คำโกหกของแม่หมอ
โดย Redbox
1
วันที่ 4 เมษายน เวลา 16.00 น.
มาหยาทราบได้แม้นาฬิกาแขวนบนผนังร้านจะหยุดเดินตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว เธอยังไม่มีโอกาสไปซื้อถ่านก้อนใหม่มาเปลี่ยนเสียที แต่คิดว่าเป็นเวลานี้ไม่ผิดแน่นอนเพราะเพิ่งได้ยินเสียงกริ่งแว่วมาจากโรงเรียนซึ่งอยู่ถัดไปสามซอย เธอรู้ดีว่าอาชีพของตนตั้งอยู่บนเส้นทางอันเป็นปฏิปักษ์กับความเป็นสากลมากแค่ไหนจึงตัดสินใจทิ้งระยะห่างออกมาตอนเปิดร้านเพื่อตัดปัญหา
ใบหน้าของลูกค้าดึงความสนใจของเธอกลับมาที่ลูกแก้วทรงกลมบนโต๊ะ ในห้องซึ่งคลุมหน้าต่างทุกบานด้วยม่านดำมีเพียงแสงเทียนวอมแวมกับเงาวูบไหว
“เป็นอย่างไรบ้างครับแม่หมอ” หนุ่มพนักงานบริษัทถาม
“อย่าเพิ่งเร่งสิคะ” เธอตอบ “ฉันกำลังดูอยู่นี่ไง”
แล้วขยับมือไม้ที่ยกเหนือลูกแก้วเบาๆ สายตาจับจ้องภาพสะท้อนบนผิวทรงกลม ประสบการณ์หลายปีสอนเธอว่าการแสดงที่เกินจริงบ้างมักสร้างความประทับใจและความน่าเชื่อถือได้มากกว่าเสมอ
ความก้าวหน้าด้านการงานคือหัวข้อที่สนทนากัน ดูเหมือนอีกฝ่ายจะกังวลเรื่องการเลื่อนตำแหน่ง แต่จากที่ฟังก็ใช่ว่าจะไร้ความสามารถเสียทีเดียว มาหยาเรียบเรียงความคิดก่อนให้คำตอบ “เส้นทางอาชีพของคุณมีโอกาสก้าวหน้าได้ไกลค่ะ”
“จริงหรือครับ” เขาถามย้ำ รอยยิ้มเด่นชัดภายใต้แสงเทียน
“แต่” เธอกล่าวต่อ “เส้นทางกว่าจะไปถึงจุดนั้นย่อมมีอุปสรรคเป็นธรรมดา แต่ความพยายามไม่ท้อถอยจะเป็นใบเบิกทางแก่คุณ ฉันเห็นเค้าลางของผู้อุปถัมภ์ที่ปลายทางนั้น”
“แล้วเรื่องการเลื่อนขั้นล่ะครับ”
“หากคุณพยายามมากพอทุกอย่างย่อมเป็นไปได้ ความถ่อมตนจะช่วยให้คุณเป็นที่รักใคร่ของมิตรสหาย แต่ก็จงระวังเหตุการณ์ไม่คาดคิด” เธอลอบมองใบหน้าที่หมองลงกับท่าทางกระสับกระส่ายของเขา ลักษณะการนั่งที่แทบจะทำตัวลีบเล็ก ทั้งไหล่ที่ห่อและคอที่ก้มลง แล้วได้ข้อสรุป “และความมั่นใจในตัวเองเป็นส่วนสำคัญค่ะ มันจะช่วยคุณไปได้ไกลกว่านี้หากใช้อย่างถูกต้อง”
“แปลว่าผมจะได้เป็นหัวหน้าฝ่ายแล้วใช่ไหม”
“ทั้งหมดขึ้นกับตัวคุณเองค่ะ อนาคตเปลี่ยนแปลงได้เสมอ” เธอยิ้มละไม
เนื้อหาที่คุยต่อจากนั้นเป็นการให้คำปรึกษาเสียส่วนใหญ่ ซึ่งสุดท้ายแล้วจบลงด้วยดี สีหน้าที่คาบเกี่ยวระหว่างความพึงพอใจกับการตั้งคำถามคือเครื่องยืนยันว่างานของเธอจบลงเท่านี้ ชายหนุ่มบอกขอบคุณเธอพร้อมกับจ่ายค่าครูตามจำนวนที่ตกลงกันก่อนกลับออกไป
มาหยาพิจารณาแล้วว่านี่แหละคือวิธีการทำงานที่เหมาะสมกับตนเอง นั่นคือไม่โกหกมากเกินความจำเป็น แต่ใช้ความคลุมเครือในคำพูดและหลักเหตุผลสามัญมาช่วยสนับสนุนให้ฟังดูสมจริง
“วันนี้โชคดีนะนี่”
เธอนับธนบัตรที่รับมาแล้วนำไปเก็บใส่ในลิ้นชักโต๊ะและคล้องแม่กุญแจ หยิบสมุดกับปากกาออกมาขีดฆ่ารายชื่อนัดหมายสุดท้ายของวัน
ช่วงเวลาหลังโรงเรียนเพิ่งเลิกทำให้ถนนหน้าร้านเธอมีเด็กชายหญิงในชุดนักเรียนผ่านมาให้เห็นประปราย มาหยานั่งประจำเคาน์เตอร์เผื่อเจอลูกค้าขาจรอย่างไม่คาดหวัง บางครั้งเด็กๆ ที่สนใจอยากทดลองใช้บริการเธอก็มีเหมือนกัน คงจะเป็นความอยากรู้อยากลองตามประสาช่วงวัย อีกทั้งเด็กนักเรียนส่วนใหญ่ก็มักอยู่ในช่วงรุ่นๆ ที่มีปัญหาเกี่ยวกับความรักหรือผลการเรียน อันเป็นเรื่องที่เธอทายทักได้ง่ายอยู่แล้ว
ราวครึ่งชั่วโมงต่อมา เมื่อยังไม่เห็นวี่แววว่าจะมีลูกค้ามาหยาก็ลุกขึ้นเดินผ่านผ่านดำตรงช่องประตูเข้าไปสู่หลังร้านซึ่งเป็นพื้นที่อยู่อาศัย ก้าวฉับๆ ไปหยิบน้ำดื่มจากตู้เย็นในห้องครัว แล้วต้องชะงักเมื่อเห็นใครคนหนึ่งกำลังมองเธออยู่จากหน้าอ่างล้างจาน
มาหยาหรี่ตาลงอย่างไม่สบอารมณ์ รอยย่นปรากฏขึ้นบนหน้าผาก เธอพูด “แม่คะ” ด้วยเสียงออกรำคาญ “เลิกจ้องหนูแบบนี้เสียที มันน่าอึดอัดนะ”
หญิงชราผู้เป็นแม่ของเธอไม่ตอบอะไร
ความเงียบนี้กระตุ้นความโกรธของมาหยาเสียทุกที เธอลืมไปแล้วว่าได้ยินเสียงของแม่ครั้งสุดท้ายเมื่อไร ท่านทำเพียงสงบถ้อยคำแล้วมองเธอด้วยสายตาแบบเดิม
“หนูรู้ว่าแม่คิดอย่างไรกับงานของหนู แต่ถ้าอยากพูดอะไรก็พูดออกมาเถอะ”
ยังคงไร้คำเอ่ยกลับมา มีแค่สายตาเท่านั้น
มาหยาขบกระพุ้งแก้มใช้ความเจ็บควบคุมตนเอง รู้อยู่แล้วว่าต้องเป็นแบบนี้ รู้ดียิ่งกว่าใครว่าไม่มีวันได้รับคำตอบ “จะไปไหนก็ไปเถอะค่ะ” เธอกระชากเสียง
ตอนนั้นเองที่กระดิ่งหน้าร้านดังขึ้นมา มาหยาวางแก้วน้ำไว้ที่เดิมแล้วกระแทกบานพับตู้เย็นปิดดังปัง ก่อนรีบสงบจิตสงบใจกลับไปยังโถงด้านหน้าด้วยรอยยิ้ม แต่แล้วกลับต้องประหลาดใจเมื่อพบว่าคนที่สั่นกระดิ่งเป็นแค่เด็กผู้ชายคนหนึ่ง น่าจะอยู่แค่ชั้นประถมต้นเท่านั้นเอง
“สวัสดีจ้ะ” เธอชะโงกตัวข้ามเคาน์เตอร์ไปถามเด็กชาย “มาทำอะไรที่นี่หรือจ๊ะ”
“คุณน้าใช่แม่หมอไหมครับ”
“ใช่จ้ะ น้าเองแหละ” เธอตอบพลางหันมองที่ถนนแต่ไม่ยักพบใคร “คุณพ่อคุณแม่หนูอยู่ที่ไหนกันล่ะ”
เด็กชายส่ายหน้าแรงๆ “ผมมาคนเดียว มีเงินจ่ายด้วยนะ” เขาล้วงมือเล็กๆ หยิบกระเป๋าสตางค์ออกมา เมื่อรูดซิปก็เผยให้เห็นธนบัตรย่อยกับเศษเหรียญจำนวนหนึ่ง “ผมได้ยินพวกพี่ที่โรงเรียนคุยกันเรื่องคุณน้า”
“เออ น้าว่าหนูยังเด็กเกินกว่าจะมาทำนายทายทักนะ”
“ถ้ายังไม่พอเดี๋ยวผมเก็บค่าขนมเพิ่มให้อีกก็ได้”
“เงินไม่ใช่ปัญหาหรอกจ้ะ” เธอตอบเสียงค่อย “พอดีร้านน้าไม่รับลูกค้าที่เป็นเด็กน่ะ ไว้รอหนูโตกว่านี้สักห้าหกปีค่อยมาใหม่อีกทีนะ”
มาหยามองเด็กชายอย่างลำบากใจ การทำความเข้าใจเด็กอายุเท่านี้ไม่เคยเป็นความถนัดของเธอเลย แม้แต่หลานที่ต่างจังหวัดซึ่งไปเยี่ยมเมื่อเดือนก่อนนี้เองก็เช่นกัน เอาแต่รบเร้าขอเธอช่วยดูลายมือให้จนเธอยอมตามใจ แต่พอได้ยินเรื่องยากเข้าหน่อยก็ทำหน้ามุ่ยพานโกรธเสียอย่างนั้น เด็กชายที่อยู่ตรงหน้านี้ก็คงไม่ต่างกัน เธอคิดเช่นนั้นกระทั่งได้ยินเสียงสะอื้นขึ้นมา
ภาพของเด็กชายผู้ก้มหน้าปาดน้ำตาทำให้เธอรู้สึกถึงกลุ่มก้อนความหม่นหมองก่อตัวขึ้นในอก ตัวเธอเองไม่มีลูก จึงเข้าใจว่าคงเป็นสัญชาตญาณความเป็นแม่ในตัวผู้หญิงทุกคนกระมัง
“ก็ได้จ้ะ” เธอถอนใจยอมแพ้ “แค่เดี๋ยวเดียวนะ ฉันจะปิดร้านแล้ว”
เด็กชายเงยหน้า พูดด้วยเสียงขาดช่วงเพราะกำลังสูดน้ำมูกว่า “ขอบคุณครับ”
“แล้วหนูอยากให้ฉันช่วยทำนายเรื่องอะไรหรือ”
เขาส่ายหน้าอีกครั้ง ประกายความยินดีระยับในดวงตาที่ฉ่ำน้ำและแดงเรื่อ ทว่าสุ้มเสียงที่เปล่งออกมากลับใส่กระจ่าง “ผมอยากคุยกับพ่อ”
มาหยามุ่นคิ้วด้วยคิดว่าได้ยินผิดไป “อะไรนะจ๊ะ” ถามย้ำด้วยความสงสัย ในใจสังหรณ์ถึงเรื่องไม่สู้ดี ขณะสมองกำลังปะติดปะต่อเรื่องราวจนถึงบางอ้อในวินาทีให้หลัง สีหน้าของเธอหมองลงในฉับพลันที่เข้าใจ ริมฝีปากเม้มแน่นขณะมองเด็กคนนั้น รู้ว่าเขาจะพูดอะไรออกมา
“คุณน้าช่วยติดต่อพ่อที่ตายไปแล้วของผมหน่อยสิครับ” เด็กชายยิ้มหน้าบาน ราวกับไม่รู้ตัวว่าเพิ่งเอ่ยเรื่องน่าเศร้าแค่ไหนออกมา
2
วันที่ 5 เมษายน เวลา 8.00 น.
เสียงตามสายประกาศก้องจากลำโพง เรียกรวมบรรดาเด็กนักเรียนให้เร่งรุดไปที่ลานกว้างหน้าอาคารเข้าแถวเตรียมตัวเคารพธงชาติ ความอลหม่านเกิดขึ้นไม่นาน เหล่าพ่อค้าแม่ค้าวิ่งวุ่นชุลมุนหยิบจับสินค้าแลกกับเงินทอนให้เหล่านักเรียนขาสั้นกระโปรงยาว ไม่ทันถึงห้านาทีจากนั้น พื้นที่ตั้งแผงร้านค้าหน้าโรงเรียนก็กลับสู่เงียบเหงา รอยคอยวัฏจักรที่เงินจะกลับมาสะพัดอีกครั้ง นับถอยหลังแปดชั่วโมงโดยประมาณ
เด็กชายคนหนึ่งเพิ่งมาถึงเมื่อครู่นี้ ทันพอดีก่อนประตูรั้วเลื่อนปิดตามคำสั่งครูฝ่ายปกครอง
ข้างกันคือคงแม่ซึ่งยังสาวแต่งตัวในชุดลำลองดูเรียบร้อยดี หล่อนโน้มตัวลงกำลังจะพูดบางอย่างซึ่งคงไม่พ้นกล่าวบอกให้ตั้งใจเรียน แต่ลูกชายรีบกระชับกระเป๋าแล้วเดินหนีไป
มาหยาหรี่ตามองตามแผ่นหลังที่เล็กลง แน่ใจว่าเป็นเด็กคนเดียวกับที่มาหาเธอเมื่อวาน นึกขอบคุณโชคที่มีวันนี้ แล้วขยับเท้าขยี้มวนบุหรี่ที่ไหม้ลึกเกือบถึงก้นกรอง ผุดลุกจากที่นั่ง โบกมือปัดเสื้อผ้าหวังไล่กลิ่นควันยา เธอวิ่งข้ามทางม้าลาย ตรงไปหาหญิงสาวผู้เดินมองต่ำจะกลับไปขึ้นรถด้วยท่าทางละห้อยละเหี่ยใจ ฝ่ายนั้นหันมาเมื่อเธอเข้าไปใกล้ ดวงตาฉายแววสงสัยขณะเดียวกันก็แทบสะดุ้งตกใจเมื่อมีคนแปลกหน้าเข้ามาพูดคุย
“ขอรบกวนสักครู่นะคะ” เธอว่า “คุณเป็นแม่ของเด็กคนเมื่อกี้ใช่หรือเปล่า”
หญิงสาวพยักหน้าเบาๆ “แกไปก่อเรื่องอะไรหรือเปล่าคะ”
“ไม่ใช่ค่ะ คือว่าเมื่อวานนี้....”
จากนั้นมาหยาเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟัง ตัดบางช่วงออกให้รวบรัด เจาะจงประเด็นว่าตนไม่ใช่คนน่าสงสัยหรือตั้งใจหลอกลวง ไม่เคยเห็นหน้าเด็กชายมาก่อนด้วยซ้ำกระทั่งเขาเป็นฝ่ายมาสั่นกระดิ่งที่ร้านของเธอเอง
ระหว่างเล่าไปก็พลางคิดทบทวนถึงใบหน้าอ่อนเยาว์ที่ดูตื่นเต้นเมื่อได้ยินเธอดัดเสียงทุ้มต่ำ
“นี่ลูกดูสูงขึ้นนะ” เธอเริ่มอย่างนั้น “ช่วงที่ไม่เจอกันนี่ยังสบายดีใช่ไหม”
เด็กชายพยักหน้าเร็วคอแทบหลุด
“ดื้อซนมากไปจนครูที่โรงเรียนดุเอาหรือเปล่า”
คราวนี้เขาสั่นศีรษะ บอกว่าตนตั้งใจเรียนตามที่พ่อเคยบอกเขาก่อนตายจากไป ทำให้เธอรู้สึกสะเทือนใจแต่ยังอดทนสวมบทบาทต่ออย่างแนบเนียน ทั้งหมดที่พูดคุยนั้นเป็นเรื่องทั่วไป ไม่เผลอหลุดปากเอ่ยสิ่งไม่สมควรออกมาแน่นอน แต่ไม่ว่าอย่างสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ก็ยังสร้างความไม่สบายใจอยู่ดี เธอจึงมาดักรออยู่ที่หน้าโรงเรียนวันนี้เพื่อกล่าวขอโทษกับผู้ปกครองของเด็กชาย
มาหยายื่นเงินที่รับไว้ออกมา
“ลูกชายคุณให้ฉันมาค่ะ ช่วยรับคืนไปด้วยเถอะ” น้ำเสียงเธอแทบจะอ้อนวอน “ความจริงฉันไม่ควรตามน้ำไปเลย ฉันไม่มีเจตนาจะหลอกลวงนะคะ แค่ตอนแรกคิดว่าแค่ช่วยให้เขาหายเศร้าลงบ้าง แต่จะอ้างอย่างไรมันก็ไม่ควร ฉันเป็นพวกหากินกับความเชื่อคนก็จริง แต่ไม่ใช่คนไร้หลักการหรอก”
หญิงสาวมองเงินในมือเธอโดยยังไม่รับมันไป กลับเลื่อนสายตากลับมาจ้องเธอคล้ายพินิจใคร่ครวญ มาหยาเตรียมใจรับคำตำหนิ ภาวนาขอให้เรื่องราวไม่ลุกลามใหญ่โต
“คุณมาหยา”
“อย่าแจ้งความเลยนะคะ” เธอชิงบอกอย่างตื่นตูม พยายามไม่ออกท่าทางละล่ำละลัก
“ฉันไม่ทำหรอกค่ะ” หญิงสาวว่าต่อ “แค่มีเรื่องอยากขอร้องคุณ”
หล่อนยื่นสองมือมากุมนิ้วที่ห่อเงินซึ่งเธอตั้งใจนำมาคืน ออกแรงกุมแล้วผลักกลับคืนให้ มาหยามองการกระทำนี้อย่างไม่เข้าใจ ทั้งยังสงสัยในสิ่งที่ได้ยินต่อมาจนนิ่งค้างไปหลายวินาที “ช่วยพูดใหม่ทีสิคะ” ในที่สุดเธอขออีกฝ่ายทวนคำอีกครั้ง ทว่าคำตอบยังคงเดิม
หล่อนพูด “ช่วยโกหกลูกของฉันต่อไปทีค่ะ”
3
วันที่ 5 เมษายน เวลา 11.45 น.
พิธีกรหนุ่มกล่าวจบรายการแล้วบนจอโทรทัศน์ตัดเข้าสู่ช่วงโฆษณา มาหยาเหลือบมองตัวเลขที่มุมหนึ่งของจอ ประเมินว่าต่อไปคงเป็นรายงานข่าวตอนเที่ยงวัน
ป่านนี้แล้วหรือ เธอเพิ่งรู้สึกตัวหลังจากนั่งเหม่อมาตั้งแต่กลับถึงบ้าน ตั้งใจปิดร้านหมอดูหนึ่งวัน ในมือเธอจับหูแก้วกาแฟดำซึ่งเย็นชืดนานแล้ว นับเป็นกาแฟแก้วที่สองของวันซึ่งนับว่าไม่ปกติสำหรับเธอ เธอดื่มแก้วแรกไปแล้วเมื่อราวสามชั่วโมงก่อน ทว่าเรื่องที่พูดคุยที่ร้านกาแฟยังคงวนเวียนในความคิดเธอจนบัดนี้
ไพลินคือชื่อของหญิงสาวผู้เป็นแม่เด็กชาย หล่อนแทบจะกราบกรานขอร้องเธอช่วยรับข้อเสนอนี้ สถานภาพผิดกับที่คิดไว้ตอนแรกฉับพลันแทบไม่เข้าใจ มาหยาร้องขอคำอธิบาย
“ฉันไม่ใช่แม่แท้ๆ ของแกหรอกค่ะ” หญิงสาวปรารภ “เด็กคนนั้นเป็นลูกติดของสามี เราเพิ่งแต่งงานกันไม่นานนี้เอง ฉันเอ็นดูแกนะคะ แต่แกคงคิดว่าฉันจะมาแทนที่แม่ตัวจริงเลยไม่ค่อยยอมเข้าหาเท่าไร ส่วนใหญ่เลยสนิทกับคนเป็นพ่อมากกว่า จนกระทั่งเมื่อเดือนที่แล้ว... นั่นแหละค่ะ แกเศร้าใจมากหลังเสียเขาไป กลายเป็นเด็กเงียบๆ ผิดจากเมื่อก่อน จนเมื่อวานนี้เองที่แกยิ้มออกมา ฉันสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นแต่ถามไปแกก็ไม่ยอมบอก คิดว่าคงไม่มีวันได้รู้เสียแล้วจนคุณเป็นคนเข้ามาเล่าให้ฟัง”
“คุณเลยอยากให้ฉันช่วยทำแบบเดิม” มาหยาตั้งข้อสังเกต
“ใช่ค่ะ ถ้าไม่เป็นการรบกวนจนเกินไป”
“แต่เรื่องแบบนี้มันค่อนข้าง...”
“ได้โปรดเถอะนะคะ” ไพลินเม้มริมฝีปากแน่น สูดลมหายใจลึกแล้วพูดต่อ “ฉันอยากให้เด็กคนนั้นได้มีความสุขบ้าง ต่อให้มันเป็นเรื่องไม่จริงก็ตาม ขอแค่อีกสักพักจนกว่าแกจะทำใจได้ แน่นอนว่าฉันจะเป็นคนออกค่าใช้จ่ายทั้งหมดให้เอง ถือเสียว่าช่วยเด็กคนหนึ่งได้มีช่วงเวลาดีๆ ในวันที่ยากลำบากเถอะค่ะ” ประโยคสุดท้ายนี่แหละทำให้มาหยายอมตกลง ทั้งหมดก็เป็นเช่นนี้
เสียงผู้ประกาศข่าวเวลาเที่ยงวันดึงมาหยามาสู่ปัจจุบันอีกครั้ง ทว่าความสนใจของเธอไม่จดจ่ออยู่บนจอโทรทัศน์เลย กลับไพล่นึกถึงแต่จำนวนเงินในกระเป๋าซึ่งรับมาก่อนแทนค่าจ้างล่วงหน้า
“ฉันกำลังทำสิ่งที่ดี” คำรำพึงหลุดลอดจากริมฝีปากซีดคล้ำเปื้อนคราบกาแฟ จะเป็นอื่นไปได้อย่างไรในเมื่อทั้งหมดคือความต้องการของแม่เด็กเอง ทั้งอย่างนั้นเธอกลับไม่ชอบความรู้สึกแปลกๆ ที่ก่อตัวขึ้นเลย และไม่เข้าใจด้วยว่าต้นเหตุของมันคืออะไร
เวลาเดียวกันนั้นเองที่มาหยาสังเกตเห็นร่างเงาตะคุ่มหยุดยืนอยู่หน้าประตูห้องเธอ รู้อยู่แล้วว่านั่นคือแม่ของตนผู้มาพร้อมกับดวงตาที่จับจ้องเธอราวต้องการสื่อความหมายบางอย่าง
“ไม่ต้องมองหนูแบบนั้นเลยค่ะ”
หญิงชราไม่ตอบ
ไม่เคยมานานมากแล้ว
“หนูไม่ใช่คนเก่งแบบแม่นะ” เสียงเธออ่อนลง “ใช่ว่าหนูรับงานนี้เพราะชอบนักหรอก แต่อย่างน้อยมันก็จะช่วยให้คนอื่นมีกำลังใจขึ้น ส่วนหนูก็ได้เงิน แบบนี้ดีกับทุกคนแล้ว”
มาหยาเบือนหน้าหนีไปทางอื่น ยังคงสัมผัสถึงคำตำหนิอันไร้สุ้มเสียง แล้วจู่ๆ ความรู้สึกนั้นก็ค่อยๆ เบาบางลง เมื่อเธอหันกลับมาก็ไม่เห็นใครอยู่ตรงนั้นแล้ว แต่แทนที่จะโล่งอกเหมือนทุกทีเธอกลับคิดถึงคำดุด่าที่เคยได้ฟังเมื่อยังเด็ก เธออยากได้ยินมันอีกสักครั้ง ดีกว่าความเงียบงันที่แม่มอบให้เธอเช่นทุกวันนี้ “หนูไม่ได้ทำอะไรผิดเสียหน่อย” เธอบ่นพึมพำเบาๆ ไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่าไม่กล้าสบตาแม่ของตน
4
วันที่ 4 พฤษภาคม เวลา 17.30 น.
ครบหนึ่งเดือนพอดีนับตั้งแต่ได้พบกับลูกค้ารายใหญ่โดยไม่คาดคิด วันเวลาช่างผ่านไปไวเหลือเกิน มาหยาถอนสายตาจากนาฬิกาแขวนซึ่งทำหน้าที่ของมันอย่างเถรตรง แล้วเบนความสนใจกลับมายังเด็กชาย
“วันนี้พอก่อนเถอะจ้ะ” เธอบอก รู้สึกระคายคอเล็กน้อยจากการดัดเสียงตลอดหนึ่งชั่วโมง เธอทำหน้าที่ของตนได้ดีทีเดียวสมกับเงินที่แม่เด็กจ้างมา
“ขอผมคุยกับพ่อต่ออีกหน่อยไม่ได้หรือครับ” เด็กชายอ้อนขอ
“คุณพ่อเขาก็เหนื่อยแล้วเหมือนกันจ้ะ”
“แต่ผมยังไม่ได้เล่าเรื่องเด็กเกเรที่โรงเรียนเลย” เขาทำหน้างอ “พวกนั้นเอาแต่ล้อผมเรื่องมาที่นี่”
“อย่าไปฟังเลยจ้ะ” เธอหัวเราะกลบเกลื่อน
แต่เด็กชายยังพูดต่อไป “หลายคนบอกว่าผมโง่ที่เชื่อว่าได้คุยกับพ่อจริงๆ แม้แต่พวกครูก็แอบกระซิบกันเพราะคิดว่าผมไม่ได้ยิน แต่ผมก็รู้เข้าจนได้ ทุกคนคิดว่าคุณน้าเป็นโจร แต่นั่นไม่จริงหรอกใช่ไหมครับ พวกเขาแค่อิจฉาที่ผมมีความสุข เพราะผมยังมีพ่อที่ใจดีขณะที่คนอื่นไม่”
ใบหน้าแย้มยิ้มอย่างบริสุทธิ์ใจทำให้มาหยาไม่อาจตอบกลับไปโดยง่าย บางอย่างเกี่ยวข้องกับความรู้ผิดชอบชั่วดีไม่อนุญาตให้ทำ
มันเป็นความรู้สึกเดียวกันกับที่รบกวนจิตใจเธอตลอดช่วงนี้ เสมือนอาการคันใต้ผิวหนังที่ไม่ว่าเกาเท่าไรก็ไม่ยอมหายไป ตอนนี้เธอคิดว่าเธอประจักษ์แจ้งกับสาเหตุนั้นแล้วผ่านความแจ่มใสอันเปราะบางราวแผ่นแก้วบนใบหน้าของเด็กคนนี้
ฉันกำลังทำสิ่งดี... มาหยาบอกตนเอง ทว่าความเปลี่ยนแปลงบางอย่างที่เธอสังเกตมาตลอดได้สร้างความรู้สึกที่ขัดแย้งกัน มันปั่นป่วนราวพายุในท้องน้อยของเธอ ทำให้เธอต้องการคำยืนยันและเลือกถามออกไป
“นี่เจ้าหนู” เธอเรียกเขาด้วยเสียงของตน “เธอมีเพื่อนที่โรงเรียนบ้างหรือเปล่า”
เด็กชายกะพริบตาปริบสองสามที แล้วส่ายหน้า
“สักคนก็ไม่มีหรือ”
เขาส่ายหน้าอีก
“แล้วไม่เหงาบ้างเลย” เธอถามต่อ
คำตอบยังคงเป็นคำว่าไม่ “แต่ไม่เป็นไรหรอกครับ เพราะผมยังมีพ่ออยู่ไง เรายังคุยกันได้ตลอด แค่นี้ก็พอแล้ว ผมไม่ต้องการคนอื่นแล้วละ”
“แล้วคุณแม่ล่ะ”
“ผู้หญิงคนนั้นไม่ใช่แม่ผมหรอก” เด็กชายทำหน้าบูดบึ้ง “เอาแต่คอยจู้จี้จุกจิกจนน่ารำคาญ บังคับให้กินผักบ้างละ ห้ามนอนดึกบ้างละ ไม่เคยใจดีกับผมเหมือนพ่อเลย”
คำพูดอันไร้เดียงสาเหล่านั้นราวกับใบมีดโกนที่บาดลึกลงในใจเธอ รู้สึกถึงน้ำลายในปากจับตัวเป็นก้อนมีรสชาติขมปร่า ถ้อยคำหลากหลายกระจุกแน่นค้างเติ่งในลำคอไม่ยอมออกมา โชคดีที่เด็กชายยอมฟังที่เธอพูดและกลับบ้านไป ส่วนเธอเองฝืนเดินกลับมาที่ห้องของตน ทรุดตัวลงพิงผนังอย่างไร้เรี่ยวแรงแล้วซบใบหน้ากับฝ่ามือด้วยความกลัดกลุ้มกับสิ่งที่กัดกินใจอยู่ตอนนี้
มันเหมือนกับเธอกลายเป็นนักต้มตุ๋นแบบที่เคยปฏิญาณกับตนว่าจะไม่เป็น
ระหว่าง การโกหกสีขาว กับ การหลอกลวง สองสิ่งนี้จะว่าคล้ายกันก็ใช่ จะว่าต่างก็ไม่ผิด เสมือนสองหน้าของเหรียญซึ่งรากฐานคือสิ่งเดียวกันทว่าแสดงภาพคนละอย่าง และเส้นแบ่งนี้ก็ช่างคลุมเครือ
แล้วสิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้คือเหรียญด้านไหนกัน เธอไม่แน่ใจคำตอบเลยแม้แต่น้อย
ฉันกำลังทำสิ่งที่ดี... ใช่ไหมนะ?
สิ่งที่เคยใช้ปลุกปลอบตนเองบัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นคำถามซึ่งสั่นคลอนหมุดค้ำแห่งศีลธรรมในใจ ผลลัพธ์ที่เธอเพิ่งได้ยินชี้ชัดว่าจะส่งผลกระทบในทางเลวร้ายอย่างแน่นอน แม้ว่าการแสดงของเธอทำให้เด็กชายมีชีวิตชีวามากขึ้นชั่วคราว ทว่าการโกหกนี้จะดำเนินไปถึงเมื่อไรกัน คงเป็นเรื่องนี้แหละที่เป็นหนามคอยตำใจเธอ เพราะตระหนักดีว่าความสุขจอมปลอมนี้ต้องจบลงไม่ช้าก็เร็ว ความเจ็บช้ำเป็นสิ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้แน่นอน
ขณะกำลังสับสนอยู่นั้น มาหยารับรู้ถึงวี่แววบางอย่างที่สัมผัสมาจนชาชิน เมื่อเงยศีรษะขึ้นก็พบขาคู่หนึ่งมาหยุดยืนต่อหน้า ดูพร่าเลือนกว่าทุกที
“ไปให้พ้นเลยค่ะ” เธอพูดโดยไม่อาจมองสูงกว่านี้ “หนูไม่มีอารมณ์จะให้แม่ดุนะ”
เจ้าของขาคู่นั้นยังคงยืนอยู่ที่เดิม
มาหยารู้ว่าแม่กำลังจ้องลงมา จินตนาการถึงสายตาเย็นชาที่แสดงออกชัดเจนว่าผิดหวังในตัวเธอ
และแล้วโดยไม่คาดคิด มาหยารู้สึกถึงน้ำหนักเบาๆ ของฝ่ามือที่วางลงบนศีรษะ มาพร้อมกับสัมผัสซึ่งห่างหายจากเธอไปนานหลายปี เธอเกือบลืมมันไปเสียแล้ว กระทั่งนึกได้ก็คล้ายกับสิ่งที่อัดอั้นตันใจจะเอ่อท้นออกมา ความหมายที่รับรู้ได้จากภายในกลายเป็นเสียงสะอื้นนานหลายนาที
เป็นช่วงเวลาไม่ช้าไม่นานที่เธอยอมให้ตัวเองกลับกลายเป็นเด็กขี้แยคนเดิมจนพึงพอใจ และกลับสู่ความเป็นผู้ใหญ่ด้วยการเงยหน้าขึ้นมองดูความเป็นจริง
“หนูรู้แล้วค่ะแม่” คำพูดนั้นล่องลอยในห้องที่มีแค่เธอเพียงลำพัง ไม่เห็นใครคนอื่นอีกแล้ว ท่ามกลางความเงียบที่ติดตามมานั้น เธอไม่สงสัยอีกแล้วว่าควรทำอย่างไรต่อไป
5
วันที่ 25 พฤษภาคม เวลา 12.00 น.
เข็มสั้นและยาวของหน้าปัดนาฬิกาบนผนังหลังเครื่องชงกาแฟเคลื่อนเข้าบรรจบกันพอดี เป็นจังหวะเดียวกับที่ทั้งสองหันมองพนักงานหนุ่มยกเครื่องดื่มที่สั่งไปมาวางบนโต๊ะ ต่างเอื้อมมือรับแก้วของตนแล้วบอกขอบคุณ ไอกรุ่นส่งกลิ่นหอมจากแก้วกาแฟ มาหยาเติมน้ำตาลหนึ่งก้อนแล้วรอให้เย็น ส่วนไพลินผู้นั่งฝั่งตรงข้ามเธอเลือกเทนมใส่ผสมลงไปจนของเหลวสีเข้มกลายเป็นสีน้ำตาลอ่อน ใช้สองมือประคองยกแก้วขึ้นจิบ
ความกระอักกระอ่วนที่คั่นกลางระหว่างพวกเธอแทบไม่ต่างกับครั้งแรกที่มาที่นี่เลย นั่นคือต่างเงียบกันอยู่นานสองนานกระทั่งมีคนหนึ่งเป็นฝ่ายเริ่ม
“ลูกชายของคุณ” มาหยาเอ่ยปาก “เขาทำใจได้บ้างหรือยังคะ”
หลังจากอ้ำอึ้งอยู่ครู่หนึ่ง ไพลินจึงตอบ “ก็ดีขึ้นค่ะ” แล้วกล่าวต่อว่า “ช่วงแรกๆ หลังจากฉันสารภาพไป เด็กคนนั้นก็โวยวายใหญ่เลย แต่หลังจากนั้นแกก็ค่อยๆ หยุดร้องไห้ไปเอง ครูที่โรงเรียนเล่าว่าแกเริ่มเข้ากับเด็กคนอื่นได้แล้ว แถมยังยอมคุยกับฉันมากขึ้นกว่าเก่า ตลกดีไหมคะ ทั้งที่ฉันอยากให้แกได้มีความสุขกับพ่อไปอีกสักพักแท้ๆ แต่กลับกลายเป็นการทำให้ทุกอย่างแย่ลง”
“ไม่น่าตลกหรอกค่ะ” มาหยาบอก “บางครั้งความหวังดีของเราก็ใช่จะส่งผลดีเสมอไป แต่ฉันมั่นใจว่าคุณไม่หวังจะทำร้ายเขาแน่ คุณถึงยอมทำตามที่ฉันแนะนำต่อให้รู้ว่าจะถูกเขาเกลียดก็ตาม”
“ก็ฉันเป็นแม่นี่คะ และเดิมทีมันก็เป็นความผิดของฉันเองด้วย”
ไพลินวางแก้วที่มีกาแฟเหลืออยู่ครึ่งหนึ่งลง
“แต่มีเรื่องหนึ่งที่ฉันสงสัย” หล่อนถามต่อ “ทั้งที่คุณสามารถโกหกเพื่อรับค่าจ้างต่อไปได้แท้ๆ ฉันกับลูกเองก็เป็นคนอื่น ทำไมตอนนั้นถึงเลือกจะไม่โกหกเขาต่อหรือคะ”
“คงเพราะฉันเข้าใจค่ะ...” มาหยาขยับช้อนเป็นวงกลมในแก้วของตน ย้อนคิดถึงคืนที่เธอตัดสินใจยกหูโทรศัพท์หาไพลิน “ว่าการเบือนหน้าหนีความจริงเป็นเรื่องแย่แค่ไหน เอาแต่ใฝ่หาสิ่งที่ผ่านพ้นไป กระทั่งความสวยงามของวันวานฉุดรั้งจนไม่อาจก้าวต่อได้ ชีวิตไม่มีความเป็นไปได้อื่นนอกจากปัจจุบันหรอกค่ะ ดังนั้นจึงมีแค่การยอมรับความเจ็บปวดเท่านั้นถึงสามารถช่วยเยียวยา ความรู้สึกคนเป็นอะไรที่ย้อนแย้งกันเองแบบนี้แหละ”
“แต่ถ้าลูกชายฉันไม่ยอมเชื่อความจริงที่ฉันบอกล่ะ” ไพลินกล่าวแย้ง “เดิมทีแกก็ไม่ชอบฉันอยู่แล้ว นี่เป็นการเดาสุ่มผลลัพธ์เหมือนกับทายเหรียญหัวก้อยอย่างนั้นหรือ”
“ไม่ค่ะ เขาจะเชื่อคุณ”
“ทำไมคะ”
“เพราะฉันรู้ค่ะว่าเด็กคนนั้นไม่ใช่คนเดียวที่กำลังโกหกตัวเอง” มาหยาตอบกลับไปตามตรง เห็นไพลินสะอึกกับคำพูดเธอ “คุณเองก็ต้องเผชิญเรื่องนี้ไม่ต่างจากเขาเลย สุดท้ายแล้วก็มีคุณกับลูกเท่านั้นที่จะเข้าใจกันดีที่สุดและช่วยกันผ่านความสูญเสียนี้ไป ฉันพูดผิดหรือเปล่าคะ”
หญิงสาวเม้มริมฝีปากแน่นตอบสนองต่อสิ่งที่ได้ยิน ค่อยๆ ก้มหน้าลงและไม่พูดอะไรเลยเกือบห้านาที ไหล่แบบบางสั่นเทิ้มตามจังหวะหายใจที่สะดุดเป็นระยะ ใบหน้าที่เคยแย้มยิ้มของไพลินค่อยๆ บิดเบี้ยวเหยเก ราวหน้ากากที่ใช้เก็บซ่อนความอ่อนแอได้ปลดระวางหน้าที่ของมันชั่วประเดี๋ยวหนึ่ง
แล้วเวลาก็ล่วงผ่านไป กาแฟดำในแก้วเริ่มเย็นลงแล้ว มาหยาวางช้อนเงินไว้ข้างจานรอง มองสิ่งที่เกิดขึ้นโดยไม่พูดอะไร มีแค่การรอคอยเท่านั้นที่จะช่วยให้หยดน้ำที่ร่วงเผาะจากดวงตาค่อยๆ หยุดลง
ในที่สุดไพลินยกหลังมือขึ้นปาดน้ำตา
“ก็ฉันไม่เชื่อเรื่องผีสางนี่คะ” หล่อนพูดด้วยเสียงสั่นเครือ “แต่ฉันก็อยากให้เรื่องทำนองว่าคนที่รักยังอยู่ใกล้เราแม้จะมองไม่เห็นมีอยู่จริง บางทีฉันคงแค่อยากให้มีใครสักคนเชื่อแทนตัวเองก็ได้”
“แล้วถ้าฉันพูดว่ามีจริงคุณจะเชื่อไหมคะ”
“...คงไม่หรอกค่ะ” หญิงสาวทั้งหัวเราะทั้งสะอื้น
มาหยาระบายยิ้มบางๆ แล้วจับจ้องสิ่งที่อยู่คล้อยหลังอีกฝ่ายไปเล็กน้อย
ภาพที่สะท้อนในดวงตาเธอคือโครงร่างบางเบา บางครั้งเธอก็มองเห็นเรื่องแบบนี้ อาจไม่ชัดเจนนักแต่ก็พอมองเห็นและเดาออกไม่ยากว่าคืออะไร “ไม่ต้องเชื่อก็ได้ค่ะ” เธอพูด “แต่ฉันมั่นใจว่าเขาต้องอยากให้คุณกับลูกมีความสุขแน่นอน”
ทั้งสองปล่อยให้ความเศร้าอ้อยอิ่งต่อไปด้วยความหมายแห่งการปลอบประโลม ขณะเดียวกันเข็มนาฬิกาก็ยังคงเดินอยู่ ห่างออกไปบาริสต้าผู้ยืนหลังเครื่องชงกาแฟโยนผ้าขนหนูที่ใช้เช็ดแก้วชงกลับลงตะกร้า มีอีกคนเดินเข้ามา รับผ้ากันเปื้อนจากคนก่อนหน้ามาสวมแล้วเข้ายืนประจำตำแหน่งแทน คงถึงเวลาเปลี่ยนกะสำหรับพักช่วงมื้อกลางวันพอดี ทางด้านประตูลูกค้ากลุ่มใหม่เพิ่งเดินเข้ามา ส่วนชายชราที่โต๊ะฝั่งริมผนังก็ค่อยๆ ลุกจากที่นั่งเดินไปยังเครื่องคิดเงิน เสียงเซ็งแซ่ดังแว่วมาจากทางนั้นทีทางนี้ที ผ่านกระจกหน้าร้านออกไป ผู้คนมากหน้าหลายตากำลังเดินสวนกันขวักไขว่ ชีวิตยังคงดำเนินต่อไปบนสายธารแห่งกาลเวลา
6
วันที่ 26 พฤษภาคม เวลา 04.30 น.
มาหยาลุกขึ้นจากเตียงตั้งแต่เช้าตรู่ ไม่ใช่ด้วยฝันร้าย แต่คล้ายรู้สึกถึงสิ่งที่เคยมีอยู่จู่ๆ ก็หายไป เธอหันมองรอบตัว พิจารณาข้าวของต่างๆ ที่วางทิ้งไว้ ความเคยชินที่เห็นทุกวันทำให้คิดว่าไม่มีอะไรเปลี่ยนไป ทว่าเมื่อเทียบกับภาพความทรงจำในอดีตอันยาวนานกลับชัดเจนว่าทุกสิ่งไม่เคยเหมือนเดิม
ในบ้านเงียบสงัดดังที่มันควรเป็น แสงแรกของวันเริ่มสาดผ่านหน้าต่างเข้ามา เธอก้าวผ่านโถงทางเดินที่มืดสลัวขึ้นบันไดสู่พื้นที่ชั้นบน หมุนลูกบิดเปิดประตูห้องซึ่งไม่ได้เข้าไปมานานมากแล้ว
สิ่งแรกที่พบคือรูปถ่ายของแม่ซึ่งตั้งอยู่บนหิ้งเก่าโทรม ใบหน้าชราซึ่งมีความเข้มงวดฉายชัดแม้จะผ่านไปหลายปีก็ยังเหมือนเดิม ทว่ากลับดูแตกต่างแทบเป็นคนละใบหน้ากันกับผีที่เธอสร้างขึ้นเพื่อดูถูกดูแคลนตนเอง บัดนี้ผีตนดังกล่าวได้จากไปแล้วเช่นเดียวกับแม่ของเธอ เธอไม่เห็นมันเลยไม่ว่าจะส่วนไหนในบ้าน และรู้ด้วยว่าจะไม่มีวันเห็นอีกตลอดไป หายไปพร้อมกับความอาวรณ์
“หนูไม่เป็นไรแล้วค่ะ” มาหยานั่งลงเพื่อสวดบูชา ภาวนาขอให้ถ้อยคำล่องลอยไปสู่สถานที่ไกลแสนไกล และราวกับความปรารถนาได้กลายเป็นจริง เธอรู้สึกว่าใบหน้าบนรูปถ่ายซึ่งไม่มีวันเปลี่ยนแปลงได้นั้นกำลังจ้องตอบกลับมาด้วยความวางใจ
ตอนนี้เธอเข้าใจแล้วว่าตนไม่เคยต้องอยู่ลำพังเลยแม้แต่วันเดียว
จบ