นอยนา
โดย ทิพากร
หมอบอกว่าฉันเป็นมะเร็ง ยังไม่รู้ระยะไหน และจะมีชีวิตได้อีกนานเท่าไหร่ ต้องรอผลตรวจอย่างละเอียดอีกทีหนึ่ง แม้คำพูดหมอทำใจฉันสลาย แต่นั่นทำให้ฉันเข้าใจทันทีเลยว่าชีวิตคนเราไม่แน่นอน และทำให้ฉันกล้าเดินทางไปหา “เชน”
ยี่สิบปีก่อน ฉันนั่งหน้าชั้นเรียน ไม่ได้ขยันหรือเรียนเก่ง ฉันแค่มองกระดานไม่ชัด และไม่ชอบสุงสิงกับใคร ฉันจะนั่งขดตัวอ้วนๆ ให้ดูตัวเล็กที่สุด ไม่อยากเป็นจุดสนใจ ถึงกระนั้น คนก็ยังล้อฉันเป็นหมูอ้วน หากเพื่อนร่วมชั้นมาเจอฉันตอนนี้คงจำฉันไม่ได้แน่ ผอมติดกระดูก ทำงานจนลืมกินข้าวกินปลา มาตอนนี้ก็กินยาบรรเทาอาการเจ็บปวด
สิ่งหนึ่งที่ทำให้ฉันพอยืดตัวได้บ้างคือภาษาอังกฤษ ฉันตอบครูได้ทุกคำถาม ฉันสอบได้คะแนนเต็มทุกครั้ง และนั่นทำให้ฉันได้สนิทกับเชน
เชนเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนจากสาธารณรัฐเช็ก ใครๆ ต่างพูดถึง นอกจากกายภาพที่แตกต่างจากชายไทย ตัวสูงใหญ่ ตาและผมสีน้ำตาล จมูกโด่งเป็นสัน เขายังเป็นคนมีรอยยิ้มสดใส ไม่พูดว่าร้ายใคร หรืออาจแค่สื่อสารภาษาไทยไม่ได้ ฉันเคยได้ยินเขาพูดภาษาไทยได้ไม่กี่คำ สาวๆ หลายคนฝันหวานว่าจะได้ออกเดตกับเขาหรือขั้นตกล่องปล่องชิ้นย้ายไปอยู่ประเทศบ้านเกิดของชายหนุ่ม แต่มีอุปสรรคเรื่องภาษากัน
ฉันได้รู้จักเชนจริงๆ ครั้งแรกในฐานะล่ามเฉพาะกิจให้เพื่อนร่วมชั้น ไม่รู้ฉันควรขอบคุณใคร ขอบคุณเชน ที่ทำให้ฉันได้คุยกับเพื่อน หรือขอบคุณเพื่อนที่ทำให้ฉันได้คุยกับเชน แต่ใจเต้นแรงเมื่อนึกถึงแบบหลังมากกว่า
“หลังเลิกเรียนไปกินข้าวกันไหม”
ฉันถามเป็นภาษาอังกฤษให้เพื่อน เชนเบิกตากว้าง
“พูดภาษาอังกฤษเก่งมากเลยนะ”
ฉันยิ้ม รู้สึกได้ว่าหน้าตัวเองร้อนผ่าว ใจเต้นรัวยิ่งกว่าตอนวิ่งในคาบพลศึกษา
“เธอชื่ออะไร”
ฉันกำลังตอบ แต่เพื่อนผลักฉัน เชนขมวดคิ้ว เขาคงสงสัยว่าทำไมฉันถูกผลักแบบนั้น
“หมูอ้วน” เพื่อนตอบ มีเพียงประโยคภาษาอังกฤษพื้นฐานง่ายๆ ที่เพื่อนแปลได้ เลยตอบได้ทันที
ฉันก้มหน้านิ่ง เชนไม่เข้าใจภาษาไทยแต่ดูจากพฤติกรรมคงรู้ว่ากำลังแกล้งฉันอยู่ เชนพูดภาษาอังกฤษกับฉันว่า
“ไม่ต้องใส่ใจคนนิสัยไม่ดีแบบนี้หรอก ว่าไงเธอชื่ออะไร”
“นี่ เชนบอกว่าอะไร แปลหน่อย”
เธอสั่งอีกครั้ง แต่ฉันไม่สนใจ ฉันคุยกับเชนต่อ กลายเป็นว่าเธอออกจากบทสนทนาเสียแทน
“น้อยหน่า”
เขาเอียงคอนิดหน่อย ฉันเลยบอกศัพท์เป็นภาษาอังกฤษกลับไป แต่เขายังคงไม่เข้าใจ ฉันอธิบายลักษณะของมัน ตอนบอกรูปร่างลักษณะเขายังไม่สนใจ แต่พอบอกว่าหวานอร่อย เขากลับดูสนใจทีเดียว
“เรียนเสร็จ พาไปลองกินหน่อยสิ”
ฉันไม่เคยรู้สึกว่าคาบเรียนจะเนิ่นนานขนาดนี้มาก่อน ปกติฉันจะเก็บของอย่างเชื่องช้า รอให้ทุกคนออกจากห้องหมดก่อน แล้วค่อยออกไป แต่พอเห็นเชนออกไปยืนรอหน้าห้องเรียน ฉันก็รีบพุ่งตัวออกไปหาทันที ของทั้งหมด หนังสือ กระเป๋าใส่ดินสอ ฉันเอามาใส่ตอนอยู่นอกห้องแล้ว ฉันกลัวว่าหากนานไป เขาจะไม่รอ
“แล้วผลไม้นั่นมีที่ไหน ตลาดเหรอ”
เขาถาม พลางเดินออกนอกเขตโรงเรียนไปด้วยกัน
“ที่บ้านฉันน่ะ”
ฉันตอบ เขาเผยอปากนิดๆ ก่อนถามอะไรต่อ ฉันบอกต่อว่า
“ถึงแล้ว ทางนี้เลย”
“บ้านใกล้โรงเรียนขนาดนี้เลยเหรอ”
ฉันไม่ได้พูดอะไร เพียงเปิดรั้วบ้านให้เขาเข้าไป
“กลับมาแล้วเหรอ แล้วพาใครมาด้วยน่ะ”
แม่หยุดทำความสะอาดบ้านแล้วมาต้อนรับเพื่อนใหม่ ฉันไม่เคยพาเพื่อนคนไหนมาบ้านมาก่อน แม่แปลกใจ เป็นผู้ชาย แถมต่างชาติด้วย
ฉันพาเชนไปที่ต้นน้อยหน่าหน้าบ้าน ฉันบอกว่าตอนแม่คลอด กำลังเก็บน้อยหน่า และคลอดใต้ต้นน้อยหน่า เขาถามฉันทันที
“จริงเหรอ”
ฉันตอบกลับไปทันทีเหมือนกันว่า “ไม่จริง เด็กๆ เคยโดนแม่หลอกแบบนี้เหมือนกัน จริงๆ แม่แค่ชอบกินน้อยหน่า ตอนแพ้ท้องก็อยากจะกินแต่น้อยหน่า พ่อก็เลยปลูกให้”
เขาถามถึงพ่อว่าอยู่ไหน เห็นแต่แม่ ฉันบอกแค่ว่าพ่ออยู่ในใจฉัน เขาไม่ถามถึงต่อ เขาบอกแค่ว่า เขาก็ไม่มีพ่อเหมือนกัน
แม่ปอกเปลือกน้อยหน่าให้เชน เชนจ้องมองผลไม้ผิวขรุขระสีเขียวอ่อนด้วยสายตาแปลกๆ เขาคงคิดว่ามันไม่น่าจะอร่อย ตอนแรกเขาไม่ยอมกัดสักคำ แต่แม่กับฉันพยายามบอกว่ามาไทยต้องกินให้ได้ เขาเลยลอง
จากนั้นเขาก็ขอกินอีกลูก
“ฉันคุ้นหน้าตาแม่เธอจัง”
“แม่เป็นแม่ครัวโรงเรียนเรา ก็ต้องพอคุ้นบ้างอยู่แล้ว”
“ชวนเชนกินข้าวเย็นด้วยกันสิลูก”
แม่บอก ฉันส่ายหน้า
“เกรงใจเขาแม่”
“ฉันรู้จักภาษาไทยคำนี้นะ กินน่ะ แม่เธอชวนฉันกินข้าวเหรอ”
“ใช่ แต่ฉันบอกว่าไม่ต้อง”
“ไม่ต้องไม่ได้ แม่เธอทำกับข้าวอร่อย แต่อย่าทำเผ็ดให้ฉันนะ ฉันกินเผ็ดๆ ไม่ได้”
ฉันแปลให้แม่ฟัง แม่ยิ้มกว้าง แล้วรีบเข้าครัว
“นอยนา หรืออะไรนะ ชื่อเธอ”
“น้อยหน่า ออกเสียงยาก ก็เรียก คัสตาร์ด แอปเปิล แทนสิ”
“ไม่ล่ะ อยากพูดชื่อเธอภาษาไทยให้ได้”
“งั้นพูดช้าๆ ตามฉันนะ น้อย หน่า”
“นอยนา”
ฉันหัวเราะ แล้วเขียนลงกระดาษเป็นภาษาอังกฤษ Noina ให้เขาดู ก่อนเขียนเป็นภาษาไทย
“ที่เธอพูด เขียนว่า นอยนา แบบนี้ แต่จริงๆ แล้วมันคือ น้อยหน่า เข้าใจไหม”
“เข้าใจ แต่ฉันเรียกเธอว่า นอยนา เหมือนเดิมได้ไหม”
ฉันยิ้ม “ได้สิ นอยนาก็นอยนา ว่าแต่อยากลองทำอาหารไทยดูไหมล่ะ”
ฉันเปลี่ยนเรื่อง เขาพยักหน้า ฉันพาเขาเข้าครัว ล้างมือ แล้วเริ่มช่วยแม่หั่นผัก หั่นหมู แกะเปลือกกุ้ง เขาทำได้คล่องแคล่วมาก เขาบอกว่าเขาใฝ่ฝันอยากเป็นเชฟ
พอฉันกับเชนช่วย กับข้าวมื้อนี้ก็เสร็จเร็วขึ้นมาก แม่ทำต้มยำกุ้งแบบใส่พริกน้อยสุดในชีวิต ผัดผักใส่หมู และไข่เจียวนุ่มฟู กลิ่นหอมจนฉันได้ยินเสียงท้องเชนร้องโครกคราก
ฉันใช้ช้อนกลางตักไข่เจียวบนจานเขา เขาตักพร้อมกับข้าวสวยหุงใหม่ร้อนๆ
“อร่อยมากๆ”
เขาพูดภาษาไทยคำนี้ได้ชัดเจน
“พูดไทยเก่งนะ” แม่ชม
“ถ้าเกี่ยวกับอาหาร ของกิน ผมจำได้”
“แต่จำชื่อน้อยหน่าไม่ได้นะ” ฉันแซว
“จำได้สิ แค่ออกเสียงยากเท่านั้นเอง” เขารีบบอก
ก่อนกินเขาดมกลิ่นอาหารก่อน แล้วบอกต้มยำหอมมาก แม่เลยสอนว่าต้องใส่ข่ากับตะไคร้ เขาลองซดน้ำซุปต้มยำ บอกอร่อยเหมือนกัน แต่เผ็ดไปหน่อย ทั้งหน้าและริมฝีปากแดงไปหมด ฉันเลยรู้ว่าเขากินเผ็ดไม่ได้จริงๆ ส่วนใหญ่เลยกินแต่ผัดผักกับไข่เจียว
หลังกินข้าวเย็นเสร็จ เขากล่าวขอบคุณฉันกับแม่ และบอกว่าเสาร์หน้าจะขอใช้ครัวที่นี่ทำกับข้าวให้กินบ้าง ที่บ้านของครอบครัวอุปถัมภ์ไม่มีเครื่องครัวและวัตถุดิบทำอาหารไทยครบแบบบ้านฉัน เขาเลยอยากลองฝึกทำอาหารจากบ้านฉันมากกว่า แม่ดูชอบเชนมาก ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ และตอบตกลงทันที โดยไม่ถามฉันเลย
ตอนอยู่ในชั้นเรียน เราไม่ได้คุยกันมากนัก เขานั่งหลังห้อง มีเพื่อนๆ ล้อมหน้าล้อมหลังแทบตลอดเวลา เพื่อนๆ ต่างพากันสอนภาษาไทยให้เขา ดูเหมือนเขาจะจำได้มากขึ้นอีกหลายคำ
เราสนทนากันมากตอนเดินกลับบ้านด้วยกัน เขามาส่งฉันถึงหน้าบ้าน แม้ว่าเป็นเพียงทางผ่านก็ตาม ฉันชอบช่วงเวลานี้ที่สุด มีเพียงแค่ฉันกับเชน
พอถึงวันเสาร์ แม่ชะเง้อรอที่หน้าบ้าน แม่ไม่เคยรอฉันแบบนี้มาก่อน คงถูกชะตาเชนมากจริงๆ แม่ถามวันนี้จะทำอะไรให้กิน เขาบอกว่า “ความลับ”
เขาตรงไปที่ครัว ฉันกับแม่เข้าไปช่วยด้วย แต่เขาบอกให้แม่นั่งพัก แค่ฉันคนเดียวก็พอ ช่วงเวลาสองต่อสองเลยเพิ่มขึ้นมาอีกนิดหน่อย
“ต้องใช้อะไรบ้าง” ฉันถาม
“มีพวกเนื้อไหม”
ฉันส่ายหน้าแล้วถามต่อ “ไม่มีเนื้อวัว เนื้อหมูได้ไหม”
“ได้เลย” เขายิ้มตอบ และขอวัตถุดิบต่างๆ มีบ้างไม่มีบ้าง
“โชคดีที่ฉันพกมานะ”
เขาหยิบวัตถุดิบออกจากกระเป๋า น้ำมันมะกอกขวดเล็กๆ
“อุตส่าห์แบกมาด้วย หนักแย่เลย”
“ก็ไม่ได้หนักอะไร อีกอย่างก็อยากให้เธอกับแม่ได้กินของอร่อยน่ะ”
เขายิ้มพร้อมเรียงวัตถุดิบบนเคาน์เตอร์ครัว มีข่ากับตะไคร้ด้วย ฉันทำตามที่เขาบอก ตั้งกระทะใส่น้ำมันมะกอก หั่นเนื้อหมู หลังจากนั้นเขาก็ลงมือเองคนเดียวต่อ ระหว่างเขาเคี่ยวซุป เราก็คุยเรื่องอาหาร ประเทศของเขา และอีกหลายเรื่อง ยิ่งคุยกันก็ยิ่งสนุก กลิ่นหอมยั่วน้ำลายไปทั้งครัว สีของซุปแดงอมน้ำตาล และเนื้อเปื่อยกำลังดี บ่งบอกว่าเราคุยกันนานมากแล้ว เขาให้ฉันชิม ฉันพบว่าถึงวัตถุดิบไม่ครบ แต่กลับรสชาติดีเกินคาด ฉันตักเนื้อเข้าปาก น้ำที่ซึมเข้าเนื้อแตกซ่านไปทั่วลิ้น มีรสชาติเผ็ดร้อนที่ไม่เหมือนกับแกงเผ็ดบ้านเรา
“ซุปกูลาชใช่ไหม แต่ทำไมใส่ข่ากับตะไคร้ด้วย”
“ดับกลิ่นคาวเนื้อ อยากลองทำแบบฟิวชั่นด้วยน่ะ ว่าแต่รู้จักซุปกูลาชด้วยเหรอ”
“รู้สิ เธอฝันอยากเป็นเชฟ ฉันก็ฝันอยากไปต่างประเทศ เลยศึกษาหลายๆ อย่าง ทั้งอาหาร วัฒนธรรม โดยเฉพาะสถาปัตยกรรม ฉันชอบมากเลย ดูในรูปนะ อลังการจนอยากเห็นของจริงเลยล่ะ”
“ถ้าชอบสถาปัตยกรรมสวยๆ ก็มาบ้านฉันสิ ฉันจะพาเที่ยวปราสาทปราก อยู่ไม่ไกลจากบ้านฉันเลย และจะพาไปอีกหลายๆ ที่ด้วย เธอต้องชอบแน่ มาให้ได้เลยนะ”
ฉันเกือบบอกว่าฉันไม่มีเงินค่าตั๋วเครื่องบินหรอก แม่ฉันไม่มีเงินก้อนขนาดนั้น และยังต้องหาเงินมาจ่ายค่าผ่อนบ้านอยู่เลย แต่ฉันเลือกแค่พยักหน้ารับปาก
“ไว้ให้แม่เธอสอนทำอาหารไทยให้หน่อยได้ไหม”
“ทำไมอยากทำอาหารไทย อาหารไทยส่วนใหญ่เผ็ดนะ”
“อาหารไทยอร่อยมากเลยนะ เคยกินที่ประเทศตัวเองเลยอยากลองกินที่ไทยดูบ้าน และพอเรียนจบ ก็อยากเปิดร้านอาหารฟิวชั่นเล็กๆ แถวบ้านด้วย”
ฉันบอกแม่ แม่ยิ้มแก้มปริ บอกว่าว่างเมื่อไหร่ ก็มาเรียนกับแม่ได้เสมอ เชนเลยมาบ้านฉันทุกเสาร์
กระทั่งวันสุดท้ายที่ต้องจากลาก็มาถึง บรรยากาศวันนั้นเงียบกว่าปกติ แม่กอดลาเขาแน่น เหมือนลาลูกชาย เชนขอบคุณแม่อีกครั้ง และชวนมาเที่ยวบ้าน แม่เพียงแค่ยิ้มให้แล้วเข้าบ้าน ปล่อยให้ฉันได้บอกลาเชน
เชนยื่นกระดาษให้ฉันแผ่นหนึ่ง ในนั้นเป็นที่อยู่บ้านเขา
“ไว้เจอกันใหม่นะนอยนา ฉันจะรอเธอ”
เขาบอกแล้วกอดฉันแน่น ฉันรู้สึกสูญเสียครั้งใหญ่ เขากลายเป็นคนในใจเพิ่มอีกคน ฉันได้แต่มองแผ่นหลังกว้างเคลื่อนห่างไปเรื่อยๆ กระทั่งลับสายตา
ฉันทรุดตัวกับพื้น กอดเข่าตัวเอง มองหยดน้ำตาที่ไหลลงบนพื้นและค่อยๆ แห้งหายไป
ปีแรกๆ เงินจากทำงานช่วยแม่ผ่อนบ้านจนหมด เลยเป็นข้ออ้างกับตัวเองว่าไม่มีเงินไป แต่พอนานเข้า ถึงมีเงินก้อน ก็ยังไม่กล้าไปหาอยู่ดี คิดแต่ว่าเขาคงลืมฉันไปหมดแล้ว หรือถ้าฉันไป แล้วเขาไม่ดีใจที่เจอฉันเลยล่ะ สารพัดคิดลบก่อตัวขึ้น จนฉันกลัวและตัดสินใจทิ้งที่อยู่เขาไปเมื่อหลายปีก่อน
“ไปเถอะ ไปหาเขาสักครั้ง”
แม่บอก ฉันรู้ว่าเขาที่แม่พูดถึงคือใคร
“หนูทิ้งที่อยู่เขาตั้งนานแล้ว หนูอยากตัดใจให้ได้ ก็เลยขยำทิ้งไป”
แม่เดินไปเปิดลิ้นชัก หยิบกระดาษยับๆ ออกมา
“แม่คิดว่าใจลูกคงไม่อยากทิ้งมันไปจริงๆ หรอก แม่เลยเก็บไว้ให้”
ฉันกอดแม่แน่น น้ำตาไหลอาบบนบ่าแม่
“แม่ไปด้วยกันสิ หนูมีเงินเก็บพอให้เราไปได้ทั้งคู่แล้ว”
แม่ส่ายหน้า
“ไปเถอะ แม่แก่มากแล้ว เดินกะโผลกกะเผลก แม่ไปจะเป็นภาระคนป่วยเปล่าๆ”
“แต่หนูไม่แน่ใจว่าหนูจะไปไหวไหม”
“แม่รู้ว่าเราไหว เชื่อมั่นในตัวเองสิ”
“ถ้าหนูไปแล้วไม่เจอเขาล่ะ”
“ก็ถือว่าไปเที่ยวก็ได้ เราฝันอยากไปต่างประเทศมาตลอดไม่ใช่เหรอ ไปดูตึกรามอาคารอะไรนั่น”
“จริงสิ หนูทำงานจนลืมทุกอย่างไปเลย เหมือนเวลามันหายไปไหนก็ไม่รู้”
“ยังไม่สายนะ ลูกยังมีลมหายใจอยู่ไม่ใช่เหรอ”
ฉันเดินทางไปกว่าสิบหกชั่วโมง แทบข่มตานอนบนเครื่องบินไม่ได้เลย ไม่เกี่ยวว่าเป็นเครื่องบินชั้นประหยัด ที่นั่งคับแคบ หรือเสียงคนข้างๆ กรนดัง แต่ฉันครุ่นคิดแต่เรื่องเชน อยากรู้เรื่องเกี่ยวกับเขามากมาย เขาแต่งงานหรือยัง ได้เป็นเชฟตามที่ฝันไว้ไหม เหนือสิ่งอื่นใด เขายังจำฉันได้หรือเปล่า หากเขาถามว่าฉันเป็นใครล่ะ รูปร่างฉันก็เปลี่ยนไปมากด้วย
ฉันคิดเรื่องนั้นตลอดเวลา รู้ตัวอีกทีก็ถึงหน้าบ้านเขาแล้ว ฉันสูดหายใจลึกหลายครั้งก่อนกดกริ่ง
ประตูเปิดออก ใจฉันสั่นคลอนเมื่อเห็นหญิงสาวไม่รู้จักกล่าวทักทาย ฉันฝืนยิ้มและเอ่ย
“สวัสดีค่ะ ฉันน้อยหน่า มาหาเพื่อนชื่อเชน”
เธอขมวดคิ้ว เอียงคอเล็กน้อย แล้วบอก “ที่นี่ไม่มีคนชื่อเชนนะคะ”
ไม่รู้ฉันควรดีใจหรือเสียใจดี ฉันหยิบที่อยู่ให้เธอดู เธอบอกที่อยู่ตรงกับที่นี่ก็จริง แต่เธอไม่รู้จักเชน แม่ของเธอซื้อบ้านหลังนี้ต่อจากนายหน้า ไม่มีเบอร์ติดต่อครอบครัวที่เคยอยู่ก่อนหน้าเลย
ฉันมาเสียเที่ยวแล้ว คงไม่ได้เจอเขาไปจวบจนหมดลมหายใจ ฉันนึกถึงคำพูดแม่ว่าหากไม่เจอก็ถือว่ามาเที่ยวดูสถาปัตยกรรมเขา ฉันเลยใช้เวลาเที่ยวปราสาทปรากตามที่เชนเคยแนะนำ น่าเสียดายที่ฉันไปเที่ยวมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว ร่างกายเหนื่อยเกินกว่าเดินทางหลายแห่ง ฉันเลยเดินเล่นแถวบ้านเขาเรื่อยๆ
“ซุปกูลาชรสชาติแปลกๆ ตามร่ำลือนะ อร่อยและพิเศษกว่าที่อื่น แถมหอมมากด้วย ดีที่มาตามรีวิว”
ฉันตั้งใจฟังสนทนาของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ดูเป็นคู่รักกันเดินผ่านมา โชคดีที่พวกเขาคุยกันเป็นภาษาอังกฤษ นึกได้ว่าตัวเองมาถึงที่นี่แล้ว แต่ยังไม่ได้กินซุปกูลาชเลย ฉันเลยลองเดินหาร้านอาหารที่พวกเขาคุยกัน แต่ก็ไม่รู้ว่าร้านไหน พลันสายตาเหลือบเห็นร้านหนึ่ง คนต่อคิวกันมาก ฉันเลยลองเดินไปดู และอ่านป้ายชื่อร้าน
“Noina นอยนา”
|