อุทกฯ บันทึก
โดย บุหงามารีย์
ลูกเอ๋ย, จนถึงวาระสุดท้ายของชีวิตแม่ก็ยังคงเป็นแม่ที่ไม่ได้เรื่อง..
แม้ฑูตแห่งความตายจะมอบโอกาสทองให้แม่ได้ยืดเวลา 14 วันสุดท้ายออกไป เพื่อจัดการสะสางกับสิ่งที่ยังค้างคาใจให้จบ แม่ก็ไม่ได้เลือกลูกอยู่ดี แม่กลับเลือกเขา คนที่ไกลห่างออกไปทั้งกายภาพ ความรู้สึก ความสัมพันธ์ ไปจนถึงพรมแดนของการมีชีวิตและความตาย
ถือว่าเป็นช่วงทดเวลาบาดเจ็บ 14 วันแล้วกันนะ เมื่อต้องมาตายเช่นนี้ ตายกับเรื่องโง่ๆ อาจารย์ป๋วยเคยพูดไว้แบบนี้นะลูก “เมื่อจะตายก็ขออย่าให้ตายอย่างโง่ๆ อย่างบ้าๆ คือตายในสงครามที่คนอื่นก่อให้เกิดขึ้น ตายในสงครามกลางเมือง ตายเพราะอุบัติเหตุรถยนต์ ตายเพราะน้ำหรืออากาศเป็นพิษ หรือตายเพราะการเมืองเป็นพิษ”
แล้วดูแม่สิ แม่ดันมาตายโหง จมน้ำตายในบ้านของตัวเอง อย่าได้โทษตัวเองเลยลูกเอ๋ย จงเติบโตขึ้นเป็นคนดีให้ตากับยายสบายใจเถิด ชาตินี้แม่มีเวลาเพียงเท่านี้ แม้ได้เวลาเพิ่มมาอีกหน่อย แต่แม่ก็ใช้มันไปกับการติดตามค้นหาเขาคนนั้นนะลูก
แม่น้ำเจ้าพระยามี 4 สายน้ำปิงวังยมน่านไหลเรื่อยลงมาแต่ละปีเป็นมวลน้ำมหาศาล ปริมาณเทียบเท่ากับที่จมท่วมเมืองของเราในช่วงสัปดาห์นั้น บางคนว่ามันเป็นสึนามิน้ำจืด บางคนว่าคือแม่น้ำของสายฝน บางคนเรียกเรนบอมบ์ ฝนแช่ ฝนสามร้อยปี มันจะเรียกว่านรกอะไรก็ช่างเถอะ น้ำจากภูเขาสีโคลนข้นคลั่กตอนดันเข้ามาในจมูกไหลเข้ามาในปอดแม่ รสชาติมันโคตรอุบาทว์พิลึกทั้งหมด
ลูกเอ๋ย โต๊ะแมะบ้านอยู่ซอยข้างมัสยิดที่แกนอนติดเตียงมานานหลายปี แกตายก่อนแม่แค่วันเดียว ญาติรีบพากันไปฝังที่กุโบร์ตามหลักศาสนาว่าต้องฝังศพมุสลิมให้จบภายใน 24 ชั่วโมง ลูกหลานแกอุส่าขนศพไปฝังในอีกจังหวัด พอจะมาทำเรื่องขอเงินเยียวยาค่าทำศพ ไอ้พวกเทศบาลมันบอกถ้าอยากได้เงินนั่นก็ต้องขุดศพขึ้นมาพิสูจน์การตายก่อน ลูกคิดดูสิ จะไม่ให้แม่ด่ามันด้วยคำหยาบคายได้ยังไง
ร่างของแม่ถึงต้องมานอนแช่แข็งเรียงรายกันในตู้คอนเทนเนอร์ร่วมกับร่างอื่นๆ เป็นสามสิบศพแบบนี้ยังไงล่ะ อย่างน้อยๆ เงินทำศพสองล้านนั่นก็น่าจะทำให้ตายายของลูกมีเงินไว้ใช้จ่ายและดูแลลูกต่อไปได้อีกสักพัก ยมฑูตบอก การที่ศพแม่ยังค้างเติ่งอยู่แบบนี้แหละ เข้าหลักเกณฑ์ทดเวลาบาดเจ็บ 14 วันอะไรนั่น เฮ้อ บาดเจ็บพ่องไรอี้กกก กูตายไปแล้วเหอะท่าน
“เราต่างคนต่างนั่งที่โต๊ะ และเขียนหนังสือของตนเอง” แม่เผลอนึกไปเองว่าเขาจะยึดมั่นม็อตโต้นี้ไว้อย่างหนักแน่นเหมือนที่แม่ยึดมั่นสัญญาใจของเราสองคนไว้ไม่เสื่อมคลาย แต่เขากลับทำตัวเป็นคนหายสาบสูญไปตั้งแต่วันนั้น เมื่อ 8 เดือนก่อน หลังนิยายเล่มล่าสุดออกวางจำหน่ายในงานสัปดาห์หนังสือ ก็ตามมาด้วยข่าวการสูญหายของนักเขียนหนุ่ม ญาติประกาศตามหาคนหายผ่านมูลนิธิกระจ่างจ้า แจ้งวันเวลาล่าสุดที่พบเห็น ระบุรูปพรรณสัณฐาน รูปร่างผอมสูง ผิวขาวเหลือง สวมเสื้อยืดสีดำมีรูปนกพิราบขาวตรงกลางหน้าอก กางเกงยีนส์ รองเท้าผ้าใบและหมวกสีดำ สะพายกระเป๋าเป้ขนาดใหญ่ พฤติกรรมก่อนสูญหายเก็บตัวขังตัวเองในห้องนอน 3 วันไม่กินไม่นอน
แวดวงนักเขียนเอื้ออารีเขียนคำประกาศการสูญหายอย่างอึกทึก ออกตามค้นหาในทุกสถานที่ที่คาดว่าเขาจะเดินทางไป วงการวรรณกรรมที่แสนอบอุ่นดูแลสนับสนุนนักเขียนทุกคนประหนึ่งญาติสนิทตามคำ ‘ญาติน้ำหมึก’ ที่เรียกขานกัน หลายสำนักพิมพ์แนบที่คั่นหนังสือปรากฏใบหน้าของเขาผู้หายไป เพื่อประกาศตามหา แจ้งเบาะแส หรือใดๆ ก็ตาม หวังให้นักเขียนหนุ่มดาวรุ่งพุ่งแรงของวงการได้กลับคืนสู่ครอบครัวได้
แม่เป็นห่วงเขา ว่าจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร อยู่ที่ไหน แม้ตลอดช่วงเวลาของการมีชีวิตแม่จะไม่มีปัญญาออกตามหาเขา แม่จะใช้เวลาพิเศษที่ได้เพิ่มมานี้ออกตามหาเขา ในโลกหลังความตาย..
คุณถาม, ทำไมฉันถึงเชื่อในพระเจ้า และเราจะรู้ได้อย่างไรถึงการมีอยู่นั้น
ฉันเล่าให้คุณฟัง คืนนั้น ที่สถานการณ์ทุกอย่างเริ่มคลี่คลาย ฉันมั่นใจว่าพรุ่งนี้น้ำต้องลดระดับมากพอที่จะสามารถเดินลุยน้ำกลับไปล้างทำความสะอาดบ้านได้ ฟ้ามืดสนิท ไร้เมฆ จันทร์เสี้ยวพร้อมดาวดวงหนึ่งปรากฎตัวส่องแสงสว่างพร่างพราย สุกสกาว สวยงามจับใจ มากเกินสัปดาห์อันยาวนานที่ฉันไม่เห็นสิ่งใดจากฟากฟ้านอกจากห่าฝน “ฟ้าเป็นน้ำ” เสี้ยวจันทร์และดาวดวงแรกนั้นเป็นความงามพิสุทธิ์ งามที่สุดแล้วในชีวิตนี้ตั้งแต่เกิดมา
ณ วินาทีนั้นเองที่ฉันตระหนักถึงการมีอยู่ของพระเจ้า พระเจ้าอยู่เคียงข้างและคอยช่วยเหลือเราเสมอ แม้ฉันเองไม่เคยอ้อนวอน ไม่สวดภาวนา ด้วยเย่อหยิ่งว่าการกระทำนั้นจะเป็นการติดสินบนแก่พระเจ้า แต่กระนั้น ศรัทธามั่นต่อพระผู้เป็นเจ้าในใจฉันก็ยังคงอยู่เสมอ
ฉันพูดพร่ำประโยคเหล่านั้นให้คุณฟัง เราสอดประสานสบสายตากัน ฉันเห็น ดวงตาดำส่งสะท้อนความรู้สึกสั่นไหวแวววาวสะท้อนกลับมา น้ำเสียงของฉันตะกุกตะกัก ติดขัดมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อบังเกิดความตระหนักก้อนใหม่อีกก้อนซ้อนทับความรู้สึกก้อนเดิม เด่นชัดโดดขึ้นกว่าประโยคข้างต้นนั่น มันถูกเรียบเรียงเป็นเสียงภายในตัวฉัน ฉันไม่ได้บอกให้คุณได้รับรู้ความรู้สึกก้อนใหม่ แต่ฉันแน่ชัดกับตัวเองอย่างแจ่มแจ้ง ช่างหัวพระจันทร์กับดวงดาวในคืนนั้นประไร ช่างแม่งทุกสิ่งอย่างในจักรวาลที่ปรากฎตัวต่อหน้า ดวงตาของคุณตอนนี้ต่างหาก แววตาของคุณตอนนี้ ประกายที่ไหวระริกจากก้นบึ้งของจิตวิญญาณของคุณตอนนี้ คุณที่อยู่ตรงหน้าฉันตอนนี้ เบื้องหน้าจอกน้ำชาและกาน้ำร้อนตอนนี้ ต่างหากเล่า
คุณยังไงล่ะ, พระเจ้าขีดเส้นทางให้คุณเดินทางมาพบเจอฉัน ณ ที่นี่ ตอนนี้ ยังไงล่ะ
ฉันยกชาร้อนขึ้นจิบช้าๆ ระบายลมหายใจยืดยาว ให้จังหวะลมหายใจกลับมาเรียบเรื่อย เงียบสงบอีกครั้ง
นึกดีใจที่ไม่ได้เผลอพูดข้อความพร่ำเพ้อนี้ออกไปให้คุณฟัง หากคุณตีความคำพูดว่าฉันคงสติเลอะเลือนด้วยแพนิค ทรอม่า หรือพีทีเอสดี ก็อาจจะยิ่งไปกันใหญ่
คุณบอกเล่าว่าตนเองแม้เกิดมาเป็นพุทธศาสนิกชนแต่ไม่อาจปฏิบัติตนตามศีลแต่ละประการที่เป็นกรอบกำกับได้ ทั้งปฏิเสธทุกรูปแบบบทพิธีกรรม คุณไม่บวช ตอนนี้แทบจะไม่มีศาสนา คุณไม่เชื่อในพระเจ้า ไม่เชื่อเรื่องโลกนิรันดร์หรือชีวิตหลังความตาย คุณเพียงศรัทธาหรือพยายามมีศรัทธาในเพื่อนมนุษย์เท่านั้น และในหลายครั้งคุณผิดหวังมากกว่าสมหวัง
ฉันอาศัยที่หาดใหญ่มาตลอดชีวิต เจอน้ำท่วมไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ทั้งน้ำท่วมเล็กน้ำท่วมใหญ่ แต่น้ำรอบนี้ไม่ธรรมดา ราวกับเขาจะล้างเมือง เหมือนจะรีเซ็ตเมืองใหม่ทั้งหมด
ฉันพึ่งพาตนเอง พร้อมๆ กับเราทุกคนที่ไม่ได้นั่งนิ่งเฝ้ารอให้ใครมาช่วยเหลือ ตั้งแต่น้ำเริ่มลดฉันรีบลุยน้ำเข้าบ้านไปล้างบ้าน ในวันที่ไม่มีทั้งน้ำประปาไฟฟ้า แบตโทรศัพท์หมดไปหลายวันแล้ว ไม่มีอินเทอร์เน็ต ไม่มีโซเชียลมีเดีย มีเพียงความย่อยยับชิบหายตรงหน้าที่เป็นของจริง
สิ่งของแทบทั้งหมดที่ต้องโกยทิ้งไปเป็นขยะมหึมานั้นคือสมบัติที่ฉันใช้เวลาทั้งชีวิตทุ่มเททำงานสร้างอาชีพ สินค้าทั้งหน้าร้าน ทั้งสต็อคในโกดังที่เพิ่งสั่งของมาเตรียมไว้ขายช่วงเทศกาลปีใหม่ รถยนต์ รถบรรทุกขนของ ทั้งหมด คือ เครื่องมือทำมาหากินของแม่ค้า เม็ดถั่วแห้งโดนน้ำเข้าต้องทิ้งทั้งหมด ยังมีเหลือเพียงพวกอาหารกระป๋องเปื้อนโคลนที่พอโล๊ะขายได้หลังขัดล้างทำความสะอาดภายนอกแต่ก็ขายได้แค่ 10-20 บาทเท่านั้น
คุณโทรมาในค่ำคืนนั้นเชิญชวนให้ออกไปพบเจอและนั่งพูดคุยกัน ฉันจะไม่บอกคุณว่าชีวิตมันหนักหนาสาหัสแค่ไหน ฉันจะไม่ฟูมฟายให้โชคชะตาหัวเราะเยาะฉันเล่นแน่ๆ ฉันรู้ว่าเคสที่คุณเข้าไปเป็นอาสาล้างบ้านนั้นหนักมากกว่าฉันหลายร้อยเท่า คนแก่ คนป่วย คนพิการ คนที่ถูกเรียกว่ากลุ่มเปราะบาง บางคนแช่น้ำทั้งตัวอยู่ 3 วัน ความทุกข์เล็กจ้อยของฉันที่ยืนแช่น้ำระดับเข่าแค่ 3 ชั่วโมงเปรียบเทียบกันไม่ได้เลย
ฉันจะไม่บอกคุณว่าตลอดแนวยาวจากเนื้อขาอ่อนด้านในถึงนิ้วโป้งเท้าที่ถูกสังกะสีบาด ในช่วงเช้าตรู่วันนั้นที่ต้องปีนหลังคาอพยพหนีตายเจ็บปวดเพียงใด ฉันจะบอกคุณได้อย่างไรกับบาดแผลเพียงแค่นั้น ในเมื่อทันทีที่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ต ฉันก็รับรู้ข่าวของหญิงสาวคนนั้นที่จมน้ำตายในบ้านของตัวเอง เธอคงจบสิ้นอายุขัยเพียงเท่านี้ อุณหภูมิร่างกายลดต่ำจากการแช่น้ำเป็นเวลานาน ก่อนหน้านั้นเธออาจพักผ่อนน้อย ตึงเครียด วิตกกังวล จนเมื่อช็อคหมดสติ ร่างจมลงสู่ใต้น้ำท่ามกลางใบหน้านองน้ำตาของพ่อแม่และลูกชายที่ติดน้ำท่วมอยู่ด้วยกัน จนถึงระยะเวลาหนึ่งที่ร่างนั้นค่อยๆ ลอยอืดขึ้นมา ทั้งคนเป็นและคนตายถูกขังรวมกันด้วยน้ำในบ้านตัวเอง ก่อนกู้ภัยจะมาเก็บศพ กว่าน้ำจะลด กว่าทุกอย่างจะผ่านพ้นไป
ฉันจะบอกคุณอย่างไร โดยที่ตัวเองไม่มีน้ำตา ไม่มีทางเลย
หลายคืนแล้ว.. ที่ข้าพเจ้าฝันร้ายถึงผู้ประสบภัยพิบัติแหวกว่ายร้องระงมในทะเลแห่งชีวิต
(เขากล่าวคำอาลัยด้วยท่าทีสุภาพ)
มหาอุทกภัยเมืองหาดใหญ่เป็นฝันร้ายที่หลอกหลอนผมทุกค่ำคืน แม้น้ำท่วมจะเกิดขึ้นซ้ำๆ ซากๆ ในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศของเรา หาดใหญ่เองก็ท่วมแล้วท่วมอีกท่วมอยู่นั่น แต่ความเสียหายรอบนี้มันอำมหิตเกินไป ยิ่งเห็นภาพข่าวที่ไอ้นั่นลงไปผัดข้าวโชว์แล้วบินกลับ ปล่อยให้น้ำไหลบ่าเข้าท่วมเมืองโดยไม่มีประกาศแจ้งเตือนใด ผมยิ่งคับแค้นใจ สมเพชเวทนาที่ตัวเองทำอะไรแทบไม่ได้เลย ไม่ได้แม้แต่นิดเดียว
น้ำท่วมหาดใหญ่อำมหิตยังไงน่ะหรือ คนจำนวนมากต้องมาตายโดยไม่ควรตาย บางคนตายเพราะขาดอาหาร ขาดยา จมน้ำตาย ติดเตียงตาย เด็กน้อยไม่มีนมกินจนอดตาย ถูกงูกัดตาย ล้วนเป็นความตายที่ไม่ควรตาย
และทุกคืนที่หลับไป นั่นคือ ทุกคืนที่ผมรู้ว่ามีผู้คนประเทศเดียวกันตายแบบนี้ตลอดเวลา...
ผู้คนทุกวัยเด็กวัยรุ่นแก่ชราต้องอพยพท่ามกลางกระแสน้ำเชี่ยวกราก ไม่มีศูนย์พักพิงใกล้บ้านรองรับ หลายชีวิตอยู่บนหลังกลางสายฝนโดยไม่มีอาหารไม่มีน้ำไม่มียา หลายชีวิตแช่อยู่ในน้ำที่เพิ่มระดับขึ้นเรื่อยๆ จากเทียม* ขาอ่อน เทียมต้นขา เทียมเอว เทียมอก เทียมคอ จนจมมิดหัว
เป็นเวลาหลายปีแล้วที่ประเทศประสบพบเจอปัญหา ‘นายกฯ ห่วย’ ใน ‘รัฐบาลห่วย’ ภายใต้ระบอบการปกครองของ ‘รัฐห่วย’ จนประเทศอยู่ภายใต้ ‘รัฐล้มเหลว’ ไม่ว่าจะเปลี่ยนนายกฯ คนนั้นคนนี้ ลุงคนนั้นตาคนโน้นยัยคนนั้น เปลี่ยนไอ้โง่คนหนึ่งมาแทนไอ้งั่งอีกคน ก็ไม่สามารถยุติภาวะ ‘รัฐล้มเหลว’ ได้เลย
ช่วงหลังแบตเตอรีชีวิตของผมเสื่อมมาหลายปีแล้ว ข้างนอกดูเป็นคนเฮฮาอารมณ์ดี แต่ข้างในกลวงเปล่าดั่งกลุ่มก้อนอากาศขนาดใหญ่ลอยละล่องไปมา ไร้ญาติมิตรไม่มีเพื่อนสนิท กลับกลายเป็นว่ามีเพียงคนรู้จักที่ผ่านเข้ามาในโลกออนไลน์ที่ทำให้หัวเราะได้ไปวันๆ
พ.ศ. 2554 ปีนั้น, แม่ผมเส้นเลือดในสมองแตก ผมเองก็หนักหนาสาหัสกับชีวิตจนต้องเข้าโรงพยาบาลหาหมอกินยาพบนักจิตฯ ต่อเนื่องมาอีกหลายปี เป็นปีเดียวกับเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ กทม. กิจกรรมที่เรียกกันว่าจิตอาสาพาผมไปพบเจอสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ สำหรับผมมูลนิธิกระจ่างจ้าเป็นที่ๆ ผมพาหัวใจไปชาร์จแบตเสมอๆ โดยพลีร่างกายรีดเรี่ยวแรงพละกำลังทั้งหมดเข้าแลก แบกของบริจาค ตักทรายใส่ถุงทำบิ๊กแบ๊ก ผมก้มหน้าก้มตาทำจนมือแตก เลือดซิบๆ นอนสลบไสลข้างกองทรายกับอาสาสมัครคนอื่นๆ ขอแค่ให้มันเหนื่อยแล้วนอนหลับก็พอ เท่านี้ผมก็พอใจแล้ว
และก็ยังคงเป็นมูลนิธิกระจ่างจ้าอีกเช่นกันที่นำพาผมมาถึงหาดใหญ่ในปีนี้ พ.ศ. 2568
สิ่งที่ผมไม่ได้บอกเธอ คือ ผมลงพื้นที่หาดใหญ่มาแล้วครั้งหนึ่ง ในครั้งแรกช่วงน้ำท่วมเพิ่งลด ไม่ใช่แค่เธอ แต่ผมไม่ได้นัดพบเจอใครในช่วงนั้น งานช่วงแรกคือการเก็บกู้ความพินาศของเมืองที่โครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดล่มสลาย แม้ผมจะประสบเจองานอาสาในพื้นที่ภัยพิบัติหลายแห่ง ทั้งอาสาล้างบ้านน้ำท่วมหรือดับไฟป่าแต่ไม่มีที่ไหนชิบหายได้เท่าที่หาดใหญ่ ผมไม่มีเรี่ยวแรงหลงเหลือตอบรับคำเชิญของพรรคพวกที่นี่สักคนเดียว ร่างกายยังเดินเหินใช้แรงกำลังได้ตามปกติแต่สภาพจิตใจแร้งไร้ซึ่งเรี่ยวแรงเพียงพอที่จะแสดงอารมณ์ความรู้สึกให้เป็นปกติได้ ผมไม่แม้แต่จะส่งข่าวคราวให้เธอรับรู้ว่าได้เดินทางมาถึงยังบ้านเมืองของเธอแล้ว มันจุกอก หดหู่ ผมพูดไม่ออก ไม่สามารถใช้ถ้อยคำใดมาอธิบายความรู้สึกตัวเองในช่วงนั้นได้เลย
จนเมื่อทางมูลนิธิฯ จัดกิจกรรมรอบสอง ซึ่งเป็นเวลา 3 สัปดาห์หลังจากรอบแรก ระดมอาสาสมัครที่จะมาช่วยฟื้นฟูเมืองและสภาพจิตใจของผู้ประสบภัย ผมตัดสินใจเดินทางมาอีกครั้ง ขึ้นรถทัวร์นั่งนอนกันมาเป็นสิบๆ คันรวมแล้วเกือบพันคน ผมจึงส่งข่าวให้เธอได้รับรู้ ลึกๆ ผมเองก็อยากรับรู้ความเป็นไปของเธอมากกว่าสิ่งใด ยังสุขสบายดีไหม ยังพอจะมีความสุขได้อยู่ไหม ยังพอจะมีชีวิตปกติได้บ้างไหม
กลับมารอบนี้ เมืองค่อยๆ กลับมามีลมหายใจ แม้ยังรวยริน ภูเขาขยะถูกเคลียร์ออกจากพื้นที่ ตามถนนซอกซอยสะอาดตาขึ้นกว่าเดิมมาก ร้านค้าร้านอาหารเริ่มกลับมาเปิดขาย ผมโทรหาเธอตอนค่ำคืนนั้น เราเจอกันที่ร้านน้ำชาใกล้มหาวิทยาลัย จุดที่เป็นขอบของอ่างกระทะด้วยภูมิประเทศที่เป็นจุดสูงสุดของเมือง พื้นที่บริเวณนี้จึงเป็นทั้งศูนย์พักพิง จุดรับคนบาดเจ็บล้มป่วย จุดเก็บศพ กระทั่งเป็นจุดตั้งวอร์รูมภาคประชาชน
ทีมอาสาสมัครคนอื่นๆ แยกย้ายกลับที่พักกันไปแล้ว ผมขออนุญาตอยู่ต่อเพื่อให้มีเวลาพูดคุยกับเพื่อนที่นี่สักพัก เราไม่เคยเจอตัวจริงของกันและกัน แต่ปฏิสัมพันธ์ผ่านออนไลน์ช่วงที่ผ่านมาก็ทำให้การพบเจอนั้นง่ายขึ้น รอยยิ้มและมุกตลกของเธอก็ทำให้บรรยากาศผ่อนคลายขึ้นจริงๆ
“เป็นไงบ้างแล้วครับ”
“หมดจดค่ะ ไม่เหลือไหรเลย เหลือแต่เคยแผนเดียว” มุกแรกที่เธอปล่อย ตามด้วยเสียงหัวเราะกิ๊กตอนอธิบายความหมายให้ฟัง “แปลว่า ไม่เหลืออะไรเลย เหลือแค่จิ๊มิ๊แผ่นเดียวน่ะค่ะ” หน้าผมคงตลกมากตอนพยายามนึกเชื่อมโยงรูปร่างลักษณะความเป็นแผ่นเข้ากับอวัยวะเพศหญิงตามที่เธอบอกเล่า
จะว่าไปเธอก็เข้าใจใช้อารมณ์ขันมาเป็นตัวทำลายกำแพง น่าจะมาจากความเฮฮาที่เป็นพื้นนิสัยเดิม จากความพยายามปลอบประโลมฮีลใจตัวเอง หรือจากกลไกป้องกันตัวเองให้พ้นจากความแตกสลาย คงเป็นอะไรเทือกๆ นั้น
อย่างที่บอกว่าสำหรับผมคงมีเพียงคนรู้จักที่ผ่านเข้ามาในโลกออนไลน์ที่ทำให้หัวเราะได้ไปวันๆ ด้วยอาชีพขายหนังสือเก่าหนังสือมือสองที่ตลาดสินค้าทั้งรับทั้งขายทั้งส่งต่อเกิดขึ้นในโลกออนไลน์ ผมคลุกคลีกับพวกนักอ่านนักเขียนที่เสาะแสวงหาหนังสือสภาพดีราคาถูกจึงมีพรรคพวกมากมายอยู่ในนั้น แต่ไม่ใช่เธอ เธอบอกว่าไม่ได้ชอบอ่านหนังสือนัก เธออินกับพวกซีรีย์จีนแนวตั้ง ละครกะเทยทำ อะไรพวกนั้นมากกว่า
วันๆ เธอก็ขายของที่ตลาดกิมดีจังและไลฟ์สดขายออนไลน์ผ่านช่อง ‘ยี่หวาค้าเม็ด’ จำพวกเม็ดถั่ว มะม่วงหิมพานต์ เกาลัด พิตาชิโอ้ และที่ผมชอบที่สุด เม็ด เอ้ย แมคคาเดเมีย สินค้าจากต่างประเทศที่นำเข้ามาในเมืองหาดใหญ่เพื่อขายให้นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาท่องเที่ยว และขายไปทั่วประเทศผ่านช่องต๊อกๆ ไปยังลูกค้าคนไทยทุกภูมิภาค ผมก็เป็นหนึ่งในนั้น
ผมจำได้ครั้งแรกที่ได้รู้จักกัน จู่ๆ เธอก็ทักมาในเฟสบุ๊กผมเพื่อตามหาหนังสือนิยายที่เธอเองก็จำชื่อไม่ได้ จะซื้อให้หลานสาววัยรุ่นที่กำลังเข้าด้อมสาววายสมองไหล “เป็นของขวัญวันเกิดหลานค่ะ ช่วงวัน.....” “เห็นว่าเป็นหนังสือดังช่วงนี้อ่ะค่ะ ที่พิมพ์เป็นหมื่นๆ เล่มอ่ะค่ะ....” ผมร้องอ๋อ คิดออกทันที ในวงการนี้หาหนังสือไม่ยาก แม้นิยายเรื่องนั้นจะกลายเป็นหนังสือหายากสักหน่อยในช่วงนี้ แต่คงไม่เกินกำลังของพ่อค้าหนังสือหนุ่มที่ต้องการเอาใจลูกค้าสาวน่ารักจากใต้คนนั้นแน่ๆ ผมส่งหนังสือให้เธอทันวันเกิดหลานสาวพอดิบพอดี บอกแล้วไง ว่าผมโคตรเก่งและเท่
เราเป็นเพื่อนทางเฟสบุ๊กกันมาตั้งแต่ช่วงนั้น ผมชอบเปิดไปดูไลฟ์สดทางช่องต๊อกๆ ของเธออยู่บ่อยๆ ช่วงหัวค่ำ หาเรื่องสั่งซื้อเม็ดถั่วให้จัดส่งมาเรื่อยๆ เอาไว้เคี้ยวเวลาอ่านหนังสือไปเพลินๆ ถึงแม้ผมจะหาถั่วพวกนี้ได้บานตะไทจาก กทม. แต่ผมก็จะสั่งจากภาคใต้ และต้องเป็นเธอเท่านั้นที่ส่งมา
จนถึงช่วงนั้นที่อากาศ กทม. เริ่มมีลมหนาว ทางเหนืออีสานหนาวอุณหภูมิต่ำกว่า 20 องศา ทางใต้ฝนตกฉ่ำทุกวัน ไม่ว่าฝนตกหรือแดดออกเธอก็ยังไลฟ์สดขายของ แต่วันนั้นผมเห็นเธอโพสว่าน้ำไหลเข้าท่วมตลาด เธอพยายามไปขนของจากแผงค้าขายมาเก็บให้พ้นน้ำ แต่ค่ำคืนก็เป็นไปอย่างฉุกละหุก “ยกธงเขียวมาทั้งวัน ก็รอแจ้งเตือนว่าจะเอายังไง แม่งก็พล่ามอยู่นั่นว่าเอาอยู่ๆ มายกธงแดงตอนน้ำมาถึงแล้ว ใครมันจะยกของทันอ่ะค้า”
เธอหายไปจากโลกออนไลน์เกือบสัปดาห์ ภาพข่าวที่ผ่านมาในฟีดล้วนเป็นความเสียหายยับเยินของเมืองที่เธออาศัยอยู่ ระดับน้ำที่ท่วมสูงในระลอกที่สองหลังจากน้ำระลอกแรกลดลงจนผู้คนล้างบ้านกันเกลี้ยงแววและคิดว่าพรุ่งนี้สถานการณ์จะกลับเป็นปกติ ระลอกน้ำที่สองที่หนักหนามากๆ ‘ผมเป็นห่วงเธอ’
พร้อมกับภาพความเสียหายจากภัยพิบัติและการบริหารจัดการของรัฐทุกระดับที่ผิดพลาด ตามมาด้วยประเด็นดราม่า การปล้นร้านค้า ร้านสะดวกซื้อ กระทำการความเลวร้ายที่ซ้ำเติมเพื่อนมนุษย์ในช่วงเวลาที่กำลังเผชิญช่วงเวลายากลำบากเป็นสุดยอดของความเลวร้าย
ผมเจ็บปวดกับความผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่า มนุษย์ที่ละทิ้งสิ่งสำคัญของตนเองลง สิ่งที่เรียกว่า ‘ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ คุณค่าความเป็นคน’ แลกกับเศษเดนของวัตถุเงินตราหรืออื่นใดที่มีเพียงมูลค่าแต่ไม่ได้มีคุณค่าอื่นใด
หญิงสาวตรงหน้าดูดน้ำชาเย็นสีส้มแจ๊ดอึกใหญ่ก่อนระบายยิ้มสดใส “ชาเย็นหวานร้อย ชาดด หรอย.. ได้แรงอก**” “คุณรู้ไหมตั้งแต่ช่วงน้ำท่วมมานี้ ฉันกินชาเย็นทุกวันเลย ตอนนี้นะ ถ้าเจาะเลือด เชื่อเลยผลออกมามันต้องเป็นชาเย็นล้วนๆ แน่แล้ว” ผมหัวเราะ นึกไปถึงมีมตลกๆ “ถึงน้ำท่วมจะมิดหัว แต่ชาเย็นต้องถึงคอ” เมื่อมนุษย์เราเผชิญหน้ากับความเครียด ร่างกายคงต้องการการปลอบประโลมด้วยความหวานของน้ำตาลและความมันของนมข้นกระป๋อง มันคงเป็นกลไกการเอาตัวรอดของคนเรา สินะ
เจ้าพระยากลืนร่างเขาไว้ในก้นบึ้งของแม่น้ำ
มนุษย์มีความพยายามกับสิ่งใดมากกว่ากัน ระหว่างความพยายามจะมีชีวิตอยู่ต่อหรือพยายามจบชีวิตตัวเองลง เขาเก็บสะสมก้อนหินกลมเกลี้ยงจนครบ 200 ก้อน น้ำหนักกำลังดีที่จะถ่วงรั้งให้เขาจมอยู่ในมวลน้ำได้ยาวนานเพียงพอที่จะปลิดลมหายใจให้ปลิวคว้างหลุดออกจากร่างไป
เขาหมดศรัทธากับพลังวรรณกรรมอย่างสิ้นเชิง หมดใจกับเพื่อนร่วมวงการที่จอมปลอมตอแหลและน่าสะอิดสะเอียน ในงานเขียนของเขามีวิธีการฆ่าตัวตายพิลึกพิสดารมากมาย สำหรับเขาความตายมันน่าตื่นตากว่าการมีชีวิตมากมาย แต่เขากลับเลือกวิธีการตายแสนเก่าเชยครึคร่ำล้าสมัย
บรรจุก้อนหินมากมายในเสื้อโค้ทและกระเป๋าเป้ กระโดดตู้มลงแม่น้ำ จมลึกดำดิ่ง อยู่ที่นั่น 8 เดือนผ่านไป เหตุการณ์วนเวียนทุกเมื่อเชื่อวัน ตรงเวลาตีสามของทุกวัน เขาในรูปของวิญญาณบรรจงจัดเรียงก้อนหินสะพายกระเป๋าขึ้นหลัง กระโดดตู้ม วนเวียนไป วนเวียนไป
หล่อนตามเขามาทันจนได้ จังหวะที่กำลังปีนรั้วกั้นเพื่อกระโดดตู้มของวันที่ 200 กว่าๆ หล่อนฉุดดึงกระชากเป้เต็มแรง
วิญญาณสองดวงค้นหากันจนเจอเสียที ดวงหนึ่งครบเวลา 14 วันช่วงทดเวลาบาดเจ็บพอดี ส่วนอีกดวงนั้นหลุดพ้นวงโคจรการฆ่าตัวตายวนเวียนซ้ำไปซ้ำมา
กอดคุณ,
ความหนักอึ้งที่ฉันแบกไว้ถูกปลดระวาง
ฉันกอดคุณด้วยหัวใจอ่อนระโหยโรยแรง
ฉันเข้มแข็ง ฉันสู้ อดทน และไม่ยอมพ่ายแพ้ เพื่อให้ชีวิตที่รอดมาได้นี้ได้เดินหน้าต่อไปได้
ฉันอยากให้เรามาพบเจอกันในคืนวันที่ดีกว่านี้ วันที่บ้านเมืองของฉันสะอาดสวยงามกว่านี้ วันที่ฉันเตรียมตัวสำหรับการออกมาหาคุณได้ดีกว่านี้ อย่างน้อยฉันควรปัดขนตาและทาปากด้วยสีแดง ในถนนหนทางที่สว่างไสว นักท่องเที่ยวเดินขวักไขว่ทั้งเมือง คิวร้านเหนียวไก่ที่มีนักท่องเที่ยวนานาชาติ รถตุ๊กๆ ติดลำโพงเพลงตึ๊ดๆ สิ่งธรรมดาที่ก่อนหน้านี้ฉันเองก็แอบนึกรังเกียจเมืองของตัวเอง แต่มาวันนี้ที่ทุกอย่างสูญสลายสิ้นไป ฉันก็ยอมรับอย่างตรงไปตรงมา สิ่งเหล่านั้นอันสุดแสนปกติธรรมดาสามัญ จริงๆ แล้วมันก็ดีมากๆ เลยนะ
ฉันขี่มอไซค์คันเก่าเบาะรอยแมวข่วนโดยมีคุณซ้อนท้าย ผ่านโรงพยาบาลที่ฉันเกิด เคยหาหมอรับยารักษาตัวมาตลอดชีวิต โรงเรียนมัธยมฯ ออฟฟิศที่ทำงานแห่งแรก ตลาดที่มีแผงขายของของฉันอยู่ข้างใน ทุกแห่งหนที่เราขี่รถผ่านมีร่องรอยน้ำท่วมสูง คราบโคลนที่ขัดล้างอย่างไรก็ไม่สะอาดหมดจดเสียที ป้ายประกาศเลิกกิจการถาวร ขายต่อ/เซ้งกิจการ ผ่านสายตาเราไปในจำนวนความถี่และปริมาณมากมาย
กลิ่นโคลนน้ำท่วมยังตามหลอกหลอน กลิ่นนั้นทำฉันขนหัวลุกตั้ง ใจสั่นหวิววูบไหว ฝ่ามือเยียบเย็น ชุ่มชื้นไปด้วยเหงื่อวิตกกังวล ฉันได้กลิ่นนั้นจากเสื้อผ้าของคุณตอนเราสวมกอดกัน ชุดลงพื้นที่ล้างบ้านที่ยังมีคราบโคลนเปรอะขากางเกง แต่ความอบอุ่นของสัมผัสนั้นก็ช่วยบรรเทาความทุกข์ยากในใจฉัน
เราผ่านคืนวันเหล่านั้นด้วยกันมา ในคืนวันสยดสยองของรัฐอำมหิต ในความยะเยือกของชีวิตหลังผ่านพ้นความตาย ตื่นลืมตามามองความจริงอันหดหู่สิ้นหวัง หลอกหลอนเราทุกค่ำเช้า มันช่างเลวร้ายเสียยิ่งกว่าผีตนใด
———————————
เทียม* คำเรียกระดับน้ำในภาษาท้องถิ่นใต้
ได้แรงอก** สะใจ ถูกใจที่สุด พอใจมากๆ