¦ ¦ ¦ ¦


ฉบับที่ 28 : ประจำวันที่ 1 เมษายน 2569


นกขุนทอง
โดย หลังฝน







ห้อง 102 (ชายหนุ่มห้องข้างๆ)

ผมชอบหอพักนี้นะเงียบสงบ มีหมาสองตัวชื่อ “มอม” กับ “แมม” เป็นหมาพี่น้องที่ต่างขั้วสุดจะบรรยาย ที่ผมมักจะเข้ามาทักทายและเล่นกับผมทุกครั้งที่ผมเดินทางกลับถึงหอพัก คุณป้าหอเองก็ใจดีเหมือนดูแลผมเหมือนลูก หลาน
แต่ถ้าจะให้บอกว่ามีอะไรที่ไม่ชอบเกี่ยวกับหอพักนี้คงมีไม่กี่เรื่อง แต่ที่ผมไม่ชอบมากที่สุดก็คงเป็นเสียงนกขุนทองของไอห้องข้างๆ ที่จะได้ยินเสียงลอดกำแพงแบบแผ่วเบาทุกครั้ง ผมไม่เคยเห็นหน้าเจ้าของห้องเสียด้วยซ้ำแม้จะเป็นเพื่อนบ้านกัน อีกอย่างผมลืมบอกไปว่าหอพักนี้คุณป้าอนุญาตให้เลี้ยงสัตว์ได้ นี่เป็นเหตุผลหลักที่ผมเลือกอาศัยอยู่ที่นี่กับเจ้า “ชะเอม” แมวสามสีหางกุด สุดเอาแต่ใจ
ไอนกขุนทองมันจะเริ่มร้องทุกครั้งเมื่อเพื่อนข้างห้องกำลังเดินมุ่งตรงมาที่ห้อง ดีนะที่ผนังห้องของหอพักนี้มันยังหนาอยู่บ้างเลยไม่ดังนัก แต่จะได้ยินชัดเมื่อผมออกไปยืนสูบบุหรี่หรือตากผ้าอยู่ริมระเบียง ไอนกขุนทองนั่น มันแหกปากเป็นเสียงผู้หญิงที่น้ำเสียงสดใส แรกๆ ทำเอาผมตกใจเหมือนกันว่านี่มันเสียงคนหรือเสียงนกกันแน่
“เธอรักเขามั้ย” 

“เขารักเธอนะ”
ประโยคชวนขนลุก ต้องเป็นคนอย่างไรกันถึงสอนนกขุนทองพูดประโยคนี้
--------------

ห้อง 103

“เธอรักเขามั้ย” 

”เขารักเธอนะ” (เจ้าหมีเอื้อนเจื้อยแจ้ว) 

ผมอยู่ห้องนี้มานานเหลือเกิน ก่อนที่หนุ่มน้อยห้อง 102 จะมาเสียอีก ก่อนหน้านี้ห้องของผมเคยเงียบเชียบวังเวง แต่ทุกวันนี้ไม่ค่อยเงียบเหงาเท่าเมื่อก่อนแล้วแหละ เพราะผมมีเจ้า ‘หมี’ นกขุนทองที่ผมรับมาเลี้ยงได้ครึ่งปี และมีเพียงเหตุผลเดียวที่ผมเลือกเลี้ยงนกขุนทอง แทนที่จะเป็น หมา แมว เพราะมันเลียนเสียงคำพูดของคนได้เป็นอย่างดี ทั้งน้ำเสียงและท่าทาง และตั้งแต่มีเจ้าหมีห้องนี้ก็ไม่เหงาอีกเคย
แต่ถ้าจะให้ย้อนกลับไปเมื่อ 6 เดือนก่อนผมกับห้องนี้แทบจะกลายเป็นห้องร้างว่างปล่าว ไม่ใช่ในแง่ของวัตถุสิ่งของแต่หมายถึงชีวิตที่ล่องลอยไร้การเชื่อมต่อกับโลกใบนี้ ตั้งแต่ที่เธอจากไป ผมรู้สึกเหมือนตายทั้งเป็น ไร้แรงจูงใจในการใช้ชีวิต หมดศรัทธาในความรัก หมดศรัทธาในตัวพระเจ้า ผมคบกับเธอมานานกว่า 4 ปี เธอเป็นหญิงสาวผมยาวตัวเล็ก ผมสีแดงที่ต้องคอยย้อมทุกๆ 6 เดือน จนผมเกือบลืมไปแล้วว่าเธอเคยมีผมสีดำเข้ม
เธอเป็นคนสดใส ที่คอยมอบรอยยิ้มให้ผมเสมอ ผมพบกับเธอด้วยความบังเอิญที่หน้าร้านก๋วยเตี๋ยวแห่งหนึ่ง แถวสามย่าน ครั้งแรกที่ได้พบเธอที่ผมรู้ในทันทีว่านี่คือรักแท้ ยืนยันได้จากจังหวะการเต้นของหัวใจที่เต้นรัว ในช่วงแรกความรักของเราบ้าคลั่งดั่งพายุไต้ฝุ่น เราแทบจะไม่แยกกันเลยแม้แต่ตอนอาบน้ำ ตัวเราติดกันอยู่เสมอเหมือนฝาแฝดอย่างไรอย่างนั้น แต่เรื่องน่าแปลกคือเราแถบจะไม่มีอะไรเหมือนกันเลย ทั้งนิสัย ความชอบส่วนตัว แต่ก็ไม่ได้เป็นปัญหาในชีวิตคู่แต่อย่างใด และทุกครั้งที่บทสนทนาเงียบลง เธอมักจะถามผมอยู่เสมอว่า 

“เธอรักเขามั้ย”
“เขารักเธอนะ” 

ประโยคเก่งที่เธอจะถามอยู่เสมอ และถามไม่ต่ำกว่าวันละ 10 ครั้ง แรกๆ มันก็ดูน่ารักมากเชียวแหละที่มีคนหนึ่งคนคอยบอกรัก คอยถามห่วงใยความสัมพันธ์ แต่คุณมาลองเป็นผมสิ นี่เธอเล่นถามเป็นนนกแก้วนกขุนทองทุกวัน มันก็ไม่ใช่เรื่องตลกเลยแหละ แต่ถึงอย่างไรผมก็ไม่เคยโกรธ หรือแสดงท่าทีรำคาญใส่เธอเลยแม้แต่น้อย
ห้องของเราแม้ไม่ใหญ่นักเป็นอพาร์ทเมนต์ขนาดราว 30 ตรม. ไม่ได้ถูกแบ่งเป็นสัดส่วนเฟอร์นิเจอร์มีเพียงโต๊ะ เตียง ตู้ เราอยู่สองคนบนเตียง 6 ฟุตได้อย่างสบาย ตัวผมเองไม่ค่อยชอบซื้อของเท่าไหร่ แต่ถ้าคุณได้มาที่ห้องผมจะรู้ได้เลยว่าห้องนี้เป็นห้องของผู้หญิง เพราะเธอเป็นคนที่ชอบซื้อของกระจุกกระจิกโดยเฉพาะกาชาปอง เธอเอามาวางไว้ตามมุมห้องตั้งแต่ชั้นวางรองเท้า หัวเตียง บนโต๊ะ ในตู้เสื้อผ้า ระเบียง หรือแม้แต่กระทั่งในห้องน้ำ ทุกที่ล้วนมีเหล่ากาชาปอง หมาแมว หน้าตายียวน อยู่ทุกมุมห้องคอยแอบมองพวกเราอยู่เสมอ 

“เธอรักเขามั้ย” เธอถาม 

“เขารักเธอนะ”
“จ้า รักจ้า” ผมตอบ
เธอต้องการคำตอบแค่นี้แหละเหล่าท่านชาย เชื่อผมเถอะถ้าไม่เหนือบ่ากว่าแรงก็ตอบคำถามเธอหน่อย ถ้าให้เปรียบเธอเป็นเหมือนผึ้งน้อยที่ต้องการเติมคำหวานอยู่ตลอดเวลาอย่างใดอย่างนั้น ผมรู้สึกอยุ่เสมอว่าผมเป็นคนโชคดี ไม่ใชว่าเคยถูกรางวัลใหญ่ หากแต่เป็นมีเธออยู่ในชีวิต แม้หน้าที่การงานไม่ได้ดีนักแต่ก็ไม่ต้องอดอยาก ตื่นเช้ามาเห็นเธอนอนขดตัวเป็นก้นหอย ก่อนออกไปทำงาน ก่อนจะนอนได้เห็นเธอเป็นคนสุดท้าย ก็เพียงพอที่จะทำให้ผมมีแรงไปใช้ชีวิตในวันถัดไป 

….ฟังดูเป็นเหมือนเรื่องราวความรักของผมกับเธอละสิ แต่คุณเชื่อเถอะความสุขอยู่กับเราได้ไม่นานหรอก
พระเจ้าเหมือนจะเล่นตลก ในวันครบรอบอายุปีที่ 35 ของผมเอง เรานัดกินข้าวมื้อพิเศษกันที่ร้านอาหารร้านประจำของเราที่ย่านอารีย์ ตอนนั้นผมเลิกงานไวกว่าปกติ จึงไปรอเธอที่ร้านพึงชมก่อน นั่งเท้าขางเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างฟังเพลงจนหมดอัลบั้ม รอเธอไม่ต่ำกว่า 40 นาที ข้อความส่งไปนับสิบ สายโทรศัพท์ที่โทรไปไร้การตอบกลับ จากสบายใจเริ่มกระสับกระส่าย และเป็นกังวล เธอเป็นอะไรรึปล่าว
และสิ่งที่ผมไม่อยากให้เกิดมากที่สุดที่เกิดขึ้น สายที่ 5 ที่ผมโทรไปมีชายหนุ่มคนหนึ่งรับสบาย 

“หมีพู อยู่ไหนเป็นอะไรรึปล่าว ทำไมไม่รับสาย” ผมถาม
“สวัสดีครับ” (ปลายสายเป็นผู้ชายวันกลางคน ทำเอาผมนิ่งไปครู่หนึ่ง)
“คุณคือญาติผู้ป่วยใช่ไหมครับ” ปลายสายถาม
“ผมเป็นแฟนเขาครับ เขาเป็นอะไรรึปล่าว” ผมตอบ
“เธอประสบอุบัติเหตุถูกรถชนหนักระหว่างข้ามถนน ตอนนี้กำลังถูกนำส่งโรงพยาบาลพญาไท คุณรีบตามมาด่วนเลยครับ” ปลายสายตอบ
สิ้นสาย โทรศัพท์ผมหลุดมือตกจอแตก ขาทั้งสองข้างไร้เรี่ยวแรงผมทรุดลงไปกับพื้นที่ร้านอาหารจนหลายคนในร้านต่าง กรูเข้ามาถามไถ่ เมื่อได้สติได้ผมรีบรุกจากโต๊ะที่จองแล้วรุดไปที่โรงพยาบาลโดยไว แต่ก็นั้นแหละอย่างที่ทุกคนน่าจะรู้กัน มันไม่ทันแล้ว…เธอจากไปในวัยเพียง 30 ปี และเธอจากไปในวันเกิดของผม
หลังจากเธอจากไปผมพูดน้อยลงกว่าเดิมจากที่เคยเป็นคนพูดน้อยกลายเป็นคนไม่พูดเลย กินน้อยลงกว่าเดิม นอกจากทำงานประจำแล้วผมแทบจะไม่ทำอะไรเลย ผมเพ้ารุงรัง หนวดเครายาวเฟิ้มจนหัวหน้าต้องคอยสะกิดให้ไปตัดผมอยู่เสมอ ผมแอบร้องไห้ในออฟฟิศเกือบทุกวัน เล่นเอากลายเป็นเรื่องเล่าเลยแหละว่าที่ออฟฟิศมีผีผู้ชายร้องไห้ในออฟฟิศ ตอนนี้ผมไม่รู้จะใช้ชีวิตต่อจากนี้อย่างไรดี แฟนไม่มี เพื่อนไม่มี กับพ่อแม่เองก็ตัดขาดกันไปนานแล้ว
10 ตุลาคม วันนั้นผมตัดสินใจซื้อน้ำยาล้างห้องน้ำขวดใหม่ ผมซื้อเชือกเส้นใหญ่ ผมซื้อยานอนหลับ ผมซื้อถ่าน 1 ถุง คงไม่ต้องบรรยายต่อว่าผมต้องการจะทำอะไร ผมคิดถึงเธอเหลือเกินให้ตายสิ
ระหว่างทางเดินกลับ 300 ร้อยเมตรจากปากซอยหอพัก ผมได้ยินเสียง เสียงแปลกๆ ไม่แน่ใจว่ามันเป็นเสียงของคนหรือเสียงเลียนแบบ

“โอ๊ยเจ็บนะเว้ย”
“โอ๊ยเจ็บนะเว้ย”

ผมเดินตามทางหาต้นเสียงจนไปเจอกับนกขุนทองตัวหนึ่งนอนอยู่ในพุ่มไม้ดูเหมือนจะบาดเจ็บเพราะกางปีกออกไร้เรี่ยวแรงที่จะบิน จริงๆ ผมเป็นคนกลัวนกนะแต่เชื่อไหมว่ามันสิ่งเดียวที่ทำให้ผมยิ้มและหัวเราะได้ในรอบ 5 เดือนที่ผ่านมา ผมจึงถอดเจ็คเก็ตออกและคลุมตัวมันขึ้นมา พากลับบ้านไปพร้อมกัน
มันเป็นนกขุนทองที่ดื้อมาก ทั้งส่งเสียงดัง กระโดดไปกระโดดมา ชอบบินมาจิกและก็บินหนีไป จนผมเกือบจะทุบมันอยู่หลายครั้ง

“โอ๊ยเจ็บนะเว้ย”
“โอ๊ยเจ็บนะเว้ย”

มันพูดประโยคเดิมอยู่ซ้ำไปซ้ำมาชวนขำ แต่เปฏิเสธไม่ได้เลยว่าตั้งแต่เจ้านกตัวนี้ เข้ามาครบอาทิตย์ห้องนี้ก็ไม่เงียบอีกต่อไป ซึ่งมันก็ดีเหมือนกันนะ
เย็นวันนั้นเจ้านกนี่บินโฉบไปโดนรูปต่างหน้าของเธอตกพื้น ดีที่ผมอยู่ใกล้ๆ จึงคว้ากรอบรูปเธอไว้ทัน ผมหยิบรูปนั้นขึ้นมาดูและหวนคิดถึง มันคงจะดีนะถ้าเธอยังอยู่ด้วยกัน ผมรักเธอนะ และเธอก็คงรักผมเหมือนกัน ผมอยากถามเธอ ผมอยากได้ยินเสียงเธออีกครั้ง และนับตั้งแต่ตอนนั้นผมก็เริ่มเปิดคลิปเสียงวิดิโองานวันเกิดผมในวัน 33 ปี และเล่นซ้ำเฉพาะช่วงที่เธอบอกว่า

“เธอรักเขามั้ย”
“เขารักเธอนะ”

ผมเปิดคลิปเสียงทิ้งไว้ทุกวันเพื่อหวังว่าเจ้านกขุนทองจะพูดประโยคนั้นได้ก่อนออกไปทำงาน จนวันหนึ่งในค่ำคืนฝนตกกลางฤดูหนาวของเดือนพศจิกายน ระหว่างผมกำลังนั่งเหม่อลอยมองฝนฟ้ากระหน่ำ ในมือคีบบุหรี่สูตรเย็นที่ควันค่อยๆ ลอยฟุ้งขึ้นสู่อากาศ อีกข้างถือรูปของเธอด้วยความคิดถึง นอกจากเสียงฝนภายนอกแล้ว ในห้องก็มีเสียงเจ้าหมี ชื่อนกขุนทองที่ผมตั้งให้โฉบไปโฉบมาในห้อง แล้วก็เสียงของเธอที่เล่นผ่านลำโพงเล็กๆ วนลูปไปมา

“เธอรักเขามั้ย” (เสียงเธอที่คุ้นเคย)
“เขารักเธอนะ”
“เธอรักเขามั้ย” (เสียงเธอที่แปลกออกไปเล็กน้อย)
“เขารักเธอนะ” (เสียงเจ้าหมี)

และนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นที่เจ้าหมีเริ่มพูดประโยคเดียวกับเธอ ทำเอาผมยิ้มทั้งน้ำตาและดีใจจริงๆ ที่เสียงนี้ได้กลับมาสู่ห้องนี้อีกครั้ง ก่อนสวมกอดเจ้านกขุนทองทั้งน้ำตา “ผมรักคุณเสมอ” (ผมตอบ)
--------------

ห้อง 102 (ชายหนุ่มห้องข้างๆ)

"เธอรักเขามั้ย"
"เขารักเธอนะ" 

เมื่อตอนย้ายเข้าหอพักต้นโมกสัปดาห์แรก ระหว่างที่ผมกำลังทำความสะอาดห้อง และพยายามใช้เครื่องดูดฝุ่นกลบเสียงของไอนกขุนทองบ้านั่น แต่เสียงแหลมๆ ของมันยังคงลอดเข้ามาในห้องผมอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ผมย้ายมาอยู่หอนี้เมื่อ เดือนก่อน เสียงนี่แหละคืออุปสรรคที่สุดในการใช้ชีวิตของผมเลยก็ว่าได้
แรกๆ ที่ได้ยิน ผมก็เคยแอบสงสัยนะว่าเจ้าของห้อง 103 นี่เป็นคนแบบไหนกัน ใครกันสอนนกพูดประโยคชวนขนลุกแบบนี้ ดูเป็นคู่รักโลกเป็นสีชมพูเกินเหตุ หรือไม่ก็คนบ้าที่พูดอยู่คนเดียว... แต่พักหลังมานี้ เสียงนกมันเปลี่ยนไปนิดหน่อย ประโยคเดิม... 

"เธอรักเขามั้ย"
"เขารักเธอนะ"

แต่ผมสังเกตว่า มันมีสองน้ำเสียง น้ำเสียงหนึ่งเป็นเสียงผู้หญิงที่ฟังดูคุ้นเคยกว่า เป็นเสียงที่ออกผ่านลำโพงที่เปิดวนซ้ำๆ ฟังดูแหบๆ แต่เต็มไปด้วยอารมณ์ และอีกน้ำเสียงหนึ่งเป็นเสียงที่แหลมกว่า ชัดเจนกว่า... นั่นคือเสียงของไอนกนั่น แล้วอยู่ๆ ก็มีความเงียบเข้ามาคั่น... เหมือนเจ้าของห้อง 103 กำลังร้องไห้ เมื่อวานผมออกไปตากผ้าที่ระเบียง ก็เห็นเจ้าของห้อง 103 เขาเปิดกรงนกไว้แล้วนั่งอยู่ที่ระเบียง นั่งจ้องมองมันอย่างใจลอย ในมือถือกรอบรูปเก่าสภาพของเขาที่ผมเผ้ารุงรัง หน้าตาโทรมๆ ทันใดนั้น เจ้านกก็โฉบมาเกาะไหล่เขา แล้วพูดขึ้นมาอย่างชัดถ้อยชัดคำ
"เธอรักเขามั้ย" (เสียงผู้หญิงจากลำโพง) 

"เขารักเธอนะ" (เสียงนก) 

น้ำเสียงของเจ้าของห้อง 103 ที่ตอบกลับไปนั้นสั่นเครือจนผมนึกว่าตัวเองหูฝาด…

"ผมรักคุณเสมอ" 

แล้วเขาก็กอดเจ้านกขุนทองตัวนั้นไว้แน่น ผมไม่เคยเห็นคนร้องไห้แบบนี้มาก่อนเลย มันไม่ใช่เสียงสะอื้น แต่มันคือเสียงร้องไห้ที่เงียบสนิท เต็มไปด้วยความเสียใจจนร่างกายสั่นไปหมด ผมรีบปิดประตูระเบียง นึกในใจ “ไอพวกนี่ต้องบ้าแน่ๆ”




ขอสงวนสิทธิ์ข้อความทั้งหมดภายในเว็บไซท์
Copyright by http://www.espressoandcigarette.com