Mute Love 2920 Day
โดย อักษราลัย
-1-
น้ำค้างเกาะพราวบนใบไม้ตอนฉันโยนกระเป๋าลงบนโซฟาหนังสีน้ำตาล กลิ่นกาแฟที่อัษฎาชงทิ้งไว้ลอยอวลในอากาศ ไอร้อนยังคงระเหยจากแก้วเซรามิคสีขาวล้วนที่วางอยู่บนโต๊ะกระจก สิ่งเดียวที่มีสีสันในอะพาร์ตเมนต์ของเขาคือหนังสือบนชั้นและรูปถ่ายของพวกเราในวันรับปริญญา ฉัน เขา และเพื่อนอีกห้าคน สายตาฉันจ้องที่รูปนั้นเป็นพิเศษ เหมือนริมฝีปากของเขาอยู่ห่างจากแก้มฉันเพียงไม่กี่เซนติเมตร เหมือนว่าเขากำลังจะหอมแก้มฉัน แต่ลังเลในวินาทีสุดท้าย
หรือบางทีนั่นอาจเป็นแค่ความคิดของฉันเอง
“มุกเอาขนมมาฝาก ของเก่าแอบกินหมดแล้วละมั้ง” ฉันตะโกนไปทางห้องนอน แกล้งทำเสียงขุ่นเคือง พลางวางถุงคุกกี้ที่อบเองกับมือลงบนเคาน์เตอร์ครัว
“ไม่ได้แอบ กินต่อหน้าต่างหาก” เสียงทุ้มของอัษฎาดังมาจากในห้อง ก่อนที่เจ้าตัวจะเดินออกมาพร้อมสมุดโน้ตเล่มเล็กในมือ ผมเขายุ่งเหยิงนิดหน่อย ดวงตาแดงก่ำเหมือนอดนอนมาหลายวัน แต่รอยยิ้มน้อย ๆ ที่มุมปากยังคงอยู่
ฉันรู้จักรอยยิ้มนั้นดี รอยยิ้มที่เห็นมาตั้งแต่สมัยมหาวิทยาลัย ตอนเรานั่งทำงานกลุ่มจนดึกดื่น รอยยิ้มเดียวกับที่ปรากฏตอนเขาปลอบใจฉัน รอยยิ้มที่ฉันมองมันมาแปดปีแล้ว และทุกครั้งที่เห็น หัวใจฉันยังเต้นผิดจังหวะเสมอ เหมือนนักเปียโนที่กดคีย์ผิดโน้ตในบทเพลงที่เล่นมานับร้อยครั้ง
“ถ้าชอบเดี๋ยวอบมาเพิ่มให้” ฉันตอบ มือไขว้กันไปมาอย่างประหม่าโดยไม่รู้ตัว นิ้วข้างหนึ่งลูบนิ้วนางซ้าย นิ้วที่ว่างเปล่า เหมือนฉันกำลังย้ำเตือนว่า ไม่มีใครผูกมัดฉันไว้ ไม่เคยมี ไม่ใช่เพราะไม่มีโอกาส แต่เพราะหัวใจฉันมอบให้คนอื่นไปนานแล้ว
“ชอบสิ ชอบมาก” เขาตอบ ดวงตาจับจ้องที่ถุงคุกกี้ ไม่ใช่ที่ฉัน “มุกใจดีเหมือนเดิมเลยนะ”
ใจดี ฉันเกลียดคำนั้น คำที่เขาใช้มาตลอด คำที่กั้นระหว่างเราเอาไว้ในโซนปลอดภัย คำที่ชอบไว้ใช้อธิบายคนที่ไม่เคยถูกมองว่าเซ็กซี่ น่าหลงใหลหรือเร่าร้อน คำที่ใช้กับคนที่ถูกจัดให้อยู่ในโซนของเพื่อนตลอดกาล
ฉันซ่อนความขมขื่นไว้หลังรอยยิ้ม พลางหยิบคุกกี้ออกจากถุง กลิ่นหอมของเนยและวานิลลาที่เพิ่งอบเสร็จลอยกรุ่นในอากาศ ฉันมักอบขนมทุกครั้งก่อนมาหาเขา เป็นข้ออ้างง่าย ๆ ที่ทำให้ฉันยังได้แวะเวียนมาทั้งที่เขาไม่เคยร้องขอ แต่ก็ไม่เคยปฏิเสธ
“พรุ่งนี้มีนัดไปดินเนอร์กับใครรึเปล่า” ฉันถามพลางวางจานคุกกี้ตรงหน้าเขา พยายามทำเสียงเหมือนคำถามธรรมดา ทั้งที่หัวใจกำลังเต้นแรง
อัษฎายกคิ้วเล็กน้อย เขาหยิบคุกกี้ขึ้นมาชิ้นหนึ่ง “ไม่มีนะ ทำไมเหรอ”
“พรุ่งนี้วันวาเลนไทน์ไง” ฉันบอก “นึกว่าต้องมีเดทแน่ ๆ” แล้วฉันก็หัวเราะแห้ง ๆ พยายามกลบเกลื่อนเสียงใจเต้นของตัวเอง
อัษฎากัดคุกกี้ เศษชิ้นเล็ก ๆ ร่วงลงบนกางเกงยีนของเขา แต่เขาไม่ได้สนใจ “พอแล้วแหละเรื่องเดท” เขาพูดหลังจากเคี้ยวเสร็จ “เหนื่อย”
คำนั้นทำให้ฉันอึ้งไปชั่วขณะ อัษฎาไม่เคยพูดแบบนี้มาก่อน เขาเป็นหนุ่มที่ควงสาวสวยเสมอ แม้จะไม่เคยคบใครนาน แต่ก็ไม่เคยว่างเว้น การได้ยินเขาพูดว่าเหนื่อยกับการเดท ทำให้บางอย่างในอกฉันพองโต มันคือความหวัง อย่าเพิ่งฝัน มุกดาพร ฉันเตือนตัวเอง เขาแค่เหนื่อยชั่วคราว
-2-
ฉันจำวันแรกที่เจออัษฎาได้แม่นยำ วันนั้นอากาศในห้องเรียนร้อนอบอ้าว พัดลมเพดานหมุนช้า ๆ แต่ไม่ช่วยให้อากาศเย็นขึ้นเลย ฉันหยิบกระดาษมาพับเป็นพัดเล็ก ๆ อย่างขอไปที อาจารย์ยืนอธิบายอะไรบางอย่างหน้ากระดาน แต่ฉันไม่ได้ฟัง สายตาจับจ้องที่นาฬิกาบนผนัง รอเวลาให้หมดคาบ
แล้วเขาก็เดินเข้ามา อัษฎา นักศึกษาที่มาช่วยอาจารย์แจกเอกสาร ร่างสูงโปร่งในเสื้อยืดสีดำและกางเกงยีนธรรมดา ดูไม่มีอะไรพิเศษนอกจากรอยยิ้มที่เขามอบให้ทุกคนในห้อง รวมถึงฉัน
“ขอโทษนะครับ ขอรบกวนแจกเอกสารหน่อยครับ” เขาพูดด้วยน้ำเสียงมั่นใจ ทว่าอ่อนโยนในเวลาเดียวกัน แค่นั้นก็เพียงพอให้ฉันจดจำเขาได้
ฉันไม่ได้หลงรักเขาทันที ความรักไม่ได้ทำงานแบบนั้น แต่ฉันจำได้ว่ารู้สึกสงสัยในตัวเขา คนที่มองโลกในแง่ดีเกินไปสำหรับนักศึกษาที่น่าจะเหนื่อยหน่ายกับระบบการศึกษาไปแล้ว
แล้วเราก็ได้ทำงานกลุ่มด้วยกันในเทอมถัดมา “การสื่อสารระหว่างวัฒนธรรม” สมาชิกกลุ่มมีห้าคน แต่มีเพียงสามคนที่ทำงานจริง ๆ ฉัน อัษฎา และเพื่อนสนิทของเขาชื่อภูริณ เราสามคนนั่งทำงานในห้องสมุดทุกวันจันทร์และพุธ ช่วยกันค้นคว้า เขียน และออกแบบการนำเสนอที่เราตั้งใจว่าจะต้องได้เกรด A
คืนก่อนนำเสนอ เราอยู่ในห้องสมุดจนเกือบตีสอง มีเพียงเราสามคนและบรรณารักษ์เวรดึกที่ยังไม่กลับบ้าน ภูริณหลับไปแล้วบนโต๊ะ มีเพียงฉันและอัษฎาที่ยังตื่น พยายามปรับแก้สไลด์นำเสนอให้สมบูรณ์
“ง่วงไหม” เขาถามฉัน ดวงตาของเขายังจับจ้องที่หน้าจอคอมพิวเตอร์
“ง่วงสิ แต่อยากทำให้เสร็จมากกว่า” ฉันตอบ พลางกดปุ่มเซฟงาน
อัษฎาหันมามองฉัน รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าเหนื่อยล้า “มุกเป็นคนทำงานหนักเนอะ”
“เปล่าหรอก ฉันแค่...” ฉันหยุดไปครู่หนึ่ง นึกหาคำตอบที่เหมาะสม “...ไม่ชอบทำอะไรครึ่ง ๆ กลาง ๆ”
“เหมือนกัน” เขาตอบ ดวงตาฉายแววเข้าใจ “แต่รู้ไหม ที่คนส่วนใหญ่ล้มเหลว ไม่ใช่เพราะพวกเขาทำงานไม่หนักพอ แต่เพราะพวกเขาลืมมีชีวิต”
“หมายความว่ายังไง” ฉันขมวดคิ้ว
“คนมักคิดว่าชีวิตคือการไต่บันได” เขาพูดพลางชี้นิ้วขึ้นไปในอากาศ “เรียน ทำงาน หาทางขึ้นตำแหน่ง มีครอบครัว” แต่ละคำเขาขยับนิ้วขึ้นไปเรื่อย ๆ เหมือนกำลังปีนบันไดที่มองไม่เห็น “แต่ที่จริงแล้ว ชีวิตคือการเต้นรำ” เขาลดมือลงและทำท่าเหมือนกำลังเต้นรำคนเดียว “มันไม่มีจุดจบ มีแต่จังหวะที่ต้องขยับตามให้ทัน”
ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง ที่ฉันเริ่มรู้สึกบางอย่างกับอัษฎา ไม่ใช่แค่เพื่อนร่วมชั้น ไม่ใช่แค่คนที่ทำงานด้วยกัน แต่เป็นคนที่ฉันอยากรู้จักให้มากกว่านี้ มากกว่าที่เวลาในห้องสมุดจะอำนวย
“แล้วมุกละ” เขาถามต่อ “คิดว่าชีวิตคืออะไร”
ฉันนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบออกไปตามสัญชาตญาณ “ฉันว่าชีวิตเหมือนการอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง บางบทมันสนุก บางบทมันน่าเบื่อ แต่ถึงยังไงเราก็ต้องอ่านมันต่อไป จนกว่าจะจบเล่ม”
อัษฎาหัวเราะเบา ๆ “เราทั้งคู่คงอ่านหนังสือเล่มเดียวกันอยู่ตอนนี้”
“หนังสือเล่มไหนล่ะ” ฉันถาม
“เล่มที่เราทั้งคู่นั่งทำงานจนดึกดื่น ทั้งที่เพื่อนอีกสองคนหายไปไหนก็ไม่รู้” เขายิ้ม “ชื่อเรื่องว่า 'การเป็นนักศึกษาที่รับผิดชอบมากเกินไป เล่มที่ 247'“
เราทั้งคู่หัวเราะพร้อมกัน และเสียงนั้นได้ปลุกภูริณให้งัวเงียตื่นขึ้นมา พวกเรารีบปิดปากทันที แต่ยังข่มเสียงหัวเราะไว้ไม่ได้ ชั่วขณะนั้น ฉันรู้สึกถึงการเชื่อมต่อบางอย่างระหว่างเรา สายใยเล็ก ๆ ที่เริ่มก่อตัว โดยที่ฉันไม่รู้ว่ามันจะพาฉันไปทางไหน
-3-
“เบาหน่อยสิมุก เดี๋ยวเพื่อนข้างห้องหนีหมด” อัษฎากระซิบ ก่อนจะกดรีโมทลดเสียงเพลงลง
เราสองคนนั่งอยู่บนพื้นห้องนั่งเล่น เศษกระดาษห่อของขวัญกระจัดกระจายรอบตัว วันนี้เป็นวันเกิดเขา แต่แทนที่จะไปฉลองกับแฟนสาวคนล่าสุด เขากลับโทรชวนฉันมากินพิซซ่าและดูหนังที่ห้อง ของขวัญที่ฉันซื้อให้เขาวางอยู่บนตัก หนังสือชีวประวัติของนักดนตรีแจ๊สที่เขาชื่นชอบ ต้นฉบับภาษาอังกฤษที่ฉันสั่งจากเว็บไซต์ต่างประเทศและรอคอยมานานกว่าสองเดือน
“โทษที” ฉันตอบ พลางเอื้อมมือไปหยิบกล่องขนมอีกชิ้น ฉายาของฉันในกลุ่มเพื่อนคือ 'คนหัวเราะเสียงดัง' อัษฎาเคยบอกว่าเสียงหัวเราะของฉันทำให้เขานึกถึงกระดิ่งลมในวันที่อากาศดี ไม่รู้นั่นเป็นคำชมหรือคำด่า แต่ฉันเก็บมันไว้ในความทรงจำอย่างดี
“อัษเลิกกับพิมแล้วเหรอ” ฉันถามทั้งที่รู้คำตอบ พิมพิลาศ แฟนคนที่ห้าในรอบสองปี สวย เก่ง และเพอร์เฟกต์ เหมือนกับคนก่อนหน้า และคนก่อนหน้าอีก แต่ไม่มีใครอยู่กับอัษฎาได้นานเกินหกเดือน
“อืม” เขาพยักหน้า ไม่ได้แสดงอาการเศร้าเสียใจเท่าไหร่ “เธอบอกว่าผมมีกำแพง”
“กำแพง?”
“พิมบอกว่าผมไม่เคยเปิดใจให้เธอจริง ๆ” เขาเล่า น้ำเสียงราบเรียบ “บอกว่าทุกครั้งที่คุยกัน ผมพูดถึงแต่มุก... มุกชอบอันนี้ มุกแพ้อันนั้น มุกทำอย่างนั้น”
หัวใจฉันเต้นแรงขึ้น บางอย่างอุ่นวาบในอก แต่ฉันรีบกดมันลงไป ไม่ใช่ครั้งแรกที่ฉันได้ยินเรื่องนี้ แฟนคนก่อน ๆ ของเขาก็พูดคล้าย ๆ กัน ว่าฉันมีตำแหน่งพิเศษในชีวิตเขา แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเขารักฉัน มันเป็นแค่ความสนิทสนมระหว่างเพื่อน หรืออย่างมากก็แค่พี่น้อง
“อัษพูดถึงฉันเหรอ ทำไมล่ะ” ฉันพยายามทำเสียงเหมือนไม่ได้สนใจ ทั้งที่มือชื้นไปด้วยเหงื่อ
“ไม่รู้สิ” เขาหัวเราะ “มุกเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของผมนี่” แล้วเขาก็ยิ้มอีกครั้ง รอยยิ้มที่ทำให้หัวใจฉันบีบรัด
เพื่อนที่ดีที่สุด นั่นคือสิ่งที่ฉันเป็น และดูเหมือนจะเป็นอยู่อย่างนั้นตลอดไป เหมือนนางเอกในหนังเรื่องหนึ่งที่ฉันเคยดู ที่พระเอกเอาแต่มาบ่นเรื่องแฟนให้ฟัง โดยไม่เคยมองเห็นว่าคนที่ใช่อยู่ตรงหน้าเขามาตลอด แต่ในชีวิตจริง ไม่มีฉากจูบกันตอนจบให้เรายิ้มตาม มีแต่ความเงียบงันและหัวใจที่แตกสลายช้า ๆ
“แล้วตอนนี้อัษรู้สึกยังไงบ้าง” ฉันถาม พยายามวกกลับไปที่เรื่องของเขาแทนที่จะจมอยู่กับความคิดของตัวเอง
อัษฎายักไหล่ “ก็...โล่ง มั้ง”
“โล่ง?”
“อืม” เขาพยักหน้า “พิมเป็นคนดีนะ แต่ผมรู้สึกว่าต้องพยายามเป็นคนอื่นเวลาอยู่กับเธอ ต้องทำตัวให้สมกับที่เธอคาดหวัง ไม่ใช่ตัวเองที่แท้จริง”
“แล้วตัวเองที่แท้จริงของอัษเป็นยังไง” ฉันถาม พลางมองเขาอย่างสงสัย ฉันรู้จักเขามาแปดปี แต่บางครั้งก็ยังรู้สึกว่าไม่เข้าใจเขาเลย
อัษฎาหัวเราะแห้ง ๆ “ผมยังหาคำตอบอยู่เลย” เขาเงียบไปชั่วครู่ ก่อนจะพูดต่อ “แต่ถ้าให้พูดตามตรง คนที่ผมเป็นตอนอยู่กับมุก น่าจะใกล้เคียงที่สุด”
คำพูดนั้นทำให้บางอย่างในอกฉันบีบรัด หัวใจเต้นผิดจังหวะอีกครั้ง แต่ฉันไม่กล้าคิดว่ามันหมายความว่าอะไร ไม่กล้าให้ความหวังกับตัวเอง
“ดีใจที่อัษรู้สึกแบบนั้น” ฉันตอบเรียบ ๆ ทั้งที่ในใจกำลังปั่นป่วน
อัษฎามองฉันแปลก ๆ เหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่าง แต่แล้วก็เปลี่ยนเรื่อง “ว่าแต่ เรามาดูหนังกันต่อดีกว่า”
ฉันพยักหน้า แกล้งสนใจหนังบนจอโทรทัศน์ ทั้งที่ใจไม่ได้อยู่กับเรื่องราวตรงหน้าเลย มันลอยไปกับคำพูดของเขา ความฝันลม ๆ แล้ง ๆ และความเจ็บปวดที่คุ้นเคย
-4-
คืนนั้น หลังจากที่เราดูหนังจบ อัษฎาเดินไปส่งฉันที่รถ อากาศข้างนอกเย็นกว่าที่คิด ลมพัดเอื่อย ๆ พาเอากลิ่นดอกไม้ที่ฉันไม่รู้จักลอยมากระทบจมูก ท้องฟ้าเต็มไปด้วยดวงดาวนับไม่ถ้วน ทำให้ฉันนึกถึงคืนนั้นในห้องสมุด จุดเริ่มต้นของทุกอย่าง
“ขอบคุณนะที่มาฉลองวันเกิดด้วย” เขาพูด เสียงนุ่มทุ้มแทรกซึมเข้าไปในอากาศเย็น
“ยินดีค่ะ” ฉันตอบพร้อมรอยยิ้ม “มุกชอบอยู่กับอัษ”
คำพูดนั้นหลุดออกมาโดยไม่ทันคิด มันฟังดูเหมือนคำสารภาพรักมากกว่าที่ควรจะเป็น ความตระหนักนั้นทำให้ใบหน้าฉันร้อนผ่าว
อัษฎามองฉัน แววตาของเขาเปลี่ยนไป เป็นแววตาที่ฉันไม่เคยเห็นมาก่อน อบอุ่น ลึกซึ้ง และมีบางอย่างที่ฉันไม่กล้าตีความ เขายื่นมือมาแตะที่แก้มฉันเบา ๆ ปลายนิ้วเย็นเฉียบแต่สัมผัสนั้นกลับส่งความร้อนไปทั่วร่าง
“มุก...” เขาเรียกชื่อฉันเบา ๆ
หัวใจฉันเต้นแรงขึ้น เสียงดังมากจนกลัวว่าเขาจะได้ยิน เวลารอบตัวเหมือนหยุดนิ่ง มีเพียงเราสองคนในจักรวาลนี้ อัษฎาค่อย ๆ โน้มตัวเข้ามาใกล้ ฉันหลับตาโดยอัตโนมัติ รอสัมผัสที่ปรารถนามานาน
แต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เมื่อฉันลืมตาขึ้น เขาถอยห่างออกไปแล้ว ใบหน้าฉายแววสับสน
“ขอโทษ” เขาพึมพำ “ผมไม่ควร...”
“ไม่เป็นไร” ฉันรีบตอบ ความผิดหวังแล่นปราดเข้ามาแทนที่ความตื่นเต้น “คงเมาไปหน่อย”
“ใช่...คงงั้น” เขาตอบ แม้ว่าเราทั้งคู่รู้ดีว่าคืนนี้เขาแทบไม่ได้ดื่มเลย
ฉันรีบล้วงกระเป๋ากางเกงหากุญแจรถ พยายามปิดบังความรู้สึกผิดหวังที่คงฉายชัดบนใบหน้า “ดึกแล้ว มุกกลับก่อนนะ”
“ขับรถดี ๆ นะ” เขาตอบ น้ำเสียงกลับมาเป็นปกติแล้ว เหมือนเมื่อครู่นี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เหมือนเรายังเป็นแค่เพื่อนสนิทที่ไม่เคยข้ามเส้นไหนไปไกลกว่านั้น
บางที เราไม่เคยได้เข้าใกล้เส้นนั้นเลยด้วยซ้ำ บางทีทุกอย่างอาจเป็นแค่ความเพ้อฝันของฉัน แต่แววตาของเขาในคืนนั้น ฉันไม่เคยลืม และไม่อาจลืมได้
-5-
ฝนตกหนักวันที่ฉันไปส่งอัษฎาที่สนามบิน เขาได้รับทุนไปเรียนต่อที่อังกฤษ โอกาสที่เขารอมานาน คืนก่อนหน้านั้น ฉันร้องไห้จนหมอนเปียกโชก ไม่ใช่เพราะเขาจะไป แต่เพราะฉันกลัวว่าเมื่อเขากลับมา ทุกอย่างจะเปลี่ยนไป กลัวว่าเขาจะพบรักกับใครสักคนที่นั่น คนที่อาจจะเป็นมากกว่าแค่เพื่อนอย่างฉัน
เสียงฝนกระทบหลังคารถดังสนั่น ทำให้เสียงสนทนาของเราแทบจมหายไป ฉันขับรถช้า ๆ ด้วยความระมัดระวัง มองถนนข้างหน้าที่พร่าเลือนไปด้วยสายฝนผ่านกระจกรถที่มีไอน้ำเกาะ
“มุกคิดถึงอัษแล้ว” ฉันพูดพลางมองผ่านหน้าต่างรถที่เปียกน้ำฝน สีสันของไฟถนนละลายเป็นริ้วยาว
“ยังไม่ทันไปเลย” เขาหัวเราะ
“แต่มันเหมือนอัษจะไปนานมากเลยนะ” เสียงฉันแหบแห้ง คำพูดติดอยู่ในลำคอ
อัษฎาเอื้อมมือมาบีบมือฉันเบา ๆ มือของเขาอุ่น ใหญ่ และคุ้นเคย มันทำให้น้ำตาฉันเอ่อขึ้นมาอีกรอบ
“มุกดาพร” เขาเรียกชื่อเต็มของฉัน เสียงเขาจริงจัง “มีอะไรจะบอกผมไหม ก่อนผมไป”
นี่คือโอกาส โอกาสที่ฉันรอมาแปดปี คำพูดที่ฉันซ้อมมานับร้อยครั้งในหัว ความรู้สึกที่เก็บงำไว้ เพียงแค่ต้องพูดมันออกมา แค่นั้น แค่บอกเขาว่าฉันรักเขามาตลอด รักเขามากกว่าเพื่อน มากกว่าพี่น้อง รักเขาอย่างที่ผู้หญิงรักผู้ชาย
แต่แล้วฉันก็นึกถึงรอยยิ้มของเขา ความตื่นเต้นในแววตาเมื่อพูดถึงอนาคต ทุก ๆ ครั้งที่เขาวางแผนชีวิต แล้วฉันรู้สึกได้ถึงพลังและความหวังที่แผ่ออกมา เขากำลังจะได้ไปเรียนต่อ ได้เปิดหูเปิดตา ได้ใช้ชีวิตอย่างที่เขาใฝ่ฝัน การที่ฉันจะสารภาพรักตอนนี้ มันจะเป็นการผูกมัดเขาไว้ เป็นภาระที่เขาต้องแบก
ความรักคือการปล่อยให้อีกฝ่ายเป็นตัวของตัวเองอย่างเต็มที่ ใช่ไหม?
“ไม่มีอะไร” ฉันส่ายหน้า กลืนคำพูดลงคอ “แค่...อยากให้อัษมีความสุข”
อัษฎามองฉันอยู่ครู่หนึ่ง สายตาของเขาบอกว่าเขาไม่เชื่อที่ฉันพูด แต่เขาก็ไม่ซักไซ้ต่อ
“ผมจะคิดถึงมุกทุกวัน” เขาพูด เสียงแผ่วเบา เกือบจะจมหายไปกับเสียงฝน
“สัญญานะ” ฉันพูด
“สัญญา” เขาตอบ
และเขาก็รักษาสัญญานั้น เราคุยกันทุกวันผ่านวิดีโอคอล เขาเล่าเรื่องราวที่อังกฤษให้ฉันฟัง ทั้งเพื่อนใหม่ อาหารแปลก ๆ สถาปัตยกรรมเก่าแก่ และอากาศที่หนาวจนแทบทนไม่ไหว บางวันเขาพาฉันเดินชมเมืองผ่านกล้อง เหมือนฉันได้เดินทางไปกับเขาด้วย ระยะทางไม่ได้ทำให้เราห่างกัน ตรงกันข้าม มันกลับทำให้เราใกล้ชิดกันมากขึ้น
แล้ววันหนึ่ง เขาก็เล่าเรื่องผู้หญิงที่เจอในชั้นเรียน โซเฟีย ลูกครึ่งอังกฤษ-อิตาลี นัยน์ตาสีฟ้า ผมสีน้ำตาลทอง และรอยยิ้มที่ทำให้ใครต่อใครอดหลงรักไม่ได้
“เธอชวนผมไปดินเนอร์วันเสาร์นี้” อัษฎาเล่าด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ดวงตาเป็นประกาย
ฉันฝืนยิ้ม “เยี่ยมเลย ไปสิ” ฉันบอก ทั้งที่หัวใจกำลังแตกสลาย “โซเฟียฟังดูเป็นคนดีนะ”
“มุกไม่หวงผมเหรอ” เขาถาม เสียงติดตลก แต่สายตาจริงจัง
ฉันหัวเราะ กลบเกลื่อนความเจ็บปวด “อัษไม่ใช่ของมุกสักหน่อย จะหวงได้ยังไง”
“แต่ผมเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของมุกไม่ใช่เหรอ” เขาย้อน
“ก็ใช่” ฉันตอบ “แล้วไง”
“เพื่อนที่ดีที่สุดต้องหวงกันไม่ใช่เหรอ” เขาถาม
ฉันไม่รู้จะตอบยังไง ไม่รู้ว่าเขาต้องการได้ยินอะไร ไม่รู้ว่าเขาเล่นเกมอะไรอยู่
“อัษ...” ฉันเรียกชื่อเขาเบา ๆ เสียงสั่น “อัษกำลังล้อเล่นหรือเปล่า”
อัษฎาเงียบไปครู่หนึ่ง ใบหน้าเขาเรียบนิ่ง ไม่บ่งบอกความรู้สึกใด ๆ
“ผมแค่...” เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดต่อ “ผมแค่อยากรู้ว่า ความรู้สึกระหว่างเรามันคืออะไรกันแน่”
คำพูดนั้นแทงใจดำฉัน ฉันไม่เคยคิดว่าเขาจะเป็นคนพูดถึงเรื่องนี้ก่อน
“อัษคิดว่ามันคืออะไร” ฉันย้อนถาม
“ผมไม่รู้” เขาตอบ “แต่ผมรู้ว่ามุกสำคัญกับผมมาก มากเกินกว่าคำว่าเพื่อน และผมกลัว... กลัวว่าถ้าผมทำอะไรสักอย่าง มันอาจจะทำลายทุกอย่างที่เรามี”
ฉันเม้มริมฝีปาก พยายามระงับความรู้สึก แต่น้ำตากลับเอ่อล้นออกมา “ฉันก็กลัวเหมือนกัน” ฉันสารภาพ
อัษฎามองฉันผ่านหน้าจอ ใบหน้าของเขาอ่อนโยนขึ้น “งั้นเรามาพูดความจริงกันดีไหม จะได้หายกลัวซะที”
ฉันพยักหน้า ไม่อาจพูดอะไรออกมาได้
“มุกดาพร” เขาเรียกชื่อฉัน ทุกพยางค์ชัดเจน “ผมชอบคุณ... ไม่ใช่แค่ในฐานะเพื่อนสนิท แต่ผมชอบคุณในฐานะผู้หญิงคนหนึ่ง”
น้ำตาฉันไหลรินลงมา ไม่ใช่เพราะเศร้า แต่เพราะโล่งอก ความรู้สึกที่อัดอั้นมานานแปดปีถูกปลดปล่อยในทันที
“ฉันก็ชอบอัษ” ฉันตอบ เสียงสั่นเครือ “ชอบมาตลอด...”
มีความเงียบงันระหว่างเรา แต่เป็นความเงียบที่อบอุ่นและปลอดภัย เราทั้งคู่ต่างยิ้มให้กัน ผ่านหน้าจอที่แยกเราออกจากกันด้วยระยะทางหลายพันกิโลเมตร
“แล้วทีนี้เราจะทำยังไงต่อ” ฉันถามในที่สุด
“ผมไม่รู้เหมือนกัน” เขาตอบตามตรง “ผมอยู่ที่นี่อีกเกือบแปดเดือน”
“แล้วโซเฟียล่ะ” ฉันถาม
อัษฎาส่ายหน้า “ไม่มีโซเฟีย” เขารับสารภาพ “ผมแต่งเรื่องขึ้นมา เพราะอยากรู้ว่ามุกจะมีปฏิกิริยายังไง”
“อัษนี่” ฉันหัวเราะทั้งน้ำตา อยากจะโกรธเขา แต่ก็โกรธไม่ลง
“ผมว่าเราค่อย ๆ ดูกันไป” เขาเสนอ “ไม่ต้องรีบ ไม่ต้องกดดัน เราเป็นเพื่อนกันมาตั้งนานแล้ว คงไม่มีอะไรเปลี่ยนไปในทันที”
“และถ้าผมกลับมาแล้ว เรายังรู้สึกแบบนี้...” เขาพูดไม่จบประโยค แต่ฉันเข้าใจ
“ฉันจะรอ” ฉันตอบ
-6-
วันคืนผ่านไปอย่างรวดเร็ว เราคุยกันทุกวัน ไม่มีอะไรเปลี่ยนไปมากนัก ยกเว้นว่าตอนนี้เราพูดสิ่งที่เรารู้สึกได้อย่างเปิดเผย ไม่ต้องกลัวหรือซ่อนเร้นอีกต่อไป
อัษฎาเล่าว่าเขาเริ่มเขียนหนังสือ เรื่องราวความรักที่ซ่อนอยู่ใต้มิตรภาพอันยาวนาน ฉันหัวเราะเมื่อได้ยินพล็อตเรื่อง แต่ก็ดีใจที่เขาได้ทำในสิ่งที่รัก
แล้ววันที่เขากลับมาก็มาถึง
ฉันยืนรออยู่ที่สนามบิน ท่ามกลางผู้คนมากมายที่มารอรับคนรัก ญาติมิตร หรือเพื่อนฝูง ในมือถือป้ายเล็ก ๆ ที่เขียนว่า “ยินดีต้อนรับกลับบ้าน นักเขียนชื่อดัง” ใจเต้นแรงไม่แพ้วันแรกที่เจอเขา แล้วฉันก็เห็นเขา อัษฎา ในเสื้อโค้ทสีน้ำตาลเข้ม ผมยาวกว่าเดิมเล็กน้อย ใบหน้าเปลี่ยนไปนิดหน่อย แต่รอยยิ้มยังคงเหมือนเดิม รอยยิ้มที่ทำให้หัวใจฉันเต้นผิดจังหวะเสมอ
เราทั้งคู่จ้องมองกันอยู่ครู่หนึ่ง ยืนห่างกันเพียงไม่กี่เมตร ก่อนที่เขาจะวิ่งเข้ามาหาฉัน และกอดฉันแน่น
“คิดถึง” เขากระซิบข้างหูฉัน
“คิดถึงเหมือนกัน” ฉันตอบ น้ำตาเอ่อออกมา
เขาผละออกเล็กน้อย มองหน้าฉันอย่างพินิจ “สวยขึ้นนะ” เขาว่า
ฉันหัวเราะ “อัษก็หล่อขึ้น”
“แต่ไม่เคยเปลี่ยนนะ” เขาพูดต่อ “ความรู้สึก... ที่ผมมีต่อมุก”
คำพูดนั้นทำให้ใจฉันพองโต ความกลัวที่ซ่อนอยู่ลึก ๆ ว่าเขาอาจเปลี่ยนใจระหว่างที่เราไม่ได้เจอกัน ระเหยหายไปในทันที
“ฉันก็เหมือนกัน” ฉันตอบ
อัษฎาลูบแก้มฉันเบา ๆ “ผมรู้ว่าเราตกลงกันว่าจะค่อย ๆ เป็นค่อย ๆ ไป” เขาพูด “แต่ผมรอมานานพอแล้ว” แล้วเขาก็โน้มใบหน้าลงมา ริมฝีปากของเราแตะกันเบา ๆ จุมพิตแรกที่ฉันรอคอยมาแปดปีเต็ม
ผู้คนรอบข้างอาจมองเรา บางคนอาจยิ้ม บางคนอาจรู้สึกอึดอัด แต่ฉันไม่สนใจ ไม่มีสิ่งใดในโลกนี้สำคัญเท่าชั่วขณะนี้ ขณะที่ความฝันกลายเป็นจริง
หัวใจสองดวงที่เคยเต้นผิดจังหวะเพราะความลังเล เพราะความกลัว ตอนนี้กำลังเต้นผิดจังหวะเพราะความรัก
และจังหวะหัวใจที่ไม่เคยบอกนั้น ตอนนี้ได้ถูกบอกออกไปแล้ว