¦ ¦ ¦ ¦


ฉบับที่ 17 : ประจำวันที่ 1 สิงหาคม 2568


Purralized
โดย ดวงธิดา



Purralized (verb) when you are unable to move for fear of waking a sleeping cat on your lap.

กลิ่นเทียนไขที่กำลังเผาไหม้ กลิ่นไม้เก่าและเครื่องหนัง เสียงออร์แกนบรรเลงท่วงทำนองเนิบช้าดังสะท้อนในความเงียบสงบ ขับให้บรรยากาศในโบสถ์เก่าแก่ประจำเมืองอยุธยาทั้งขลังและกดดันในที
นายแพทย์นพขวัญ ขวัญบางแก้ว ก้าวไปตามทางเดินกลางโบสถ์ ส้นรองเท้าหนังสีดำส่งเสียงสะท้อนก้อง แม้ว่าเขาพยายามเดินให้เบาที่สุด ชายหนุ่มสบตากับภาพถ่ายในกรอบสีเงินขนาดเท่าฝ่ามือ ดวงตาสีฟ้าใสของคนในภาพ บัดนี้คงปิดสนิท ร่างโปร่งบางที่เขาเคยโอบกอดนอนทอดกายอยู่ในโลงไม้สีเข้มตรงหน้า

คนที่เคยเป็นโลกทั้งใบของเขา ไม่อยู่บนโลกนี้อีกแล้ว
ยิ่งเข้าใกล้ หัวใจในอกของนายแพทย์หนุ่มยิ่งสะท้อนสะท้าน ดอกกุหลาบสีชมพูอ่อนกรุ่นกลิ่นหอมในมือสั่นไหวจนเขาต้องกำไว้แน่น กลีบของมันเหมือนกำมะหยี่เนื้อนุ่ม หนามเล็ก ๆ ที่ก้านทิ่มมือจนเจ็บ แต่ถึงเจ็บก็จะไม่ยอมให้ดอกไม้หลุดมือ อีกก้าวเดียวเขาก็พาตัวเองมาถึงจุดหมาย
“ผมมาลา” นายแพทย์หนุ่มบอกเสียงเบา
ตรงหน้ารูปภาพมีกุหลาบวางซ้อนกันเป็นกองขนาดย่อม ดอกไม้เหล่านั้นล้วนเป็นสีขาว มีเพียงดอกที่เขาเพิ่งบรรจงวางลงเป็นสีชมพู
“วิชญ์ พี่ขอ…” เขาเปลี่ยนสรรพนาม คำพูดหลังจากนั้นล้วนถูกกลืนลงคอ
นายแพทย์หนุ่มหลุบตาลง คำพูดที่ไม่กล้าออกเสียง ถูกบอกเล่าในใจ พิธีศพเหลือเพียงเขากับหญิงสาวอีกคนที่ยืนอยู่ไม่ไกล ใบหน้าของเธอสวยสง่า เครื่องหน้าชัดเจน ดวงตายาวรีหางตาชี้ขึ้นน้อย ๆ ผิวสีงาช้างของเธอตัดกับชุดเดรสยาวแค่เข่าสีดำสนิท ทุกการเคลื่อนไหวของเธอดูสง่างาม แต่ก็เปี่ยมไปด้วยอารมณ์เย็นชา 

มุลิลา ภรรยาของวิชญ์มองนายแพทย์นพขวัญไม่วางตา เธอยืนรอจนเขาก้าวถอยหลังและเตรียมจะเดินจากไป
“หมอนพใช่ไหมคะ” มุลิลาถามเสียงเรียบ
“ครับ”
“ขอบคุณที่มานะคะ วิชญ์คงดีใจ” วิธีการพูดของเธอราวกับกำลังทำหน้าที่ตามมารยาทมากกว่าจากหัวใจ
หมอนพมองเธอด้วยสายตานิ่ง ก่อนจะพยักหน้ารับ “ผมอยากมาส่งเขาเป็นครั้งสุดท้าย”
หญิงสาวชำเลืองมองดอกกุหลาบสีชมพูอ่อนหวาน แววตาของเธอวูบไหวเพียงเสี้ยววินาทีคล้ายจะประเมินค่าบางอย่าง ก่อนจะนิ่งสนิทดังเดิม

นิ้วเรียวสีงาช้างชี้ไปที่เก้าอี้แถวแรก อาจเพราะตอนเดินเข้ามา หมอนพมุ่งความสนใจทั้งหมดไปยังโลงไม้เบื้องหน้า จึงไม่ทันสังเกตว่า ตรงนั้นมีแมวสีน้ำตาลอ่อนตัวหนึ่งจับจองที่นั่งอยู่ มันจ้องหมอด้วยดวงตาสีฟ้าสดใส ใบหูสองข้างที่แต้มสีน้ำตาลเข้มชูขึ้นอย่างตื่นตัว หางยาวกวัดไกว ก่อนที่มันจะส่งเสียงเหมียวสั้น ๆ ราวจะทักทายกัน
“แมววิเชียรมาศ วิชญ์ยกให้คุณดูแล” มุลิลาพูดเรียบ ๆ
หมอนพเลิกคิ้ว ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับวิชญ์เต็มไปด้วยคำถามที่เขาไม่มีวันได้คำตอบ และเจ้าแมวตัวนี้ก็ดูจะเป็นอีกหนึ่งบททดสอบที่วิชญ์ทิ้งไว้
วิชญ์ทำอะไรตามใจตัวเองเสมอ และแน่นอนว่าหมอนพไม่เคยขัดได้สักครั้ง

เสียงเคาะเบา ๆ บนประตูห้องตรวจที่เปิดอยู่ดึงสายตานายแพทย์นพขวัญ ขวัญบางแก้ว หรือหมอนพ ขึ้นจากเอกสารประวัติผู้ป่วย
“คุณวิชญ์ เชิญครับ” หมอนพ แพทย์เฉพาะทางด้านระบบทางเดินอาหารเงยหน้ายิ้มพลางส่ายหน้า
“สวัสดีครับ” ร่างสูงเพรียวในชุดเสื้อเชิ้ตผ้าลินินสีเข้มเดินเข้ามา วิชญะ หรือ วิชญ์ ทักทายด้วยรอยยิ้ม ดวงตาสีฟ้าใสเปล่งประกายระยิบระยับ ที่ดูยังไงก็ไม่เหมือนคนป่วย
“ปวดท้องอีกแล้วครับ”
“ครั้งที่สามในเดือนนี้ เจอกันบ่อยจนผมจำประวัติของคุณได้หมดแล้ว รบกวนนอนบนเตียงด้วยครับ ขอหมอตรวจท้องหน่อย”
หมอนพออกแรงกดตามจุดต่าง ๆ บนหน้าท้องแบนราบ ผิวของวิชญ์เป็นสีน้ำผึ้งนวลเนียน กล้ามเนื้อกระชับสมกับรูปร่างสูงโปร่ง ใบหน้าเรียวคมตามแบบฉบับชายเอเชีย ทว่ากลับสะกดสายตาด้วยดวงตากลมโตสีฟ้าสด
แต่สิ่งที่ดึงดูดความสนใจของหมอนพกลับเป็นกลิ่นหอมที่กรุ่นจากตัววิชญ์ มันไม่เหมือนน้ำหอมทั่วไป ลึกล้ำและซับซ้อนจนจมูกที่ละเอียดอ่อนของหมอนพตอบไม่ได้ว่า กลิ่นที่หยุดสูดเข้าปอดไม่ได้ประกอบด้วยอะไรบ้าง
“ผมจะตายไหมครับหมอ” วิชญ์ยิ้มกว้างสวนทางกับน้ำเสียงที่ดัดให้ฟังดูกังวล
“ผมว่าอาการครั้งนี้ก็เหมือนครั้งก่อน ช่องท้องของคุณมีอาการอักเสบอ่อน ๆ แต่ไม่มีอะไรน่ากังวลมาก หมอขอให้คุณวิชญ์ระวังเรื่องอาหาร เลือกทานของรสอ่อน พยายามทานให้ตรงเวลา พักผ่อนให้เพียงพอ ทำใจให้สบาย ไม่เครียด” หมอนพร่ายยาว
วิชญ์พยักหน้า “คำแนะนำดีมากเลยครับ หมอเองก็ดูเครียด ๆ น่าจะพัก หาอะไรสนุก ๆ ทำบ้างนะครับ”
“คนไข้ต้องให้หมอแนะนำ ไม่ใช่กลับกันนะครับ” หมอนพหัวเราะเบา ๆ
“ถ้าหมอห่วงเรื่องอาหารการกินของผม หมอให้เกียรติไปทานข้าวกับผมสักมื้อได้ไหมครับ ถือว่าปฏิบัติงานนอกสถานที่ก็ได้” ตาสีฟ้าของวิชญ์หรี่ลงอย่างมีเลศนัย
“ผมคงไม่สะดวกครับ” หมอนพตัดบทด้วยรอยยิ้ม
นายแพทย์หนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ หุ่นกำยำ ผิวสีน้ำตาลคร้ามแดด ใบหน้าคมเข้มแบบไทยแท้ มองจากภายนอกคงยากจะหยั่งถึงรสนิยมส่วนตัว แต่วิชญ์มองออก ไม่ใช่จากท่าทีหรือคำพูด แค่บางจังหวะของสายตาที่ไม่เคยหลบเลี่ยงมันชัดพอจะทำให้เขากล้าก้าวเข้าไป
“...” วิชญ์เม้มปาก สีหน้าเหมือนเด็กถูกขัดใจ
“แต่ถ้าชวนไปทานข้าวเป็นการส่วนตัว วันเสาร์นี้ผมว่าง” คำตอบของหมอนพทำให้วิชญ์กลับมายิ้มกว้าง
ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่นายแพทย์หนุ่มสนใจในตัวคนไข้รายนี้มากเกินกว่าหน้าที่ บางอย่างที่อธิบายไม่ได้ในตัวชายหนุ่มรูปงามทำให้เขาปรารถนาจะรู้จัก อยากได้ความสนใจ และอยากดูแลอย่างไม่อาจปฏิเสธได้

ตลอดระยะทางจากอยุธยากลับมาคอนโดใจกลางกรุง หมอนพใช้เวลานั้นจ่อมจมอยู่กับความทรงจำในอดีต ความอ่อนหวานอันปวดร้าวผุดขึ้นในใจยามเขาคิดถึงอาหารมื้อแรก ตามด้วยเรื่องราวส่วนตัวของวิชญ์
ชายหนุ่มเรียกตัวเองว่า ‘พวกครึ่ง ๆ’ พอหมอนพคิ้วขมวดเพราะไม่เข้าใจ วิชญ์จึงอธิบายต่อว่า บรรพบุรุษของเขาเป็นชาวไทยที่ย้ายไปตั้งรกรากในฝรั่งเศส ตั้งแต่สมัยต้นรัตนโกสินทร์ ใช้ชีวิตผ่านยุคสมัยของการเปลี่ยนแปลง แต่งงาน สืบเชื้อสาย กว่าจะถึงรุ่นวิชญ์ก็ยากที่จะอธิบายว่า เจ้าตัวมีเชื้อสายอะไรบ้าง แต่วิชญ์ยืนยันว่าเขาเป็นไทยแท้ทั้งตัวและหัวใจ นามสกุลที่ใช้ก็เป็นนามสกุลพระราชทาน เรียกได้ว่าโตแบบไทยแท้ แต่แค่อยู่ในต่างแดน
“น้ำหอมที่พี่นพใช้ บอกผมว่า พี่มีความลับบางอย่างที่พยายามซ่อนไว้” วิชญ์ยืนอยู่หลังเคาน์เตอร์ไม้มะฮอกกานี เบื้องหน้ามีขวดแก้วเล็ก ๆ บรรจุวัตถุดิบหลากหลายสำหรับปรุงน้ำหอม
“ใครบ้างที่ไม่มีความลับ” หมอนพยิ้มเจ้าเล่ห​์ 


วิชญ์หรี่ตาอย่างรู้ทัน ก่อนเปลี่ยนเป็นหัวเราะเสียงใส ด้วยอาชีพนักปรุงน้ำหอม (Perfumer) เขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นเฉพาะตัวของหมอนพที่ให้ความรู้สึกอบอุ่น สดใส ทรงพลัง แต่ไม่ทิ้งความละเอียดอ่อน ถ้าจะให้บรรยายตามภาษานักปรุงน้ำหอม ท็อปแอคคอร์ดคือ กลิ่นซิทรัสที่สดชื่นกระปรี้กระเปร่า ก่อนพัฒนาเป็นความเข้มข้นของอำพันที่คงอยู่ระหว่างวันที่หมอนพใช้เวลาส่วนใหญ่ในโรงพยาบาล ส่วนกลิ่นที่วิชญ์ชินสุดเป็นเบสโน๊ตของไม้ซีดาร์ ที่ให้ความรู้สึกถึงห้องสมุดโบราณ อบอุ่น มั่นคงและเยือกเย็น แม้คนที่มีความสามารถเป็นเลิศในการดมกลิ่นอย่างวิชญ์กลับพบว่ามีกลิ่นบางอย่างบนตัวหมอนพที่ยังไม่สามารถหาอะไรมาเทียบได้ กลิ่นที่ชวนให้เขารู้สึกหวิว ๆ ในอก แม้เขาจะพยายามค้นหาในฐานความรู้ทั้งหมด แต่ยังระบุไม่ได้

ความสัมพันธ์ของทั้งคู่พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว แม้จะต่างทั้งรูปลักษณ์และอุปนิสัยใจคอที่เป็นคนละขั้ว แต่น่าประหลาดที่ความต่างกลับเติมเต็มซึ่งกันและกัน วิชญ์ขี้อ้อน ช่างเอาใจ มีความเป็นตัวของตัวเองสูง ในขณะที่หมอนพเป็นคนตรง ๆ แต่ก็ขี้เล่น ชอบหยอกให้อีกฝ่ายงอน เพื่อที่จะได้ง้อกันหนัก ๆ ในแต่ละวันต่างมีภาระหน้าที่ของตน ทว่าเมื่อกลับบ้านมาเจอกัน ความเหนื่อยทั้งหลายล้วนหายเป็นปลิดทิ้ง
ความทรงจำแห่งความสุขที่อ่อนหวานเปลี่ยนเป็นรสขมที่ปลายลิ้นเมื่อนายแพทย์หนุ่มดึงตัวเองกลับสู่ปัจจุบัน เวลาคล้ายจะหยุดนิ่งไปตั้งแต่วันนั้น นานเท่าไหร่แล้วที่หมอนพกลับบ้านมาพบเพียงความว่างเปล่า
หมอนพสูดหายใจลึก กดรหัสเปิดประตูเข้าห้อง จากนั้นจึงปล่อยแมววิเชียรมาศตัวสวยที่อุ้มมา ให้ลงสำรวจบ้าน
ที่นี่เมื่อปีก่อน หมอนพใช้ชีวิตอย่างมีความสุขกับวิชญ์ในฐานะคู่รัก เขาเคยวาดฝันถึงอนาคตด้วยกัน แต่ความฝันทั้งหมดกลับพังทลายลงในวันหนึ่ง เมื่อวิชญ์เอ่ยปากขอแยกทางอย่างไม่ทันตั้งตัว
“ผมจะแต่งงานตามความต้องการของที่บ้าน” คำพูดนั้นยังคงก้องในความทรงจำ และสาวสวยนามว่า มุลิลา คือผู้หญิงที่ครอบครัวเลือกให้วิชญ์
หมอนพไม่เข้าใจและไม่เคยได้รับคำอธิบายที่ชัดเจน
เสียงร้องของเจ้าวิเชียรมาศตัวสวยดังขึ้น พร้อมเสียงแกรก ๆ ยามอุ้งเท้าแมวเกาประตูห้องนอน
“นั่นพื้นที่ส่วนตัวนะเจ้าเหมียว” หมอนพทรุดลงนั่งตั้งใจจะลูบหัวแมวตาฟ้า แต่มันกลับเอี้ยวตัวหนี
ให้หมอนพสาบานก็ได้ สีหน้าเจ้าแมวตัวนี้เหมือนมันกำลังงอนแก้มป่อง ตาสีฟ้าฉายแววไม่พอใจ มันยังไม่หยุดส่งเสียงร้องและเกาประตู เมื่อหมอนพยังทำเฉย มันขู่ด้วยการกางกรงเล็บตะปบเขาที่หน้าแข้งเบา ๆ ส่งข้อความผ่านท่าทางว่า ‘ถ้าไม่เปิด เจอดีแน่ เมี๊ยว!’
เจ้าของห้องยกมือยอมแพ้ เปิดประตูให้เจ้าวิเชียรมาศพุ่งเข้าไปสำรวจห้องนอนของตัวเอง ใช้คำว่าสำรวจ เพราะเจ้าขนสีอ่อนเดินเยื้องย่างไปตามจุดต่าง ๆ ในห้อง เริ่มจากตู้เสื้อผ้า โต๊ะข้างหัวเตียง ห้องน้ำที่เชื่อมกับห้องนอน
ตาสีฟ้ามองสำรวจพื้นที่ จมูกก็ดมสำรวจจุดต่าง ๆ อย่างละเอียด เอาตัวเองถูไถแสดงความเป็นเจ้าของเขตแดนทั่วไปหมด สุดท้ายเจ้าเหมียวกระโดดขึ้นไปบนเตียง ดอมดมไปทั่วผ้าปูเตียงเนื้อดี ก่อนจะล้มตัวลงนอนแหมะบนหมอนด้านที่วิชญ์เคยนอน
วิเชียรมาศตัวงามหลับตาพริ้มส่งเสียงกรือกรือในคอ หางยาวของมันสะบัดขึ้นลงตีหมอนสีขาวเป็นจังหวะ ท่าทางของมันนั้น ดึงให้หมอนพทอดกายลงนอนบนเตียงทั้งที่ยังสวมชุดดำ เขายกมือขึ้นลูบหัวเจ้าเหมียวอย่างอ่อนโยน
“เจ้าเหมียวได้อยู่กับวิชญ์ตลอดเลยหรือเปล่า ได้ยินเขาพูดถึงผมบ้างไหม เขาคิดถึงผมบ้างไหม เขา…”
การไปงานศพของคนรักเก่า ทำให้ความทรงจำที่ตกตะกอนถูกเขย่าให้ฟุ้งขึ้นมา ความรัก ความคิดถึง ความโศกเศร้าเสียใจที่ต้องรู้สึกอีกครั้ง หนักหนากว่าที่คิด เขาตกลงไปในห้วงความคิดจนเหนื่อยล้า จากที่คิดจะล้มตัวลงนอนเพื่อพัก กลับผล็อยหลับไป
เจ้าแมวเอาอุ้งเท้าตบ ๆ ที่ไหล่คนหลับ มันหยุดเอียงคอมองมนุษย์ที่นอนหลับตรงหน้า
ตาสีฟ้าสดของเจ้าวิเชียรมาศจับจ้องคิ้วที่ขมวดน้อย ๆ แม้ยามหลับของหมอนพ มันรับรู้ได้ว่าผู้ชายคนนี้ผ่านความทุกข์ตรมมาเพียงใด ปลายลิ้นเล็กสีชมพูตวัดเลียตรงหว่างคิ้ว จมูกชื้นแตะสัมผัสเบา ๆ เมื่อเห็นรอยย่นตรงนั้นหายไป มันก็ส่งเสียงในคออย่างพอใจ
สีหน้ายามหลับของหมอนพผ่อนคลายในที่สุด

หลังจากรับแมววิเชียรมาศมาเลี้ยง หมอนพรู้สึกว่าตัวเองเข้าใจสัตว์ประเภทแมวมากขึ้น ทั้งยังสามารถจำแนกอารมณ์ของแมวผ่านเสียงร้องในโทนต่างกันได้ แม้จะร้องเหมียวเหมือนกัน แต่พฤติกรรมหรือท่าทีประกอบทำให้เขาเข้าใจว่าอารมณ์ของมัน ตัวอย่างเช่น
“เหมียว เหมียว เมี๊ยว” เจ้าวิเชียรมาศที่นั่งอยู่หน้าประตูส่งเสียงทักเมื่อเขาเปิดเข้ามา ด้วยโทนแหลมสะบัดปลายเสียง มันนั่งรอห่างจากจุดเดิมทุกวันไปสองคืบ ตาจ้องเขม็ง หมอเข้าใจทันทีว่าต้องมีบางอย่างผิดปกติ
“ขอโทษด้วยนะ วันนี้คนไข้เยอะมาก หมอเลยกลับบ้านช้า เจ้าเหมียวหิวรึยัง กินขนมแมวเลียรองท้องก่อนไหม” นายแพทย์หนุ่มส่งยิ้มหวานเอาใจ
เจ้าขนนิ่มนั่งอยู่ที่เดิม จ้องตาหมอไม่กระพริบ หางสะบัดเคาะพื้นเป็นจังหวะช้า ก่อนจะเยื้องย่างเข้าใกล้ ยอมให้อุ้มและเกาคาง หลังจากปล่อยให้หมอหนุ่มทำตัวไม่ถูกไปชั่วครู่
อีกตัวอย่าง
หลังการเข้าเวร 18 ชั่วโมงรวดวันหนึ่ง หมอนพเข้าบ้านมาด้วยท่าทางอ่อนแรงทั้งที่ยังใส่เสื้อกาวน์ เขาเหนื่อยจนลืมทักทายเจ้าเหมียวที่หน้าประตู พาร่างไปทิ้งตัวลงบนโซฟา ก่อนหลับตา ผ่อนลมหายใจด้วยความอ่อนล้า
"เหมียว" แมวส่งเสียงร้องเบา ด้วยโทนอบอุ่น
เมื่อหมอนพลืมตา ก็เห็นเจ้าเหมียวกำลังจะกระโดดขึ้นมานั่งบนตัก มันวางอุ้งเท้านุ่มนิ่มลงบนอกเขา สองเท้าหน้าขยับไปมาคล้ายกำลังนวดให้ วินาทีนั้นหมอนพอุ่นวาบขึ้นในใจ ยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัวดึงแมวเข้ามากอดแล้วซบหน้านิ่งลงบนเจ้าขนนุ่มเงียบ ๆ

แต่บางครั้ง หมอนพก็ประหลาดใจในท่าทีห่างเหินของมัน เมื่อตบหน้าตักชวนมานั่ง แกว่งไม้ล้อแมวสีรุ้ง โยนลูกบอลจิ๋ว หรือชวนเล่นของเล่นแมวอื่น ๆ (ที่สั่งมาจนเต็มบ้าน) เจ้าวิเชียรมาศตัวงามกลับทำเมิน เดินนวยนาดไปนั่งบนขอบหน้าต่าง เหม่อมองออกไปข้างนอกเหมือนไม่สนใจ
แต่เมื่อหมอนพละสายตา หรือคิดจะไปทำอย่างอื่น มันกลับเดินเข้ามาประชิดใกล้แบบไม่ทันตั้งตัว คลอเคลียและบางครั้งจ้องหน้าด้วยตาสีฟ้าใสแจ๋ว เรียกร้องให้หมอนพต้องลูบหัว เกาคาง เปิดขนมแมวให้มันกิน พยายามเอาอกเอาใจมันต่าง ๆ นานา
“ปั่นหัวกันอยู่ใช่ไหมเนี่ยเจ้าเหมียว” หมอนพหัวเราะ
รู้ตัวอีกที การเป็นทาสแมวก็ไม่ได้แย่ แม้จะสวนทางกับนิสัยที่ผ่านมาของเขาอยู่มากก็ตาม

ชีวิตของนายแพทย์นพขวัญ ขวัญบางแก้ว กับแมววิเชียรมาศดำเนินไปอย่างราบรื่นจนเวลาผ่านไปร่วมเดือน
จนวันที่หมอนพออกจากบ้านแต่เช้าตรู่ ก่อนไปเขาบอกแมวว่า แม่บ้านจะแวะมาให้อาหารและชวนเล่น หมอมีธุระด่วนในครอบครัว ต้องกลับพิษณุโลกบ้านเกิด แต่จะกลับมาก่อนขึ้นวันใหม่แน่นอน
ก่อนเที่ยงคืนหมอนพกลับมาในสภาพที่เรียกได้ว่า ‘เมาเหมือนหมา’ โดยมีหนุ่มน้อยหน้าใสที่ทั้งกอด ทั้งพยุงคุณหมอหนุ่มมาส่งถึงหน้าประตู
“เหมียว?” เสียงร้องดังลากยาวกว่าปกติเหมือนตั้งคำถามปนตำหนิ
“พี่นพไหวมั้ยครับเนี่ย เดี๋ยวผมเช็ดตัวให้ดีไหมครับ” หนุ่มน้อยโอบไหล่กระชับ ส่งสายตาถามพร้อมอมยิ้ม
“เมี๊ยว!” วิเชียรมาศส่งเสียงแหลมห้วน ดังจากกลางห้องทำเอาเรียกสติหมอนพที่อยู่ในภาวะครึ่งหลับครึ่งตื่นจนสะดุ้ง เจ้าเหมียวจ้องหน้าหมอด้วยตาสีฟ้าคุกกรุ่น หางฟูกระดิกเคาะตีพื้นถี่ขยับ ท่าทางเอาเรื่องแบบนั้นทำเอาหมอเย็นสันหลังวาบเหมือนกำลังบอกให้มนุษย์ที่เมาไม่รู้เรื่องระวังตัวไว้
หนุ่มหน้าใสมองแมวที่โก่งตัวพองขน กรงเล็บในอุ้งเท้าสีเข้มกางออก โชว์เขี้ยวขาวแหลมเฟี้ยวพร้อมเสียงขู่ฟ่อ
“ไม่เอา กลับไป ไม่ ถ้าไม่ใช่วิชญ์ พี่ไม่…” หมอนพส่ายหน้าและปัดป้อง ไม่รู้ตัวเลยว่า คำพูดยามแทบไร้สติของตัวเองเรียกปฏิกิริยาจากคนฟังอย่างไร
หนุ่มน้อยหน้าใสเม้มปาก ชะงักและกลับออกไปเงียบ ๆ เมื่อได้ยินชื่อคนอื่นหลุดออกมาจากปากขนาดนั้น
ประตูปิดลงพร้อมเสียงล็อกดัง ร่างกายหมอนพเปลี่ยนเป็นของเหลว คนที่เมายิ่งกว่าหมาค่อย ๆ เลื้อยลงนอนเหยียดยาวกับพื้น โดยมีเจ้าวิเชียรมาศนั่งมองและกระดิกหางตีพื้นอย่างช้า ๆ

ในฝัน หรืออย่างที่คิดว่าคือฝัน หมอนพเห็นวิชญ์ชัดเจน ชายหนุ่มร่างเพรียวใบหน้าคุ้นเคยช่วยถอดรองเท้าและเสื้อเชิ้ตที่เต็มไปด้วยกลิ่นเหล้าออกจากร่างของเขา มืออุ่นบรรจงเช็ดหน้าผากด้วยผ้าชุบน้ำหมาด ๆ กลิ่นหอมละมุนอันเป็นเอกลักษณ์ลอยมาแตะจมูก
“วิชญ์! วิชญ์ พี่คิดถึง...วิชญ์ทำไม ทำไมทิ้งพี่ได้ลงคอ พี่รักนายด้วยทั้งหมดที่มี ทำไม…” เสียงแหบพร่าเพ้อถาม
มือใหญ่ของหมอนพไขว่คว้า ราวกลัวคนตรงหน้าจะหายไปอีกครั้ง พอจับข้อมือได้ ก็ดึงร่างเพรียวให้ล้มลงนอนบนเตียง พลิกร่างกกกอดไว้ ทิ้งน้ำหนักตรึงวิชญ์ให้จมอก
วิชญ์เบิกตากว้างด้วยความตกใจ แต่แค่แว่บเดียวก็เปลี่ยนเป็นยิ้มอ่อนโยน มือสะอาดยกขึ้นลูบแผ่นหลังกว้างแผ่วเบาต่อเนื่อง ปลอบคนเพ้อให้สงบลง ไม่กี่อึดใจคนเมาก็ดำดิ่งสู่ห้วงนิทรา

“วิชญ์!” หมอนพสะดุ้งพรวด ใบหน้าพรายด้วยเหงื่อเม็ดเล็ก หรี่ตารับแสงแดดจ้าที่ลอดผ้าม่านเข้ามา
ชายหนุ่มก้มลงมองตัวเองในชุดนอนสะอาดเรียบร้อย บนโต๊ะข้างเตียงมีผ้าชุบน้ำหมาดวางยืนยันว่า เมื่อคืนนี้เขาอาจไม่ได้ฝันไป
หมอนพพุ่งออกจากห้องนอน สองตากวาดหาคนที่อยู่ในฝัน และภาพแรกที่เห็นคือ เจ้าวิเชียรมาศที่นั่งตัวตรงจ้องเขาจากโซฟา ดวงตาสีฟ้าส่องประกายเจิดจ้า เขาหมุนตัวกลับไปทางห้องนอน วิชญ์อาจจะอยู่ในห้องน้ำที่เชื่อมติดกัน แต่ยังไม่ทันจะก้าวขาออก หูก็แว่วเสียงที่ยังประทับอยู่ในใจ
“พี่นพ”
หมอนพสะดุ้งตัวชา รู้สึกได้ถึงแสงสว่างอาบแผ่นหลัง พื้นที่ในส่วนห้องนั่งเล่นถูกย้อมด้วยแสงสีขาวเจิดจ้า เขาหันขวับอย่างรวดเร็วแต่แสงจ้านั้นบังคับให้คนมองต้องหลับตา เมื่อค่อย ๆ หรี่ตาและฝืนจนปรับรับความจ้าได้ สิ่งแรกที่หมอนพเห็นคือ ดวงตาสีฟ้าสดสองดวง ที่ครานี้ประดับอยู่บนใบหน้าที่เขาไม่เคยลืม วิชญ์นั่งหลังตรงอยู่กลางโซฟา เสื้อผ้าบนตัวเหมือนกับในฝันไม่ผิดเพี้ยน
“ไม่จริง … วิชญ์” หมอนพพึมพำคิดหาคำพูดอื่นใดไม่ทัน
“ผมรู้ว่า พี่ต้องการคำอธิบาย” วิชญ์เอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้มมุมปาก
“นายเป็น Shapeshifter หรือสิ่งมีชีวิตที่สามารถกลายร่างได้... และแมววิเชียรมาศตัวนั้นคือนาย” หมอนพพูดยาวอย่างไม่ติดขัด
กลับกลายเป็นวิชญ์ที่อึ้งกับปฏิกริยาของฝ่ายตรงข้าม ที่ไม่มีความแปลกใจทั้งยังอธิบายสิ่งตรงหน้าด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“แล้วเรื่องทั้งหมด … แกล้งบอกเลิก? แกล้งตายเพื่อมาทดสอบผม?” ปลายเสียงของหมอนพเริ่มสูงขึ้น
วิชญ์พยักหน้าแววตาสำนึกผิด ก่อนจะตอบเสียงอ่อน “ผมแค่ต้องการมั่นใจ...ว่าพี่จะรักผมในทุกร่าง ไม่ว่าแมวหรือมนุษย์ รักจนสามารถเก็บความลับของผมไว้ได้ชั่วชีวิต”
หมอนพเงียบไปอึดใจ ก่อนรอยยิ้มเจ้าเล่ห์จะปรากฏบนใบหน้า “วิชญ์คิดว่า วิชญ์มีความลับอยู่คนเดียวเหรอ?”
คำตอบของหมอนพและสุ้มเสียงมีลับลมคมในทำให้วิชญ์เลิกคิ้ว จมูกที่ไวต่อกลิ่นสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายบางอย่างที่ทำให้ขนลุกซู่ วิชญ์หดคอ สัญชาติญาณสั่งให้ระวังตัว เขาพึมพำเสียงสั่น หลุดคำพยางเดียว
“หมา?”
“สายพันธุ์บางแก้ว” หมอนพยืดตัวตรงเน้นเสียงหนัก
“วิชญ์ทำพี่ไว้แสบมาก” ประโยคสุดท้ายลอดไรฟันทีละคำอย่างเจ้าเล่ห์ ก่อนที่ใบหูทรงสามเหลี่ยมขนาดใหญ่จะผุดขึ้นบนศีรษะ ร่างมนุษย์กลายเป็นสัตว์สี่ขาท่วงทีสง่า พวงหางฟูยาวส่ายไปมาในอากาศ
ตาสีฟ้าของวิชญ์เบิกกว้าง ร่างกายชาวาบ เพราะสัมผัสได้ถึงพลังของสัตว์ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นศัตรูตัวฉกาจตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์ เชฟชิฟเตอร์สายพันธุ์วิเชียรมาศกลืนน้ำลายเหนียวหนึบลงคอ กระแสเย็นเยียบไหลไปตามแนวกระดูกสันหลัง ร่างวิเชียรมาศกลับคืนในพริบตา ถอยหลังทีละเก้าอย่างระแวดระวัง ขนฟูพอง กงเล็บกางเตรียมพร้อม ตาจ้องอีกฝ่ายเขม็ง
เชฟชิฟเตอร์ทั้งสองตัวนิ่งดูเชิงเพียงครู่เดียว สุนัขสายพันธุ์บางแก้วก็กระโจนใส่เหยื่อวิเชียรมาศที่เขาทั้งคิดถึงและรักสุดใจ
นายแพทย์นพขวัญ ขวัญบางแก้วยามนี้สภาพผมเผ้ายุ่งเหยิงไร้ระเบียบ ใบหน้ามีรอยข่วนแดงประปราย เขานั่งตัวแข็งทื่อหน้าเจื่อนอยู่ที่โซฟา หน้าขาส่วนที่ถูกกดทับ ชาจนหมดความรู้สึก ปลายเท้าปวดแปล็บเพราะตะคริว ขยับไม่ได้แม้แต่นิ้วเดียว หากใครจะมองเห็นแผ่นหลังกว้างภายใต้เสื้อเชิ้ตสีอ่อน บอบช้ำไปด้วยรอยเล็บข่วนเป็นทางยาว แผลสดซึ่งทำให้เขาไม่สามารถจะเอนพิงหรือทิ้งตัวลงนอน จึงได้แต่นั่งหลังตรงอยู่อย่างนั้น
อีกทั้งยังมีเจ้าแมววิเชียรมาศตัวงามกำลังหลับสนิท ส่งเสียงครางครือเป็นจังหวะบนหน้าตักของเขา วิชญ์ เชฟชิฟเตอร์ที่หมดแรงจากการถูกเอาคืน นอนนิ่งอยู่ในท่าที่หมอนพเป็นคนจัดให้เอง และเพราะเลือกวางท่านั้นอยู่บนตัก หมอนพจึงติดกับดักของตัวเอง
แวร์วูฟพันธุ์บางแก้วจึงตกอยู่ในภาวะ Purralized ขยับไม่ได้ หายใจแรงก็ไม่กล้า กลัวแมวสุดที่รักจะสะดุ้งตื่น แล้วเรื่องอาจจะไม่จบง่าย ๆ
อดทนไว้หมอนพ…อย่าทำแมวตื่น!




ขอสงวนสิทธิ์ข้อความทั้งหมดภายในเว็บไซท์
Copyright by http://www.espressoandcigarette.com