน่วแน่ สมบูรณ์พร้อม
ผมพร้อมแล้วที่จะกลับสู่อ้อมอกของพระองค์





ขอสงวนสิทธิ์ข้อความทั้งหมดภายในเว็บไซท์
Copyright by http://www.espressoandcigarette.com