¦ ¦ ¦ ¦


ฉบับที่ 27 : ประจำวันที่ 15 มีนาคม 2569


เพื่อนในสวนดอกไม้
โดย L. Osmanthus




ประหลาดคน
ผมคิดแบบนั้นเมื่อแรกเจอกับเขา ชายในชุดยีนส์สีเข้มท่าทางสงบเงียบ ความประหลาดในมือข้างซ้ายของเขา – ช่อดอกไม้ - ไม่ ผมพูดแบบนั้นไม่ได้เพราะช่อดอกไม้ต้องประกอบด้วยดอกไม้และประดับไปด้วยสีสันที่แฝงความหมายเอาไว้อย่างนุ่มนวล แต่ในตอนนี้มือของเขามีแค่กระดาษห่อที่พับเป็นช่อแต่มันไม่มีสีสันหรือแม้แต่ดอกไม้สักดอก
ในตอนนั้นผมมองลงไปยังสวนดอกไม้ เขายืนอยู่ตรงนั้น ถ้าเขาหยิบหรือเด็ดอะไรออกจากที่ของมันผมแจ้งเจ้าหน้าที่แน่ ไม่ว่าจะกุหลาบขาวหรือลิลลี่ช่อสีแดงอ่อนต่างเป็นเพื่อนที่ผมเฝ้ามองมาตั้งแต่ปลายใบยังไม่แข็งแรง - เพื่อนคนสำคัญของผม
ผมคิดแค่นั้นจนกระทั่งเขาหันมองขึ้นมาด้วยแววตาไม่รีบร้อนผิดกับบรรยากาศเร่งเร้าของฤดูมรสุม เขาดูโดดเด่นผิดที่ผิดทางท่ามกลางดอกไม้สีแดงขาว เป็นเพราะสียีนส์เข้มตัวนั้นแน่ๆ ผมละสายตาจากเขาเพื่อเชยชมความเอื่อยเฉื่อยของบรรยากาศรอบตัวและเพื่อลดความกดดันทางสายตา – ผมไม่อยากมองใครนานเกินสองลมหายใจ มันน่าอึดอัด ผมไม่ชอบ – ความเอื่อยเฉื่อยของสายลมและแสงแดดทำผมเบื่อเร็วกว่าที่คิดและพอถึงคราวที่ความเบื่อหน่ายของผมถึงขีดสุด ผมจึงได้สบตาตรงๆ เข้ากับดอกไม้สีสดโดยไม่มีสีน้ำเงินเข้มของยีนส์อยู่ตรงนั้นแล้ว
ความหน่ายเหน็ดของช่วงบ่ายในฤดูมรสมไม่เหน็ดเหนื่อยเท่ายามสนธยาที่ไร้ฝน บรรยากาศหนักในโพรงจมูกทำผมนอนไม่หลับ – อันที่จริงก็ด้วยเหตุผลอื่นด้วย แต่หลักๆ คือความหนาแน่นที่มากเกินไปของความชื้นในอากาศที่ไม่ยอมควบกลั่นเป็นฝนนั่นแหละที่กวนใจผม – ม่านที่นี่บางในระดับที่แสงไฟถนนสาดส่องเข้ามาได้แต่กลับไม่ยอมให้แสงจันทร์ทะลุเข้ามาแม้แต่น้อย เป็นม่านที่น่ารำคาญใจหรือผมควรโทษบรรยากาศพยายามซิวิไลซ์เกินพอดีของชุมชนเมืองในตอนนี้ ผมไม่รู้ ร่างกายผมทำเพียงลุกยืนและเปิดม่านทักทายเพื่อนของผม เหล่าดอกไม้งอกเงยและเอนไหวตามจังหวะเชื่องช้าของสายลมที่มองไม่เห็น เป็นภาพที่ทำให้ผมสงบใจที่ว้าวุ่นจากเสียงและภาพในหัวที่ดังก้องและชัดเจนเกินไปได้เสมอ ผมถอนหายใจยาวพร้อมปล่อยให้ความคิดครอบงำสมอง ต้องพบเจอพวกแกเท่านั้นเหรอถึงจะจัดการเรื่องของตัวเองได้ ผมปล่อยให้ความคิดเจ้าปัญหานั้นไร้คำตอบและมองอย่างเอื่อยตามที่สายลมอบอ้าวนั้นจะพาไป
และมันก็ไปหยุดที่สีน้ำเงินไม่คุ้นตา – เป็นยีนส์ตัวเดียวกันกับตอนนั้น - และเสียงแรกในหัวก็ดังขึ้นหลังจากสายตาสบกับความผิดปกติในสวน
ประหลาดคน
ผมขอขยายความประหลาดนี้เล็กน้อย เวลาล่วงเลยจนเข็มยาวจะลากทับกับเข็มสั้นที่จุดสูงสุด แต่เขาคนนั้นยังยืนสงบนิ่งโดยไม่ยี่หร่าต่อสายลมและแสงจันทร์ มากไปกว่านั้นคือใครเป็นคนอนุญาตให้เขาเข้าไปที่สวนในเวลานั้นกัน คนประหลาดนั้นมองมาที่ผมราวกับรับรู้ถึงสายตาได้ตั้งแต่เมื่อกลางวันก่อนจะหันหลังและเดินหายเข้าไปในพื้นที่ไร้แสงสลัวจากเสาไฟ
ถึงตรงนี้พวกคุณคงคาดการณ์ต่างๆ นานา ว่าผมจะลงไปเจอเขา เจอเรื่องสยองขวัญและนำมาเล่าว่าเพื่อนใหม่คนนี้ประหลาดและนำไปสู่ความพิลึกพิลั่น สยดสยองเกินบรรยาย ว่ากันตามตรงการคาดการณ์นี้ก็มีส่วนที่ถูกถึงแม้ส่วนใหญ่จะผิดก็ตาม ผมที่อ่านนิยายสยองขวัญเป็นชีวิตจิตใจรู้ดีว่าถ้าเลือกใช้ชีวิตแบบนั้นจะต้องเจอกับตอนจบที่ชวนขนลุก ผมจึงเลือกปิดม่านและเข้านอนอย่างไม่สนใจว่าเขาจะเป็นใคร ต้องยอมรับว่ามันไม่ง่ายที่จะหยุดคิดตั้งคำถามแต่มันง่ายเหลือเกินเมื่อยานอนหลับเริ่มทำหน้าที่ของมันและในเช้าวันถัดมาผมก็ลืมความสงสัยของสวนดอกไม้ในคืนก่อนหน้าไปจนหมด
ผมตื่นขึ้นด้วยความพร่าเลือน สมองของผมถูกปกคลุมด้วยเมฆหมอกปริมาณมาก หลังจากปรับตัวกับแสงสว่างของยามเช้า เป็นความประหลาดที่คุ้นเคย แม้ทัศนวิสัยจะคมชัดแต่ความคิดกลับตื้อและอื้ออึงเหมือนการพยายามพูดในขณะที่จมน้ำ ผมไม่หวังให้คุณเข้าใจการบรรยายนี้หรอก ผมรู้ว่าเวลาแบบนี้การโดนกระทบด้วยแสงแดดโดยตรงช่วยได้มากเลยทีเดียว ผมหยิบน้ำหนึ่งขวดที่ข้างเตียงก่อนจะเปิดประตูสีเทาสว่างและก้าวลงบันไดไปยังม้านั่งในสวนดอกไม้ – ผมลงลิฟต์ได้ แต่อยากขยับตัวมากกว่าอย่างน้อยการได้นับชิ้นกระเบื้องก็ทำให้ผมจดจ่อและไม่ทำให้เสียงหัวดังเกินไป
จะว่าผมลำเอียงก็ได้แต่ผมก็ยังไม่ชอบเวลานี้เท่าไหร่ แสงแดดตรงนี้จัดจ้าเกินไป ถ้าเป็นที่อื่นก็ไม่แน่แต่ตรงนี้ก็ดีที่สุดที่จะรับแสงแดดแล้ว ผมยังชอบความสงบนิ่งของเวลากลางคืนมากกว่าความเงียบสะงัดของเวลากลางวันอยู่ดี ช่างเถอะ ตอนนี้ดอกกุหลาบก็ยังเป็นสีขาว ดอกลิลลี่ถึงจะเหี่ยวหน่อยแต่ก็ยังแต้มสีแดงให้บรรยากาศเรียบเรื่อย และสีน้ำเงินก็ยังคงประหลาดในสายตาผม
“ประหลาดคน” ผมปล่อยคำพูดนั้นเบาหวิวพร้อมกับลมหายใจที่เหนื่อยอ่อน
“สามครั้งแล้วนะครับ” เสียงของผมคงดังเกินคำว่าพึมพัมกับตัวเอง แต่ในเมื่อเขาปรากฏตัวอย่างน่าประหลาดท่ามกลางเพื่อนๆ ของผมมันก็ถูกแล้วไม่ใช่เหรอที่ผมจะใช้คำว่าประหลาดคน
เขานิ่งเงียบคล้ายกับรอผมต่อประโยค แต่ผมไม่อยากเสวนากับเขาที่แปลกหน้าและทำตัวพิลึก ผมทำแค่ถอนหายใจและเหม่อมองรอยช้ำของดอกลิลลี่ตรงหน้า
“เพื่อนคนสำคัญสินะครับ” ชายในชุดยีนส์พูดลอยๆ ออกมาตามสายลมเอื่อยเฉื่อย เพราะแดดที่จัดเกินไปหรือเพราะคำพูดที่เหมือนพยายามจะโยนหินถามทาง ไม่รู้ว่าเพราะอะไรแต่มันทำให้ผมหงุดหงิดและอยากจะลุกเดินออกจากม้านั่งสีลอกตัวนั้น แต่ก็เพราะบางอย่างทำให้ผมยังนั่งตรงนั้นต่อและถอนหายใจออกมาอีกครั้ง
“คุณเป็นใครกันแน่ครับ เป็นเจ้าของสวนเหรอ ผมไม่รู้หรอกนะครับแต่อย่าเหยียบดินในสวนได้ไหมครับ ถ้ามันแน่นเกินไปพวกเขาจะแย่เอา” ผมถามออกไปแบบไม่คิดอะไรแต่อยากจะเตือนมากกว่าว่าเขาไม่ควรเหยียบดินในสวนแบบนั้น จากรูปรางมาตรฐานชายทั่วไป น้ำหนักของเขาส่งผลกับรากของพวกดอกไม้เป็นแน่
“ถ้าอย่างนั้นผมขอนั่งด้วยนะครับ” น้ำเสียงที่ไม่ได้แสดงความหงุดหงิดในใจหรือกระตือรือร้นที่จะรับผิดชอบกับดินปลูกทำผมหงุดหงิด แต่ก็เขยิบให้เขามานั่งบนม้านั่งสีลอกตัวนี้ อย่างน้อยเขาก็จะไม่เหยียบดินในสวนอีก หลังจากนั้นไม่นานเขาก็ถอดเสื้อยีนส์ตัวนอกออกแล้วพูดออกมาอย่างเงียบงัน “ผมแค่ชอบดอกไม้ครับ พวกเขาสวยดี” ก่อนจะยืดเหยียดและหันมาพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังกับผม “ที่ผมอยากพูดสองอย่างครับ ประโยคหนึ่งคือสิ่งที่ผมเรียบรู้มาหลังจากประสบกับอะไรมากมาย – ‘เมื่อคนเราตายเขาจะกลายเป็นดอกไม้’ และสองคือ คุณยังไม่ตื่นนะครับ”
ชั่วพริบตาแสงแดดที่จัดจ้าก็ดับวูบและถูกแทนที่ด้วยแสงอ่อนๆ ของราตรีประดับดาวเพียงแต่ความร้อนสะสมในร่างกายยังคงอยู่ ความร้อนจากแสงแดดทำให้ผมรับรู้ว่าผมร้อนราวกับตากแดดมาทั้งวันแต่กระนั้นผมกลับหนาวยะเยือกด้วยความกลัวจากภายใน – ทุกอย่างตอนนี้ผิดปกติ สิ่งที่ผมเห็นไม่ได้เป็นไปอย่างที่ผมรับรู้ – ก่อนที่ผมจะสังเกตว่าผมไม่มีแม้แต่เหงื่อสักหยดปรากฏที่ไหนเลยบนร่างกาย – เขาเป็นใคร – คิดได้แค่นั้นผมก็รู้สึกว่าตัวเองมองเห็นโดยไม่ได้ลืมตา - เป็นไปอย่างที่เขาว่า ผมกำลังฝัน – สิ่งที่ผมต้องทำคือตื่น
แต่จนแล้วจนรอดผมก็ยังอยู่ในความฝัน ผมจะลืมตาอีกได้ยังไงในเมื่อผมลืมตาอยู่ ทุกย่างรอบตัวเริ่มจับต้องไม่ได้ พื้นผิวที่ผมสัมผัสเริ่มพังทลาย ผมรู้แค่ว่าตัวเองต้องคว้าบางอย่างเพื่อดึงยึดตัวเองเอาไว้ ถึงอย่างนั้นแค่ขวดน้ำก่อนหน้าผมก็หยิบจับไม่ได้และในตอนนั้นที่ความกลัวทำปลายประสาทผมชา ผมก็ลืมตาตื่น
เหงื่อโทรมกาย ลมหายใจหอบเหนื่อย ความกลัวยังคงเจืออยู่ในทุกผัสสะ
หนึ่งลมหายใจ นี่ผมตื่นอยู่ไหม
สองลมหายใจ นี่ผมเป็นอะไรไป
สามลมหายใจ ตอนนี้กี่โมงแล้ว
นาฬิกาแสดงความน่าขนลุก ทุกอย่างหยุดอยู่ที่เดิม เวลาเดิมกับที่ผมละสายตาและเข้านอน ความกลัวแทรกตัวเข้ามาในลมหายใจของผม ผมควรจะหัวใจเต้นระรัวด้วยความกดดันและหวาดกลัวแต่กลับไม่เป็นเช่นนั้น ก้อนเนื้อในอกนั้นกระแทกตัวอย่างเชื่องช้าราวกับไม่ยี่หร่าแล้วต่อลมหายใจ ผมฝืนลุกไปยังหน้าต่างทั้งที่ยังคงอิดโรยด้วยความไม่ปกติ แสงข้างนอกยังคงเหมือนเดิมและเขาก็ยังคงยืนอยู่ที่เดิมใต้แสงสลัวของยามสนธยา
ผมสัมผัสได้ถึงความเย็นเยือกบนผิวหน้าและไขสันหลัง แต่ก็เป็นเวลานั้นที่ผมนึกบางอย่างขึ้นได้และเพ่งมองไปที่เข็มนาฬิกา มันอ่านเป็นเวลาได้ว่าเที่ยงคืนกับห้านาทีแต่ข้างกันนั้นผมก็เห็นตัวเลขสี่หลักที่ทำให้ผมคิดบางอย่างออก
ผมไม่ได้ติดในลูปเวลา เพียงแต่ผมนอนข้ามวันมาแล้วต่างหาก
“คุณยังไม่ตื่นนะครับ” คำพูดนั้นผุดเข้ามาราวกับตำรวจในละครที่โผล่มาเมื่อทุกอย่างคลี่คลายและผมก็ตัดสินใจได้ว่าผมต้องลงไปคุยกับเขา
ผมกดลิฟต์แต่เมื่อประตูเปิดผมก็หยุดชะงัก ไม่ใช่เพราะกลัวจะต้องเผชิญหน้ากับเรื่องสยองขวัญ เพียงแต่จุดประสงค์ในการลงไปที่สวนอยู่ตรงหน้าผมแล้ว – ชายในชุดยีนส์ที่ผมเพิ่งสังเกตว่าเขาใส่แว่นเหลี่ยมมองกลับมาที่ผมด้วยสายตาสงบนิ่ง
เสียงในหัวผมดังไม่เป็นคำพูดก่อนที่ภาพข้างหน้าผมจะถูกปกคลุมไปด้วยหมอกหนา ผมรู้ตัวแค่ว่าตัวเองต้องหายใจ แต่การหายใจนั้นทำอย่างไร ผมก็ไม่อาจทราบได้...
- -
การทำอะไรสักอย่างโดยไม่พูดเป็นเรื่องยากอย่างไม่ต้องสงสัย ยิ่งเป็นการสื่อเจตนาแล้วการปิดคำพูดทำให้ผมเข้าใจว่าพวกมันจำเป็นมากขนาดไหน เพราะทุกคำพูดล้วนมีน้ำเสียงและอารมณ์ ในขณะที่การกระทำมีเพียงเวลาและผลเท่านั้นที่ใช้สื่อเจตนา ผมพยุงชายตรงหน้าขึ้นก่อนจะพาไปนั่งที่เก้าอี้ที่ใกล้ที่สุด ผมอยากพูดว่า “รอตรงนี้สักครู่นะครับ” เพื่อให้เขาวางใจก่อนที่ผมจะเดินไปกดน้ำและตรวจสอบความผิดปกติของเขา แต่สิ่งที่ผมทำคือทุกอย่างยกเว้นการพูดประโยคที่คิด และแน่นอนเขาระแวงแก้วน้ำที่ผมยื่นให้อย่าบริสุทธิ์ใจ ไม่แปลกที่จะระแวง
ไม่นานหลังจากที่เขาสังเกตแล้วว่าแก้วนั้นไม่มีอะไรผิดปกติก็ฉวยหยิบและยกดื่มอย่างกระหาย ร่างกายเขาสั่นช้าๆ เป็นจังหวะอย่างสังเกตได้ ผมรู้จักมันดีโดยมากแล้วเกิดจากอารมณ์ที่ท้วมท้นทั้งในแง่บวกและลบ ผมต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อทำให้ความรู้สึกท่วมท้นนี้สงบลง ผมชี้ไปที่มือขวาของตัวเองในระยะที่เขามองเห็นก่อนจะยกพาดมาที่ไหล่ซ้ายและเช่นเดียวกับมือซ้ายที่พาดวางที่ไหล่ขวา เขาค่อยๆ ทำตามอย่างงุนงงและหวั่นวิตก ก่อนผมจะเริ่มเคาะเท้าซ้ายเป็นจังหวะสองครั้ง และเท้าขวาสองครั้งเป็นสัญญาณให้มือแต่ละข้างแตะกระทบที่ไหล่
การเคาะเป็นไปอย่างต่อเนื่องและเชื่องช้า ไม่นานเขาก็เริ่มกลั่นกรองคำพูดออกมาได้
“คุณเป็นใครครับ” คำถามที่คาดเดาไว้แล้วว่าคนแปลกหน้าอย่างผมคือใคร คำตอบของคำถามนั้นคงง่ายกว่านี้ถ้าผมพูดได้ หลังจากให้ความเงียบเป็นคำตอบเขาก็เริ่มถามต่อ “คุณไปทำอะไรในสวนดอกไม้”
เรื่องนี้ต้องอธิบายกันยาวและถ้าเลือกได้ผมคงไม่ทำ แต่ในเมื่อไม่มีทางเลือก ผมจึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาและพิมพ์ข้อความที่ตอบหลายข้อสงสัยอย่างชัดเจนแต่ก็คลุมเครือ
ผมมารอเก็บดอกไม้ครับ เป็นสวนดอกไม้ที่สวยมากเลยนะครับ กุหลาบขาวนี่หาไม่ง่ายเลย ส่วนดอกลิลลี่คุณเป็นคนปลูกใช่ไหมครับ
การตอบคำถามด้วยคำถามลดภาระผมได้เยอะเหลือเกินและเขาก็เริ่มตอบบ้าง
“ใช่ครับ แต่อีกไม่นานมันก็น่าจะตายแล้วล่ะครับ ดอกไม้เมืองหนาวในอากาศอบอ้าว แค่คิดก็สงสารแล้ว” เขาบีบแก้วน้ำด้วยสองมือ ก่อนจะเกิดอะไรขึ้นเขาก็พูดต่อ “แต่การปลูกดอกไม้เป็นสิ่งที่ทำให้ผมสงบใจครับ ผมทำไปทั้งอย่างนั้นโดยรู้อยู่แล้วล่ะว่ามันไม่ช่วยอะไร แต่ก็...” ประโยคสุดท้ายไม่ถูกเติมต่อด้วยคำแต่เป็นเสียงสะอึกสะอื้นแทน
“ผมพยายามแล้วแต่ผมทำอะไรไม่ได้เลย” ความรู้สึกเริ่มพรั่งพรูออกมาจากพยางค์เสียง
“ถ้าตอนนั้นผมไม่ประมาท หรือถ้าตอนนั้นผมไม่ขึ้นเสียงอะไรก็คงดีกว่านี้” ความเข้มข้นของน้ำเสียงเริ่มหนาตัวเหมือนความชื้นในบรรยากาศตอนนี้
ในที่สุดฝนแรกของฤดูมรสุมก็เริ่มตกราวกับฟ้ารั่วและนั่นก็มากพอจะเจือจางคำพูดของผมแล้ว
“แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าการเปลี่ยนแปลงแบบที่คุณพยายามจะทำช่วยให้อดีตมันเฮงซวยน้อยลงนะครับ” ผมพูดแทนดอกลิลลี่ที่อดทนต่อแสงแดดที่จ้าเกินไป เขาพยายามจะยั้งหยุดสายฝนไม่ให้ตกต่อไปจนสะอึกอย่างหนัก
“ปล่อยมันออกมาเถอะครับ มันดีกว่าที่เราจะรู้สึกถึงสายฝนนะครับ” ผมพูดแทนดอกกุหลาบขาวที่โรยรา
สายฝนข้างนอกตกหนักสมกับความชื้นที่อัดอั้นมานานเช่นเดียวกับสายฝนในโถงทางเดินในตอนนี้ ก่อนเขาจะเริ่มพูดต่อ “แล้วผมจะทำอะไรต่อได้ ในเมื่อเสียงนั้นมันยังดังอยู่ ภาพนั้นก็ยังชัดเจนแบบนี้” เขาคร่ำครวญด้วยน้ำเสียงเหนื่อยอ่อน
“คุณแค่ต้องยอมมองมันอย่างชัดเจนอีกครั้งและยอมรับสิ่งที่ลึกที่สุดในใจครับ”
“ผมก็ทำอยู่นี่ไง”
“ไม่ใช่ด้วยยานอนหลับที่เกินขนาดครับ”
น้ำเสียงของเขาผมรู้จักดี มันเป็นเสียงของคนที่หมดหนทางและหวาดกลัววันพรุ่งนี้ยิ่งกว่าสิ่งใด วันพรุ่งนี้ของเขาไม่เหลือใคร วันพรุ่งนี้ของเขานั้นโดดเดี่ยว
“อุบัติเหตุคือสิ่งที่เกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจครับ แต่ถ้าคุณรู้สึกต้องรับผิดชอบ กรุณารับผิดชอบด้วยชีวิตที่ยังเหลือและลมหายใจของวันพรุ่งนี้ครับ ผมเชื่อว่าสองอย่างนี้คือสิ่งที่แทนการสำนึกผิดต่อภรรยาและลูกสาวของคุณได้เหมาะสมที่สุดแล้วครับ” ผมเข้าใจว่าเสียงในหัวของเขาน่าจะเต็มไปด้วยเสียงของแรงกระแทกของโลหะและภาพที่หดหู่ที่สุดในหัวใจของคนเป็นพ่อและสามี มันไม่ง่ายที่จะยอมรับแต่ดอกไม้ทุกดอกล้วนต้องสู้กับสายลมและแสงแดด เช่นเดียวกับที่ลมหายใจต้องต่อสู้กับความโหดร้ายของชีวิต
ความตายนั้นสงบนิ่งและเที่ยงตรงเสมอแต่กระนั้นผมในฐานะยมทูตก็ไม่อาจบอกได้ว่าคุณต้องเลือกข้างความตายเสมอในวันที่ชีวิตอันหนักอึ้งนั้นยังคงดำเนินอยู่ ถึงจะทรมานแต่นั่นคือวาระที่มนุษย์สัมผัสได้ถึงน้ำหนักของลมหายใจและแม้จะเจ็บปวดจนแทบยืนไม่ไหวแต่นั่นก็คือเหตุผลที่ลมหายใจของเขาจะหนักกว่าผู้อื่น ด้วยเรื่องราวของชีวิตและเพื่อทำให้คนที่เขารักยังคงอยู่
ยมทูตอย่างผมทำได้แค่นั่งรอ ทำได้แค่นั่งลงข้างๆ ในวันฝนตกเช่นนี้และเฝ้าดูเขาในวันที่แดดออก ผมไม่มีหน้าที่ยื้อชีวิตหรือตัดจบเรื่องราวใดๆ ผมทำได้แค่รับฟังและยืนหมอชีวิตที่วูบไหว ผมทำได้แค่เป็นเพื่อนที่รับฟังและเฝ้ามองพวกเขาปาดน้ำตาเท่านั้น
ชายคนนั้นยิ้มจางให้ผมก่อนจะลุกยืนและกลับไปดำเนินชีวิตของเขาพร้อมดอกกุหลาบและลิลลี่
เมื่อมนุษย์ตายจากไปพวกเขาจะกลายเป็นดอกไม้และเมื่อเวลานั้นมาถึง ยมทูตอย่างผมก็จะเป็นเพื่อนคนสุดท้ายที่พาพวกเขาไปยังสวนดอกไม้ที่ซึ่งพวกเขาจะได้เดินทางต่ออย่างงดงาม





ขอสงวนสิทธิ์ข้อความทั้งหมดภายในเว็บไซท์
Copyright by http://www.espressoandcigarette.com